
โลกทัศน์ใหม่
หกเดือนในโรงเรียนการเมืองการทหาร
6
ตุลา ได้เปลี่ยน ชีวิตของสาวน้อยให้เติบโต เบ่งบาน เคียงคู่กับดอกเสี้ยว(ต่างกันเพียงแต่ว่า
ดอกเสี้ยวสวยกว่าเล็กน้อย) จากสาวน้อย ผู้ไร้ประสบการณ์ ได้เติบใหญ่
เป็นผู้ที่รู้ถึงแก่นสารของชีวิต จะคิดจะทำอะไรก็พยายามให้มีสาระ
ความคิดและการกระทำที่ไร้สาระ ต้องพยายามต่อสู้เอาชนะ อย่างถึงที่สุด
กระบวนการให้การศึกษา เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และ ดัดแปลงโลกทัศน์
ซึ่งสหายนำรุ่นเก่าใช้เป็นหลักสูตร สำหรับฝึกฝนนักปฏิวัติรุ่นใหม่ในโรงเรียน
6
ตุลา ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายทฤษฏีของมาร์ก
เลนิน การศึกษาความคิดของเหมาเจ๋อตุง
การแบ่งกลุ่ม และหยิบยกเอาประเด็นต่างๆ
ของทฤษฏีออกมาอภิปรายวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างถึงแก่น
เช่นทฤษฏีการเปลี่ยนแปลงจากปริมาณสู่คุณภาพ วัตถุนิยมวิพากษ์วิธี
การอภิปรายดังกล่าวทำให้ผู้เข้าร่วมอภิปราย มีความเข้าใจซึมซาบคล้อยตาม
และเป็นการฝึกให้รู้จักคิดอย่างเชื่อมโยง มีการระดมสมองระดมความคิด
ก่อนที่จะเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดในการอภิปราย
ทำให้สมองมีการเรียบเรียงและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ การเล่าประสบการณ์
ความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน ด้วยบรรยากาศเศร้าสลดจนทำให้ปัญญาชนนายทุนน้อย
น้ำตาคลอด้วยความเห็นอกเห็นใจ
สิ่งสำคัญ อีกประการหนึ่งที่มีผลต่อโลกทัศน์ของฉันมาก คือ
การวิจารณ์
และวิจารณ์ตนเอง ซึ่งสิ่งที่ได้รับนั้นทำให้เราได้ทบทวนตนเองอยู่เสมอ
มีการค้นหาวิเคราะห์และยอมรับในจุดแข็งจุดอ่อนของตน
แล้วพยายามแก้ไขปรับปรุงและพัฒนา
ซึ่ง ส่งผลอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตทั้งส่วนตัว
การทำงานและการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น
ในโรงเรียน
6
ตุลา นอกจากการศึกษาทฤษฏีการเมืองแล้ว ยังต้องฝึกฝนความชำนาญในทางทหาร
มี สหายเล่าเม็ง เป็นครูสอนการใช้อาวุธชนิดต่าง ๆ เช่นการยิงปืน
M
16 การฝึกยิงปืน อาร์ พี จี โดยเฉพาะการฝึกขว้างระเบิด
สหายจี๋ ผู้กองม้งร่างใหญ่ จะนำไม้ มาทำรูปร่าง และกะน้ำหนักให้เท่าระเบิดจริง
ทุกคนต้องฝึกขว้างให้ชำนาญ ก่อนจะให้ขว้างระเบิดจริง
เมื่อถึงเวลาขว้างระเบิดจริง หลายคนถึงกับเหงื่อแตก
เพราะถ้าขว้างไม่พ้นตัวก็คงเละ
!
นอกจากการใช้อาวุธ
เรายังได้ฝึกศิลปะการต่อสู้แบบประชิดตัว การใช้ดาบปลายปืน
พานท้ายปืนเป็นอาวุธ เป็นต้น
การฝึกยุทธวิธี ซุ่มโจมตีศัตรูหรือการรบ
ในสนามรบ สหายจี๋ สหายเหล่าเม็ง ก็พาสหายใหม่ออกไปฝึกในป่าใกล้ ๆ กับโรงเรียน
6 ตุลา สมมุติให้เป็นสนามรบ หรือสถานที่ซุ่มโจมตี ศัตรู พวกเราจะแยกเป็น 2
ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งแสดงเป็นทหารทปท.ซุ่มอยู่ในทำเลที่ได้เปรียบ
เช่นบริเวณสันเขาเตี้ย ๆ เป็นป่าทึบ มีทางเดินอยู่ตีนเขา
เลยจากตีนเขาลงไปหุบเหวเป็นต้น อีกฝ่ายหนึ่งแสดงเป็นศัตรู
ต้องเดินลาดตะเวณผ่านมา
ระหว่าง
ที่หมอบซุ่มรอคอยฝ่ายศัตรู ทปท. หญิง ก็สวมวิญญาณแม่ครัว
เที่ยวสอดส่ายสายตาไปตามขอนไม้ผุ ๆ เพื่อมองหาเห็ดหูหนู เห็ดลมหรือหน่อไม้
รอแล้วรอเล่าทหารศัตรูก็ยังไม่ผ่านมาซักที
ชักเบื่อก็พากันลุกจากที่ซุ่มซ่อนมาเก็บเห็ด ขุดหน่อไม้ กันอย่างสนุกสนาน
การฝึกซุ่มโจมตี
ศัตรูนั้น เรามีการยิงโต้ตอบกันจริง ๆ ดังนั้น เราจึงใช้กระสุนปลอม
เป็นกระสุนที่มีกระดาษอัดไว้ข้างในแทน ถ้ายิงถูกตัวในระยะห่างก็ไม่มีอันตรายใด
ๆ แต่บางครั้งก็เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้น ถ้าทหาร ทปท. เผลอตัว
มัวแต่มองหาเห็ด หาหน่อไม้ ศัตรูเดินผ่านมาในระยะเผาขนก็ซัดปืนตูมออกไป
ปรากฏว่า สหายแก้ว โดนกระสุนปืนปลอมของสหายอะไรก็จำไม่ได้
อัดใส่หน้าเป็นแผลลายพร้อยโชคดีที่ไม่โดนลูกตา
นอกจาก
การเรียนทฤษฏีการเมือง การทหาร และ
การใช้แรงงาน
เพื่อฝึกความอดทนของร่างกายและจิตใจ
และดัดแปลงโลกทัศน์ให้เป็นชนชั้นกรรมาชีพแล้ว นักเรียนการเมืองการทหารแต่ละคนจะมีหน้าที่รับผิดชอบหรือกิจกรรมพิเศษ
ตามความถนัดของแต่ละคน ฉันมีซุ่มเสียงพอใช้ได้
ถูกทาบทามเป็นนักร้องประจำโรงเรียน นักร้องเสียงดีอีกคนหนึ่งของโรงเรียน 6 ตุลา
คือ สหายธิดา เสียงเธอใสมาก เธอร้องเพลงจดหมายถึงบ้าน ซึ่งแต่งโดยสหายอาทิตย์
เป็นคนอำเภอดอยสะเก็ดบ้านเดียวกับฉัน เพลงนี้โด่งดังไปทุกเขตฐานที่มั่น
ห้องอัดเสียงของเราเก๋มากเพราะไปอัดเสียงกันในถ้ำค้างคาว
สหายธิดาคู่กับสหายสายฝน และสหายจิตรา มาเป็นพี่เลี้ยงให้กับสหายใหม่
ที่โรงเรียน 6 ตุลา สหายหญิงทั้งสามคนมีอัธยาศัย ไมตรีน่ารักมาก
พวกเธอทำให้โรงเรียน 6 ตุลา มีบรรยากาศของความเป็นมิตรและอบอุ่น
เวลากลางคืนก่อนนอน
พวกเราสหายหญิงชอบเล่าเรื่องตลกกันบนแคร่นอนแล้วหัวเราะกันดังลั่น
ไปถึงเรือนนอนสหายชาย ซึ่งอยู่บนเนินไกลออกไปเกือบ 100 เมตร
จนถึงปัจจุบันฉันก็ยังไม่อาจลืมพวกเธอและอยากพบพวกเธออยู่เสมอ
บางโอกาส
ฉันก็เล่นเป็นนางเอกลิเก คู่กับพระเอกคือ
สหายนำชัย
มี สหายอุดร แสดงเป็นเสนาอำมาตย์ สหายคำปัน แสดงเป็นตัวตลกชื่อหนุงหนิง
เนื่องจากไม่มีสหายหญิงคนไหนพกเครื่องสำอางขึ้นไปด้วย
แต่สหายหญิงกับความสวยความงามเป็นของคู่กัน แสดงเป็นนางเอกลิเกทั้งทีไม่สวย
ได้ไง? สหายอรุณ หญิงสาวแต่ท่าทางออกทอม ๆ จาก
อำภอหางดง
จึงอาสาเป็นช่างแต่งหน้าจำเป็น
พยายามคิดค้นหาวัตถุดิบใกล้ตัวที่พอจะหยิบฉวยมาใช้ได้
ก็หยิบเอาถ่านไฟมาเหลาให้แหลมแทนดินสอเขียนคิ้ว สหายม้งหญิง มีสีทาหน้าสีแดง
ไม่ทราบว่าทำจากอะไร ก็เอามาทาปากและทาแก้ม พอใส่ปลอกคอเงินของสหายม้ง
ใส่ผ้าถุงมีลวดลายแดง ๆ เขียว ๆ
ของแม่และเสื้อกันหนาวไหมพรมรัดรูปแขนยาวสีแดงของสหายนิด แล้ว
ฉันก็สวยพอที่จะเป็นนางเอกลิเกปฏิวัติได้
เออ...เอ้อ
...เออ...เอิง...เอย...
ฝ่ายปาหนัน พลันรู้สึก สำนึกตน แค้นพวกโจรโหดร้าย จนใจสั่น มัน โหดเหี้ยม
เข่นฆ่าสารพัน แค้นพวกมัน.....ไอ้...จัญไร...เตร๊ง...เตร็ง
เตร่ง...เตร๊ง ....เตร็ง.... เตร่ง.... เตร็ง....เตรง...เตร่ง........สหายบุญยงค์
รัวระนาดรับ เสียงกังวาน สะท้อนก้อง ภูชายแดน....
สหายบุญยงค์ เป็นสหายเก่าที่มีความสามารถหลายด้าน นอกจากจะซ่อมนาฬิกาเป็น
แต่งเพลง เล่นแมนโดรินร้องเพลง ไพเราะแล้ว
ยังมีความสามารถในการแต่งเพลงและประดิษฐ์เครื่องดนตรีโดยหาไม้ที่มีแก่นแน่นๆ
หรือไม้ไผ่ มาไล่เสียง โด เร มี ทำเป็นระนาด ในวันสำคัญของพรรค เช่น วันเสียงปืนแตก 7 สิงหา วันก่อตั้งพรรค 2 ธันวา
หรืองานรื่นเริงประจำปี ก็จะมีการแสดงดนตรี ลิเก รวมทั้งการแสดงละคร
มีฟ้อนรำชุดหนึ่งซึ่งสหายม้งหญิงหลายคน มีสหายศรัทธา สหายนิภา สหายธานี ฯลฯ
ทุกคนแต่งชุดทหารประชาชนเต็มยศ มือขวาถือสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุงโบกไปมา
มือซ้ายก็ทำท่าจีบรำ แลดูสวยงามปนวิชาการ เพราะมีหนังสือสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุงประกอบการรำด้วย
บูรพาแดง
ตะวันส่องแสง.....
ในงาน 8 มีนา วันสตรีสากล พวกเราในฐานะผู้หญิง ก็อยากแสดงบทบาทให้ประจักษ์ ฉันและสหายหญิงอีก 2 คน จำได้ว่ามี
สหายติ่ม (ลูกสาวสหายพันธ์ กับ สหายนวล) และ
สหายธาร ครูผู้สอนกีต้าร์ให้ฉัน
พวกเราต้องใช้ความอดทนอย่างหนักในการฝึกดีดกีต้าร์ ขนาดฝึกจนนิ้วแตกเลือดออกซิบ
ๆ แต่ก็พอดีดได้ก้อง ๆ แก้ง ๆ เพลงเดียวเท่านั้น เราเล่นกีต้าร์และร้องเพลง
We
Shall Over Come
ผลปรากฏว่าพวกเรา 3 คน โดนสหายผู้มีจิตใจรักชาติ โจมตีหนัก
หาว่าเป็นทาสจักรวรรดินิยมเพราะร้องเพลงฝรั่ง ซ้ายจัดจริง ๆ นะ สหายเรา
ครั้งหนึ่ง
หน่วยฉายหนังได้นำอุปกรณ์ฉายหนังจากแนวหลัง มาฉายในกองทหาร
85 ทหารปฏิวัติหอบลูกจูงหลานมาจากแทบจะทุกสำนัก ในฐานที่มั่นเขต 8
แขวนเปลนอนใต้ต้นไม้กัน ระโยงระยาง บรรยากาศคึกคักไปทั้งค่าย
ฉายกันทุกคืนตั้งแต่ฟ้ามืด ยันสว่าง 10 คืนรวด ดูกันจนตาแฉะ
ใครทนไม่ไหวก็ไปนอนในเปล พอหายง่วงก็ตื่นมาดูอีก
มีทั้งหนังจีนหนังเวียดนามและหนังเขมร เป็นหนังปฏิวัติ
เนื้อหาสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารปฏิวัติทั้งสิ้น
ที่จำได้ไม่ลืมคือมีหนังจีนเรื่อง นางพญาผมขาวด้วย สนุกมาก !
ที่น่าขำ
ก็คือการพากหนังเนื่องจากเป็นหนังเสียงในฟิล์ม ภาษาเขมร
ภาษาเวียดนาม ฉันจำไม่ได้ว่ามีคนพากหรือไม่ แต่สำหรับหนังจีน สหายทัศน์
พลาธิการของโรงเรียน 6 ตุลา สามีหมอพิชิต เป็นผู้พาก แต่เนื่องจาก สหายทัศน์
ไม่ใช่นักพากหนังมืออาชีพ แกเลยใช้การบรรยายแทนเช่น
คนที่นั่งข้างเตาไฟ ชื่อเฉิน...เป็นลูกของคนนั่งบนเก้าอี้
เขาพูดว่าเราต้องเอาชนะศัตรูให้ได้....
.
นับเป็นความเพลิดเพลิน เท่าที่หาได้ ท่ามกลางสถานการณ์ปฏิวัติ
หน้าที่
ซึ่งฉันได้รับมอบหมาย อีกงานหนึ่งคือการเป็น นักรบอนามัย มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยหมอประจำโรงเรียน ในการดูแลคนเจ็บป่วย เช่น การแจกยา
การทำแผล วัดปรอท วัดความดัน การทำหน้าที่นักรบอนามัย
เป็นการฝึกฝนด้านเทคนิคการดูแลรักษาผู้ป่วยเบื้องต้น
อันจะนำไปสู่ความรับผิดชอบที่สูงขึ้นไป คือการเป็นนักรบพยาบาล
และหมอปฏิวัติประจำสำนักใดสำนักหนึ่งในฐานที่มั่นหรือแนวหน้า หน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายเป็นอีกวิธีหนึ่งในการฝึกฝนจิตใจ
ทำให้เรารู้จักเสียสละ ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น
เพราะในขณะที่เพื่อนนักรบคนอื่น ๆ พักผ่อนหลังการเรียนหรือการทำงาน
นักรบอนามัยจะต้องออกเยี่ยมเยียน ดูแลสารทุกข์ สุกดิบของเพื่อน ๆ
ซึ่งหมายถึงว่านักรบอนามัยจะได้พักทีหลังเพื่อน
ระหว่างเรียนอยู่ใน โรงเรียน 6 ตุลา พวกเรานักรบอนามัย ได้จัดกิจกรรมรณรงค์เป็นระยะ
เช่น
รณรงค์ให้กางมุ้ง เพื่อป้องกันไข้มาลาเรีย
แต่ไม่ค่อยได้ผลเพราะไม่ค่อยมีมุ้งให้กาง
บางครั้งรณรงค์ไม่ให้กินเนื้อ สุก ๆ ดิบๆ เพราะเนื้อสัตว์ป่า เช่นเก้ง กวาง
หรือแม้แต่หมูดำที่ซื้อมาจากประชาชนม้ง
ก็มีพยาธิเยอะ
เพราะการเลี้ยงหมูของพี่น้องม้งไม่นิยมเลี้ยงในคอก
หมูดำชอบวิ่งตามก้นเมื่อเราแบกจอบเดินเข้าป่าเพื่อปลดทุกข์
เราต้องถือกิ่งไม้คอยไล่หมูไม่ให้มารบกวนความสุข
หมอพิชิต
หมอประจำโรงเรียน 6 ตุลา เป็นตัวตั้งตัวตีต่อสู้กันอย่างหนัก
กับ พ่อประสิทธิ์ (พ่อหลวงศรีทน ยอดกันธา ประธานสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาภาคเหนือ)
เพราะพ่อประสิทธิ์ชอบกินลาบดิบมาก ๆ โดยเฉพาะหลู้เลือด พ่อซดจนหนวดแดงเถือก
ผลปรากฏว่า
หมอพิชิตแพ้
!
เพราะพ่อประสิทธิ์
ไม่เคยยอมเลิกกินลาบและหลู้เลือดเลยตลอดชีวิตของท่าน
ทหารปฏิวัติ
มักจะเป็น
โรคน้ำกัดเท้า
เนื่องจากพวกเราสวมรองเท้ายางรัดส้นแบบจีนการระบายอากาศไม่ดี
ประกอบกับต้องเดินทางลุยน้ำลุยฝน ทำให้เท้ามีกลิ่นเหม็นถึงเหม็นมาก
จนบางครั้งสหายที่นั่งใกล้ ๆ ทนไม่ไหว สหายแก้วนักรบอนามัยหนุ่มร่างป้อมจากเชียงราย จึงเป็นต้นคิดจัด
โครงการรณรงค์ให้สหายล้างเท้าก่อนนอนทุกครั้ง
คืนหนึ่ง
เป็นคืนที่นักรบอนามัยได้ข้อสรุปว่า
โครงการรณรงค์ล้างเท้าก่อนนอนล้มเหลวมาตั้งแต่ต้น
เรื่องของเรื่องก็คือว่าสหายที่อยู่เวรยามตอนกลางคืน มักจะเดินตรวจตรารอบ ๆ
บริเวณโรงเรียน บางทีก็เข้าไปตรวจในเรือนนอนเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย
ให้แก่สหายที่กำลังนอนหลับพักผ่อน
เผื่อมีงูเงี้ยวเขี้ยวขอเลื้อยเข้ามานอนเป็นเพื่อน
ทหารยามได้เดินส่องไฟฉายไปตามเตียงนอนของสหายชาย เห็นเงาตะคุ่ม ๆ
ของสหายนอนเรียงรายอย่างมีความสุข เสียงกรน
ประชันกันดังสนั่นหวั่นไหวปานโรงสีข้าวก็ไม่ได้ทำให้สหายคนใด
ตื่นขึ้นมาจากนิทรารมย์อันแสนสุข ส่องไฟไปเรื่อย ๆ เห็น
สหายคนหนึ่งนอนเอาผ้าห่มคลุมหัว
ปลายเท้าโผล่ออกมานอกผ้าห่ม
นึกเป็นห่วงกลัวว่าถ้าปล่อยให้เท้าของสหายเย็นเดี๋ยวจะเป็นหวัด
จึงค่อยๆส่องไฟฉายดูเห็นเท้าดำขะมุกขะมอม
!
แสดงว่าไม่ได้ล้างเท้าก่อนนอนแน่ ๆ อยากรู้จริงว่าสหายคนไหน ?
ที่ไม่ให้ความร่วมมือกับสหายแก้ว ทหารยามค่อย ๆ
เอื้อมมือไปเปิดผ้าห่มเอาไฟฉายส่องดูใบหน้า
ปรากฏว่าเป็นสหายแก้ว
เจ้าของโครงการรณรงค์ล้างเท้าก่อนนอน นั่นเอง !
การฝึกแทงเข็ม
ด้วยเข็มเงินหลายขนาดตามตำรา การรักษาโรคของจีน การฝึกสะบัดข้อมือ
เพื่อปักเข็มฉีดยาใส่ต้นกล้วยซึ่งสมมุติให้เป็นต้นแขน
หรือสะโพกของคนไข้เพื่อฝึกการฉีดยาโดยไม่ให้คนไข้เจ็บ
เป็นเทคนิคที่พวกเรานักรบอนามัยฝึกฝนกันอย่างขะมักเขม้น
ลำเลียงของที่กอนตืน
ฉันเอนกายที่อ่อนล้า ลงพิงกระสอบข้าวสาร
ที่เป๊อะมาจากบ้านกอนตืน ทอดสายตาเหม่อมองแม่น้ำโขง ที่ไหลคดเคี้ยวไปตามขุนเขา
แลเห็นเป็นแถบริบบิ้นสีเงิน สะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ
เหมือนมีใครเอากากเพชรไปโปรยปรายไว้บนแผ่นน้ำ
ละอองหมอกบางเบาพรั่งพรูลงมาตามซอกเขา ลูบไล้ผิวกายเย็นสบายคลายเหนื่อยล้า
ขบวนลำเลียงนั่งพักกันบนยอดภูโหดหรือภูชมวิวระหว่างทางจากโรงเรียน 6
ตุลาไปบ้านกอนตืน สหายบางคนเดินเก็บมะเขือพวงไปตำน้ำพริกมะเขือพวงแสนอร่อย
ซึ่งจะหากินได้เฉพาะเวลาที่เรามาลำเลียงที่บ้านกอนตืนเท่านั้น
เนื่องจากโรงเรียน 6 ตุลาของเรา ตั้งอยู่บนเทือกภูชายแดน
ซึ่งอยู่ในระดับความสูงกว่าน้ำทะเลปานกลางเกิน 1000 เมตร
พืชพรรณบางอย่างไม่สามารถเจริญเติบโตได้ บางคนเก็บกิน
ลูกจี๋ป๋อด้า
คล้ายกับลูกราดเบอรีหรือผลของต้นหม่อนอย่างเพริดเพลิน
ขณะที่ฉันนั่งทอดอารมณ์ชมวิวอยู่นั้น
สหายบุญยงค์ นักปฏิวัติรุ่นเก่า เดินเข้ามาหาฉันอย่างช้า ๆ
โดยไม่พูดจาว่าอย่างไร เขาเอื้อมมือมาปลดเอากล้วยน้ำว้า
ที่มัดติดกับเป้ข้าวสารของฉันไป 2-3 หวี สหายบุญยงค์
คงนึกสงสาร
ที่เห็นฉันนั่งหน้าซีดหน้าเหลือง
ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการเป๊อะข้าวสารกับกล้วยเดินขึ้นภูโหด จริง ๆ
แล้วข้าวสารที่ฉันเป๊อะมาจากบ้านกอนตืนมีน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลเท่านั่น
แต่การแบกน้ำหนักข้าวสารเกือบ 10 กิโล พร้อมกับแบกน้ำหนักตัว
ก็ทำให้สหายหญิงหายใจเสียงดังฟืดฟาดปานจะขาดใจตาย เรื่องความแข็งแรงต้องยกให้
สหายศรชัย
ผู้มีร่างกายใหญ่โต
เวลาไปลำเลียงของทีู่่
บ้านกอนตืน
เขาสามารถเป๊อะข้าวสารได้ทีละกระสอบน้ำหนักประมาณ 50 ก.ก.
ส่วนฉันและสหายหญิงคนอื่น เวลาไปลำเลียงข้าวจะเป๊อะได้เพียง 5 - 10 ก.ก.
จนถูกสหายชายล้อเลียนว่าเป๊อะข้าวไปให้ไก่กิน
อายหน้านิดหน่อย
นาน ๆ ครั้ง นักเรียนโรงเรียน 6
ตุลาจะตื่นเต้นดีใจกันมาก เพราะเราจะไปลำเลียงของที่
บ้านกอนตืน
ซึ่ง
เป็นหมู่บ้านของ
ประชาชนลาวสัญชาติไทยลื้อ
ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง
ใกล้กับหมู่บ้านกอนตืน มีค่ายของ
ทหารปฏิวัติลาว
พวกเราเรียกเขาว่า
อ้ายน้องลาว
เพราะเราถือว่า
ทหารปฏิวัติไทยกับทหารปฏิวัติลาวเป็นพี่น้องกัน
แต่ทำไมเราถือเขาเป็นน้อง เราเป็นอ้าย ก็ไม่ทราบเหมือนกัน ค่ายอ้ายน้องลาว
ที่
บ้านกอนตืนเป็นจุดพักสิ่งของต่าง ๆ เช่น
อาวุธ ยุทโธปกรณ์ อาหาร ยา สบู่
ยาสีฟัน
ฯลฯ
ที่ทหารปฏิวัติไทยในเขตงานภาคเหนือใช้
ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งของที่ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ส่งมาสนับสนุน
พรรคคอมมิวนิสต์ไทย
พรรคคอมมิวนิสต์จีน สนับสนุนแม้กระทั่งไข่ผง ซึ่งนาน ๆ พวกเราได้กินไข่ผง
เจียวกับน้ำมันหมู ซึ่งเก็บใส่กระบอกไม้ไผ่ไว้ อย่างเอร็ดอร่อย
ที่ บ้านกอนตืน
พวกเรามีโอกาสใช้เงินเดือนที่ได้รับจากพรรคเดือนละ 15 บาท
เที่ยวเดินหาซื้อของกินของใช้ จากชาวบ้านกอนตืน อาทิเช่น
น้ำอ้อยทำเป็นแผ่นห่อในใบอ้อย นมข้นหวาน พวกเราสหายหญิง
ชอบซื้อมาต้มในน้ำเดือดทั้งกระป๋อง ให้นมข้นแข็งตัวเก็บไว้กินเป็นของหวาน
ดูดกินวันละนิดละหน่อยอย่างประหยัด
เพราะในฐานที่มั่นค่อนข้างอดอยากไม่ค่อยมีอาหารว่างหรือขนมกิน
ส่วนสหายชายก็หาซื้อยาเส้น
บางคนมีหน้าที่ซื้อหมูจาก ชาวบ้านกอนตืน
แล้วไล่ต้อนขึ้นดอยอย่างยากเย็น
ถ้าหมูเกิดเหนื่อยไม่ยอมเดินก็ต้องฆ่าแล้วแบกแต่เนื้อขึ้นภู
ภายหลังที่แยกย้ายกันลงจากฐานที่มั่น ฉันเพิ่งได้ข้อมูลว่า
เราสามารถปราบเจ้าหมูที่ดื้อดึงไม่ยอมเดินได้โดยการเอาเหล็กแหลมเกี่ยวตรงจมูกของมัน
หมูจะเดินตามก้นเราโดยดี เพราะมันเจ็บจมูก
สิ่งที่น่าวิตก
กังวล
เป็นอย่างมาก สำหรับสหายหญิงหลายคน ในเส้นทางลำเลียง ร.ร. 6 ตุลา-บ้านกอนตืน
ก็คือ ทาก
จริง ๆ
แล้วทากตัวเล็ก ๆ ไม่มีอันตรายอะไรนอกจากบริจาคเลือดให้มันซักตัวละซีซี 2 ซีซี
และทำให้คันเวลาเราเกาะมันออกโดยที่มันไม่เต็มใจ
มันชอบเกาะอยู่ตามใบไม้ข้างทาง
เมื่อมีคนหรือสัตว์เดินผ่านมามันก็จะยึดตัวขึ้นแลสลอน
ตอนที่มันยืดตัวจนยาวเหยียดนี่แหล่ะ น่าเกลียดมากๆ พอยืดตัวจนยาวได้ที่แล้ว
มันก็จะดีดเด้งตัวมาเกาะตามแขนขาลำตัวแล้วดูดเลือดของเรา
จนตัวมันบวมเป่งมันถึงจะหลุดตกไปโดยที่เราไม่รู้ตัว
แม้ว่าเราจะใช้ยาเส้นชุบน้ำทาแขนขาและเนื้อตัวนอกร่มผ้าจนเหม็นไปหมดก็ตาม
เจ้าทากก็ยังอุตสาห์เล็ดรอดเข้าไปเกาะจนได้
ถ้าเมื่อไหร่ที่สหายหญิงรู้สึกว่ามีอะไรเย็น ๆ เกาะอยู่ตรงไหน
ไม่ว่าจะเป็นที่แขน ขา แผ่นหลังหรือที่พุง
แม้ว่าจะอายหน้าแค่ไหนก็ต้องหลับตาเปิดให้สหายคนอื่นช่วยแกะทากออกให้
บางคนถึงกับร้องกรี๊ด ๆ เต้นแร้งเต้นกา มันน่าขยะแขยงมาก ๆ ๆ อึ๋ย
!!!
ที่น่ารำคาญสำหรับ
ทปท. อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ เห็บ ถ้าเราเดินผ่านไปตามใบกล้วย
ใบไม้แห้งหรือนั่งบนขอนไม้ผุ ๆ มันชอบกระโดดเกาะตามเนื้ออ่อน ๆ เช่นลำคอ ในรูหู
ในสะดือ ถ้ามันดูดเลือดเราจนอิ่มแล้วหลุดออกเองโดยเราไม่ได้ไปปัดถูกตัวมัน
ก็จะไม่มีอาการคัน แต่ถ้าเรามองเห็นมันก่อนที่มันจะอิ่ม
แล้วเราไปแกะหรือขูดมันออกไม่ถูกวิธี ฟันของเห็บจะฝังอยู่ในผิว
ทำให้มีอาการคันนานนับ 2
3 เดือนทีเดียว นอกจากนั้นพวก เห็บยังเป็นพาหะของเชื้อไทฟัส อาการของไข้ไทฟัส
น้อง ๆ ไข้ไทฟอร์ย มีไข้สูงมาก ปวดหัวจนหัวแทบระเบิด ริ้น ก็เป็นแมลงเล็ก ๆ
อีกตัวหนึ่งที่สร้างความรำคาญอย่างใหญ่หลวง เพราะมันกัดเจ็บและคัน
จนฉันถึงกับต้องหัดสูบบุหรี่ยาเส้นเพื่อพ่นควันไล่มัน
รักระหว่างรบ
แม้ขณะ
ที่เรากำลังขะมักเขม้นอยู่กับการดัดแปลงโลกทัศน์และต่อสู้กับตนเอง
เพื่อเป็นนักปฏิวัติที่ดีของประชาชน เรื่องของความรัก
ก็เป็นเรื่องที่มักเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการต่อสู้อยู่เสมอ โดยเฉพาะ สาวน้อย
หนุ่มน้อย ที่มีอารมณ์อ่อนไหว
มักถูกอาการเหงาเข้าครอบงำและตกหลุมรักกันคนละหลายหลุม โดยเฉพาะโรงเรียน 6 ตุลา
ที่มีบรรยากาศค่อนข้างโรแมนติก
อย่างไรก็ตาม
การมีความรักในแวดวงนักปฏิวัติ ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
เนื่องจาก นโยบายของพรรคว่าด้วย
3 ช้า
คือ มีแฟนช้า แต่งงานช้า และมีลูกช้า ประกอบกับความไม่แน่นอนของแต่ละคน
ว่า เมื่อเรียนจบจากโรงเรียน 6 ตุลา แล้วพรรคจะส่งไปประจำที่ไหน จึงมีหนุ่มสาวเพียงไม่กี่คู่ที่แต่งงานกันในระหว่างร่วมขบวนการปฏิวัติ
โดยส่วนใหญ่แล้วจะแต่งงานกันเมื่อลงมาจากฐานที่มั่นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะรักคนไหน
ก็ต้องไปแจ้งให้จัดตั้งทราบ เมื่ออยากคุยกับคนรัก
จัดตั้งก็มาคอยสังเกตการณ์เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เกินเลย
แค่รู้ว่ามีจัดตั้งมาคอยดู เวลาเราจีบกัน ถึงจะแอบดูโดยไม่ให้เราเห็น
อารมณ์โรแมนติกก็หดหายหมดแล้ว
!
ใครบางคน กล่าวว่า
ความรักไม่มีชนชั้น คงจะไม่จริงเสมอไป เพราะคู่รักบางคู่
ที่มีฐานะทางชนชั้นต่างกัน เช่นสหายชายเป็นนักศึกษา
สหายหญิงเป็นชาวนาหรือสหายชายเป็นกรรมกรสหายหญิงเป็นนักศึกษา
ก็มักจะใช้ชีวิตคู่ไม่นาน อาจเนื่องมาจากความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมและความรูู้้สึกนึกคิด
จึงขาดความเข้าใจซึ่งกันและกัน เมื่อเสน่หาจืดจางจึงเลิกร้างกันไปในที่สุด
ฉันเอง ก็ตกหลุมรัก เข้าโครม
!
เบ้อเริ่ม
ออกอาการครุ่นคิด เหม่อลอย กระวนกระวาย อาการหนักพอสมควร
แม้จะพยายามปกปิดความในใจของตัวเองอย่างสุดความสามารถ
ด้วยความอายที่แอบรักเขาข้างเดียวข้าวเหนียวนึ่ง
แต่เนื่องเป็นการหลงรักครั้งแรกไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับการอารมณ์นั้นอย่างไร
ฉันคงจะแสดงออกนอกหน้ามากไปหน่อย
นักปฏิวัติรุ่นใหญ่มาดขรึม
ที่ฉันแอบหลงรักคงจะรู้สึกอึดอัด ถึงกับเข้าไปเล่าแจ้ง
แถลงไขกับพ่อแม่ของฉันว่า เขาน่ะมีแฟนแล้ว รักใครอีกไม่ได้ โธ่
!
ไม่ต้องบอกหรอก ว่า
มีแฟนแล้ว ถึงจะรู้ว่าเขามีแฟนแล้วก็ยังไม่รู้จะตัดใจอย่างไร
อายหน้ามาก !
แต่ยังไงก็ตาม สหายหญิงในขบวนปฏิวัติมักถูกชมชอบมากกว่าไปแอบชอบ
เนื่องจากสหายหญิง มีน้อยกว่าสหายชาย