Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

ดอกเสี้ยวบาน.....บนดอยยาว  ผาหม่น

โดย

ปาหนัน ณ ดอยยาว

 

ประสบการณ์อันทรงคุณค่า  ของสาวน้อยวัย  16  ปี ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์   6  ตุลาคม  2519

คำนำของผู้เขียน

ดอกเสี้ยวบาน บนดอยยาว....ผาหม่น เป็นประสบการณ์บางแง่มุม ที่ผู้เขียนได้สัมผัสในเสี้ยวหนึ่งของชีวิต ซึ่งมีความหมาย และทรงคุณค่าต่อผู้เขียน แม้ว่าในช่วงเวลานั้นจะทำให้ผู้เขียน เสียโอกาสที่จะปูพื้นฐาน ให้กับชีวิตตามวิถีของคนปกติ  แต่สิ่งที่ได้รับในช่วงเวลาเกือบ 4 ปี นั้น ผู้เขียนคิดว่ามีคุณค่าและมีอิทธิพลต่อโลกทัศน์และวิถีชีวิต ทั้งชีวิตส่วนตัวและชีวิตการงาน ในระดับหนึ่

เป็นความยากลำบากสำหรับผู้เขียนพอสมควร ที่มีเวลาเพียง 1 สัปดาห์ ในการทบทวนและถ่ายทอดเหตุการณ์ ความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาของสาวน้อยวัย 16 ปี ออกเป็นตัวหนังสือ ด้วยเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานถึง 20 ปีและผู้เขียนเองไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพ หากมีข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดประการใด ผู้เขียนยินดีน้อมรับและขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ด้วยรักและศรัทธา   

ปาหนัน    ณ  ดอยยาว

ตุลาคม  2539

ดอก/ต้น-ปาหนัน

คำปรารภของผู้เขียน

เรื่องราว ในหนังสือเล่มนี้ เป็นประสบการณ์จริง ที่ผู้เขียนได้รวบรวมขึ้น เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ 6  ตุลา 2519 แต่ไม่มีโอกาสได้ตีพิมพ์ นอกจากให้เพื่อนฝูงคนใกล้ชิดอ่านไม่กี่คน  ในวาระที่จะครบรอบ 30 ปี 6 ตุลา ในปี 2549 นี้  ลุงพันธ์ซึ่งเป็นผู้ที่ผู้เขียนให้ความเคารพเพราะเป็นเสี่ยวของพ่อ และเป็นที่ผู้ให้ความช่วยเหลือเกื้อหนุน ผู้เขียนมาตลอดตั้งแต่ลงมาจากฐานที่มั่นตราบจนถึงปัจจุบัน  ได้มีความริเริ่มที่จะจัดตั้ง กองทุนเพื่อช่วยเหลือสหายม้งในฐานที่มั่นเขต  8  ที่ทุกข์ยากจากสงครามปฏิวัติ   รวมทั้งริเริ่มที่จะจัดงานครบรอบ 30 ปี 6 ตุลา ณ ดอยยาว ผาหม่น  ผู้เขียนจึงได้หยิบต้นฉบับหนังสือเล่มนี้มาปัดฝุ่น เพิ่มเติมเนื้อเรื่องให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

โดยตั้งใจว่าจะจัดพิมพ์เพื่อจำหน่าย นำรายได้จากการขายหนังสือ สมทบกองทุนช่วยเหลือสหายม้งในครั้งนี้ด้วย โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ เพราะได้รับความอนุเคราะห์จาก หมอโชติ ซึ่งเปิด สำนักพิมพ์แม่โพสพ อยู่ที่กรุงเทพฯให้ความอนุเคราะห์ในการจัดพิมพ์ ซึ่งต้องขอขอบคุณหมอโชติและสหายม้ง รวมทั้งสหายท่านอื่น ๆ ที่มีส่วนช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้ รวมทั้งช่วยตรวจทาน และช่วยสนับสนุนซื้อไปคนละเล่มสองเล่ม  

ด้วยความปรารถนาดี

ปาหนัน   ณ  ดอยยาว

ต้นฤดูฝน  2548

ฉากแรก  ปลายเดือนตุลาคม   2519

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รถปิคอัพ คันหนึ่ง บรรทุกหนุ่มสาวกว่า 10 ชีวิต  วิ่งตะบึงฝ่าความมืดมิดของรัตติกาลไปตามถนนที่ทอดยาวผ่านป่าทึบระหว่างอำเภอเทิงและอำเภอเชียงของ  ณ จุดนัดพบรถก็หยุดลง ทุกคนกรูกันลงมาจากรถ แล้ววิ่งหายเข้าไปในป่าทึบข้างทาง ท่ามกลางความมืด  เสียงกระซิบกระซาบ เร่งเร้า ร้อนรน   ของผู้ที่มารับ  ทำให้ทุกคนต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เสียง สวบสาบของฝีเท้า ที่พยายามเร่งความเร็ว บุกป่าขึ้นไปให้ห่างไกลจากถนนให้มากที่สุด เสียง หอบของลมหายใจ ดูเหมือนจะดังก้องอยู่ในความเงียบสงัดของยามราตรี หัวใจ เต้นแรง  เหมือนจะปะทุ  ออกมานอกทรวงอก มืดเสียจนแทบจะมองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือของตัวเอง แต่ก็น่าแปลก ที่ทุกคนสามารถบุกไปข้างหน้าได้อย่างไม่ลังเลลมหายใจสะดุดเป็นห้วง ๆ หายใจเท่าไหร่ ก็รู้สึกว่ายังไม่เต็มปอด ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวตน จนเป็นสาวอายุ 16 ปี ฉันยังไม่เคยเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจเหมือนครั้งนี้ “รู้ว่าเหนื่อยอย่างนี้ไม่มาหรอก” นี่คือความคิดแรกที่หลุดรอดออกมา ท่ามกลางความหวาดกลัวและเหน็ดเหนื่อย เวลา ผ่านไปนานเท่าไหร่ฉันไม่อาจรู้ได้ หลังจากที่ทุกคนบุกป่าฝ่าดงอย่างไม่คิดชีวิต ขบวนของเราก็หยุดลง  ท่ามกลางความมืดฉันมองไม่เห็นว่ารอบกายเป็นอย่างไร แต่จากกลิ่นอับ ๆ เหมือนใบไม้ทับถมกัน ก็เดาได้ว่าต้องเป็นป่าทึบอย่างแน่นอน เสียง พูดภาษาไทยไม่ค่อยชัดแต่อ่อนโยน แสดงความเป็นมิตรชักชวนให้ผู้ร่วมเดินทางกินข้าว ในสถานการณ์ฉุกเฉินและท่ามกลางความมืด ฉันเอามือควานลงตรงหน้าเปิบข้าวสวยเย็น ๆ  และเนื้อแห้ง ๆ มากินน่าแปลกที่มันอร่อย มารู้ภายหลังว่าเป็นเนื้อเก้ง  คนทางภาคเหนือเรียกว่า “ฟาน”  

 ราตรีแรก กลางป่าลึก

หลังจากกินข้าว  (ฉันแอบเรียกว่าข้าวป่ากลางดึก   ฉันอดประหลาดใจและนึกขำไม่ได้ว่า ในสถานการณ์แบบนั้น เรายังอุตสาห์ มีกะจิต กะใจ กินข้าวกันจนอิ่มหนำ) ผู้นำทางบอกว่า เราจะพักนอนกันที่นี่ พรุ่งนี้เช้าจึงจะออกเดินทางกันต่อ คืนนั้นฉันและเพื่อนร่วมชะตากรรม และผู้นำทางที่ยังไม่มีโอกาสพูดคุยและเห็นหน้าค่าตากัน ต่างล้มตัวลงนอนบนผ้าพลาสติกและผ้าใบที่ปูลงบนพื้น แล้วผล็อยหลับไปท่ามกลางความเงียบสงัดของยามราตรีและแมลงที่ไต่ตอม กลิ่นควันไฟลอยมากระทบจมูก ฉันตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น เมื่อพบกับทหารกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย สวมชุดสีเขียว มีแถบผ้าสีแดงที่ปกเสื้อทั้งสองข้าง บนหน้าหมวกแก๊ปสีเขียว   มีดาว   5   แฉกสีแดงขลิบขอบสีเหลือง ไหล่สะพายปืนอาก้าร์ ที่เอวคาดปืนสั้นและกระติกน้ำ   น่าตายิ้มแย้มแจ่มใส อ่อนโยน  เอ๊ะ! ดูแล้วก็เหมือนคนธรรมดา ไม่เห็นจะดูโหดเหี้ยมเหมือนคอมมิวนิสต์ที่รัฐบาลสร้างภาพไว้ โดยเฉพาะสหายคนหนึ่ง ที่แม้เวลาผ่านไปนานถึง 30 ปี  ฉันยังจำใบหน้าและท่าทางได้อย่างแม่นยำ “หมอพั่ง”  หมอพั่งเป็นสหายม้งที่มีหน้าตา ท่าทาง บุคลิก สุภาพอ่อนน้อมและอ่อนโยน เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้ต้อนรับ และดูแลแขก ผู้ซึ่งต้องมาพบกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง กับวิถีชีวิตปกติอย่างกะทันหัน!

ฉันและแด้ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกันเป็นเด็กนักเรียนหญิงเพียง 2 คน   นอกนั้นเป็นพี่ ๆวัยนักศึกษา  ทั้งหญิงชายรวมสิบกว่าคน   พวกเราต่างนั่งกินอาหารเช้าแบบป่า ๆ  อยู่ท่ามกลางดงกล้วย ฉันคิดในใจว่า ถึงมาอยู่ในป่าในเขา ก็คงมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ดูซิ ! กล้วยเต็มไปหมด มารู้ทีหลังว่าเป็นกล้วยป่า มีแต่เมล็ดมากมายกินไม่ได้ นอกจากเวลาอดอยากจริง ๆ ก็เอากล้วยป่าที่สุกแล้วมาดูดกินน้ำหวานของมันหมอพั่งเอายาขี้ผึ้งทาแก้ฟกซ้ำ ดำเขียวมาแจกพวกเรา ซึ่งได้รอยฟกช้ำบนหน้าแข้งกันคนหลายรอย เนื่องจากเดินชนขอนไม้ในความมืด ฉันเองมีรอยเขียวและบุ๋มตรงหน้าแข้ง 1 รอย  จนเวลาผ่านเกือบ 30 ปี รอยบุ๋มนั้นยังคงอยู่คู่กับหน้าแข้งฉันตลอดมา และจะคงอยู่ตลอดไป เพื่อเตือนให้ระลึกถึงครั้งหนึ่งในชีวิตที่น่าจดจำ

ขบวนของเรา ออกเดินทางหลังอาหารเช้า  ผู้นำทางดูจะไม่รีบร้อนนัก นัยว่าเขตนี้ค่อนข้างปลอดภัย เพราะใกล้เขตฐานที่มั่นเข้าไปทุกขณะ ซึ่งก็คงจะจริงเพราะไม่มีร่องรอยของชาวบ้านมาตัดไม้หรือหาของป่าเลย อาจเป็นเพราะว่าเป็นป่าลึกทึบมากและไกลหมู่บ้าน ประกอบกับเป็นเขตเคลื่อนไหวของหน่วยงานจรยุทธ์ มีการวางทุนระเบิดไว้เป็นระยะ ที่รู้ว่ามีการวางทุ่นระเบิดก็เพราะสหายที่นำทาง คอยเตือนพวกเราอยู่เสมอว่า  อย่าเดินออกนอกเส้นทาง

ค่ำแล้ว ที่ขบวนของพวกเราเดินทางมาถึง ฐานที่มั่น ซึ่งตอนหลังรู้ว่าเป็น สำนัก 65  เป็นสถานที่แห่งแรกที่นักเรียน นิสิต นักศึกษา กรรมกร ชาวนา ที่เดินทางมาร่วมขบวนปฏิวัติหยุดพัก เพื่อปรับตัว  ปรับใจเตรียมตัวเข้าสู่ โรงเรียนการเมืองการทหาร ซึ่งถือเป็นสถานที่ ซึ่งจะให้ความรู้ด้านทฤษฏีปฏิวัติ และดัดแปลงโลกทัศน์เบื้องต้น ของผู้คนที่เข้าร่วมขบวนปฏิวัติต่อไป

ณ สำนัก 65 พวกเราพบกับ สหายนิรันดร์ สหายนิภา และสหายหญิงม้งอีกหลายคน พวกเธอตัวเล็ก ๆ ผิวขาว หน้าตาน่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใส นับเป็นความชาญฉลาดของสหายนำที่คัดเลือกสหายที่มีอัธยาศัย  ใจคอน่ารักไว้คอยต้อนรับและดูแลแขก

ที่นี่ เราพบ ส.เหล่าเต็ง สหายกล จัดตั้ง เขต 8 ของเรา พวกเราทุกคน ต้องกรอกประวัติความเป็นมา ซึ่งต้องปิดลับจะให้คนอื่นรู้จักชื่อเดิม และประวัติความเป็นมาของกันและกันไม่ได้เป็นอันขาด !  ทุกคนต้องเปลี่ยนจากชื่อเดิมเป็นชื่อจัดตั้ง สุดแต่ว่าใครชอบใจชื่ออะไร พี่ ๆ นักศึกษาผู้ชายตั้งชื่อได้อย่างคล้องจองกันว่า สหายโชติ  สหายชื่น สหายชิด สหายชิน สหายชูชัย  สหายนำชัย และพี่ ๆ อีกหลายคน ในโรงเรียน 6 ตุลา ยังมีอีก  7 สหาย มาจากอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เป็นชายหนุ่มล้วน มีชื่อคล้องจองกันว่า สหายมานพ  ภพชัย   ไพรวัลย์  สัญญา รพินทร์  อินทร  ศรชัย 

สหายไพรวัลย์ เป็นหนุ่มน้อยท่าทางกร้องแกร้งและหล่อที่สุดในกลุ่ม  ส่วนสหายศรชัย ร่างกายใหญ่โตแข็งแรงเวลาไปลำเลียงที่ หม่บ้านกอนตืนประเทศลาว สามารถเป๊อะข้าวได้ทีละกระสอบ น้ำหนักประมาณ 50 ก.ก.

ส่วนฉัน ใช้ชื่อจัดตั้งว่า สหายหนัน จริง ๆ แล้วชื่อเต็มคือ ปาหนัน  เป็นชื่อดอกไม้ชนิดหนึ่งมีอยู่ทางภาคใต้ของไทย ที่มาของชื่อนี้มีอยู่ว่า ก่อนเดินทางเข้าป่า ฉันไปพักอยู่ในบ้านหลังหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่  วันหนึ่งบ้านที่อยู่ติดๆ กันเปิดละครวิทยุคณะเกตุทิพย์หรือคณะวิเชียรนีริกานนท์ก็ไม่แน่ใจ นางเอกละครวิทยุชื่อปาหนัน ฉันจึงถือโอกาสยืมชื่อนางเอกละครวิทยุ มาเป็นชื่อจัดตั้งเสียเลย แต่รู้สึกว่าชื่อค่อนข้างยาวและฟังดูเป็นนางเอก บอบบางเกินไป ไม่เหมาะกับหุ่นของฉัน จึงเรียกสั้น ๆ ว่า สหายหนัน  ส่วนแด้มีชื่อจัดตั้งว่า สหายกิ่ง ซึ่งเหมาะกับรูปร่างผอมเพรียวและบางเหมือนกิ่งไม้ของเธอ

ลมหนาว ปลายเดือนตุลาแทรกผ่านรอยแยกของฝากระท่อมไม้ไผ่  เข้ามากระทบผิวกายเย็นยะเยือก ฉันนอนขดตัวอยู่บนเตียงไม้ไผ่ พื้นบุด้วยฟางข้าวหอมกรุ่น  แล้วปูทับด้วยผ้าใบทหารสีเขียวอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้นุ่มและอบอุ่น กำลังเคลิ้ม ๆ ใกล้จะหลับก็ต้องสะดุ้งตกใจเมื่อได้ยินเสียง“โข๊ง ๆ โข๊ง ๆ “ ดังมาจากชายป่าใกล้ กระท่อม ใจสั่นระทึก เสียงอะไร ? ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต ดังอยู่ใกล้ ๆ ที่นอนด้วย มืดก็มืดมีอันตรายหรือเปล่าเนี่ย..  สหายม้งที่มานอนเป็นเพื่อนในกระท่อมบอกว่าเป็นเสียงอีเก้งร้องหาคู่ เฮ้อ ! ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าเป็นเสียงศัตรูส่งสัญญาณให้กันก่อนโจมตีค่าย  ฉันถอนใจด้วยความโล่งอก ก่อนผล็อยหลับไปใต้ผ้าห่มขนสัตว์สีเขียวสาก  ระคายผิว

ช่วงแรกที่เข้าป่าใหม่ ๆ ฉันนอนไม่ค่อยหลับและคิดว่าสหายอีกหลายคนคงนอนไม่หลับเช่นกัน เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับการนอนในป่าลึกขนาดนี้ เพราะมักได้ยินเสียงแปลก ๆ ที่ไม่คุ้นหู เช่นเสียงร้องของอีเก้ง ซึ่งบางทีฟังเหมือนมีคนมาไอดัง ๆ อยู่บริเวณลำห้วยที่สหายหญิงไปอาบน้ำกันเมื่อตอนเย็น  เสียงหมาในดังแว่วมาแต่ไกล เสียงบ่างร้อง เสียงนกกลางคืน และสัญญาณแปลก ๆ แห่งป่าเขา ซึ่งพวกเราไม่คุ้นเคย  ตอนกลางคืนเวลาปวดฉี่ไม่กล้าลุกไปคนเดียวต้องปลุกสหายที่นอนอยู่ข้าง ๆ ไปเป็นเพื่อนถึงจะอุ่นใจ  พอตอนหลังคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในป่า คืนไหนที่เดือนหงาย ยังสามารถเดินคนเดียวจากกองทหาร 85 ไปโรงหมอ ได้อย่างสบาย

มังกรน้อยเติบใหญ่ท่ามกลางแสงตะวัน

หลังเหตุการณ์ 14   ตุลาคม  2516   ถึง  6  ตุลาคม  2519  พี่ ๆ นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ในเชียงใหม่เช่าบ้านหลังหนึ่ง ใช้เป็นที่ทำการ “โครงงานชาวนา”     พี่ ๆ ตั้งชื่อว่าบ้านแสงตะวัน เป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้นอยู่ แถวห้าแยกสันติธรรม

วันเสาร์-อาทิตย์   บ้านแสงตะวัน อบอุ่นและคึกคักไปด้วยเด็ก ๆ อายุตั้งแต่  10  ขวบ ไปจนถึงอายุไม่เกิน  18  ปี เด็ก ๆ  ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของผู้นำชาวนา เช่น อ้อยและน้อง    ลูกสาวของ พ่อหลวงอินถา   ศรีบุญเรือง ใหญ่ (ตัวฉันเอง)    รอง  ไกร  แด้   มิว  ดี ลูก ๆ และ หลานๆ ของ พ่อหลวงศรีทน  ยอดกันธา   ทิพย์และนาย จากลำปาง  พี่ปึ้ง จากเมืองฝาง จอน ตี๋ สง จากแม่แตง และแม่ริม นอกจากนั้น ก็มี พี่ๆ จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และวิทยาลัยครูเชียงใหม่ เด็ก ๆ  เหล่านี้  ได้รับ การปลูกฝังจากพ่อซึ่งเป็นผู้นำชาวนาให้เข้าใจปัญหาของชาวไร่ชาวนา ปลูกฝังให้มีจิตใจรับใช้ประชาชน ผู้ทุกข์ยาก  เด็ก ๆ ใช้เวลาว่างจากการเรียน เข้ามารวมกลุ่มกันที่บ้านแสงตะวัน  เพื่อให้พี่ ๆ ปลูกฝังความคิดและทฤษฎีต่าง ๆ   กลุ่มของเราเรียกว่า “มังกรน้อย”  ไม่รู้ว่าที่มาของ ชื่อกลุ่มได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีนหรือไม่  เราไม่ได้วิเคราะห์เนื่องจากยังเด็ก

พี่ ๆ ที่จำได้ก็มี พี่ธเนศ  สุมาลี   พี่เติบ จะสับเปลี่ยน   หมุนเวียนกัน  มาเป็นผู้นำในการอภิปรายให้แก่ มังกรน้อย โดยหยิบยกเอาประเด็นต่าง ๆ เช่นด้านเศรษฐกิจ  สังคม การเมือง  โดยเฉพาะประเด็นจากหนังสือปรัชญาชาวบ้าน  จะถูกหยิบยก   ขึ้นมาอภิปรายอย่างเงียบๆ    เหตุที่ต้องอภิปรายกันอย่างเงียบ ๆ  ก็เพราะโดยส่วนใหญ่พี่ ๆ จะเป็นคนพูดอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนมังกรน้อย  ได้แต่นั่งฟังเงียบ ๆ  ทำตาปริบ ๆ เพราะยังอ่อนทั้งความคิดและประสบการณ์ รวมทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ จึงคิดไม่ทัน

ฉันจำได้ว่า กว่าฉันจะพูดอภิปราย ออกมาแต่ละประโยค มันช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน จนคิดว่าทำไมฉันโง่จังเลย พูดแค่นี้ก็ไม่เป็น แต่มาคิดอีกที   มันก็น่าจะยากอยู่หรอก ให้เด็กอายุ 10 – 15 ปี  มาอภิปรายเรื่องการบ้านการเมือง รวมทั้งปรัชญาการเมืองก็ไม่ใชการเมืองธรรมดา แต่เป็นการเมืองระบอบสังคมนิยมเสียด้วย บางวันมีการไฮปาร์คเกี่ยวประชาธิปไตย และเรียกร้องกฎหมายค่าเช่านาที่เป็นธรรมให้แก่ชาวนา เนื่องจากในสมัยก่อนนั้น  ชาวนาในภาคเหนือโดยส่วนใหญ่   ไม่มีที่นาเป็นของตนเองต้องเช่าที่นาของคนอื่น  ตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ     ชาวนาต้องลงทุนลงแรงเองทั้งหมด    แต่พอได้ผลผลิต ต้องแบ่งครึ่งกับเจ้าของที่นา เราเรียกว่า  ”ยะนาผ่าเกิ่ง”เป็นกฎหมาย ที่ไม่เป็นธรรมกับชาวนา พี่ ๆ  ก็พาน้อง ๆไปฟังไฮปาร์ค สลับกับดนตรีเพื่อชีวิต พอว่างจากการฟังไฮปาร์ค และเพลงเพื่อชีวิต ทั้งพี่และน้องก็พากันไปเก็บผักบุ้งข้างรั้วมาผัด    พี่สันต์ จากลำพูนไปจับอึ่งอ่างมาแกงทั้งตัว เห็นอึ่งอ่างลอยกางแขน กางขาตุ๊บป่อง ๆ อยู่ในหม้อแกงแล้ว  ของดอาหารเย็นดีกว่า !

ช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน พี่ ๆ  ก็พาน้อง ๆไปเข้าค่าย นัยว่าเป็น ค่ายพัฒนาชนบท   โดยพากันออกไปนอนที่หมู่บ้านของผู้นำชาวนา แถว บ้านสมนะจังหวัดลำพูน กลางวันก็ไปช่วยชาวนาเกี่ยวข้าว เด็กๆ ส่วนใหญ่ถึงแม้เป็นลูกหลานชาวไร่ชาวนาแต่ก็ปลูกข้าว เกี่ยวข้าวไม่เป็น   โดยเฉพาะเวลาเหล่ามังกรน้อยปลูกข้าว ต้นกล้าจะลอยฟ่องตามหลัง    เนื่องจากมังกรน้อยยังเป็นเด็กต้องเรียนหนังสือ  ไม่ค่อยได้ไปทำไร่ไถนา ตอนกลางคืนก็มีนำชาวนามาเล่าเรื่องปัญหา ความทุกข์ยากของชาวนาให้ฟัง  มีการอภิปรายถึงปัญหาต่างๆ ของชาวไร่ชาวนา

ชีวิตในค่ายพัฒนาชนบท     น้องจะได้รับการปลูกฝังจากพี่ ให้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย พี่ต้อย ผู้นำค่ายซื้อแตงโมมา 1 ลูกแบ่งกันกินคนละซีกบาง ๆ นัยว่าเพื่อประหยัด เวลาอาบน้ำก็ไม่ให้ถูกสบู่มาก หรือไม่ต้องถูสบู่เลยเพื่อความเรียบง่าย    น้อง ๆ  ก็เชื่อฟังและปฏิบัติตามเป็นอย่างดี

สำหรับเด็กวัยรุ่นต้น ๆ อย่างฉัน และ มังกรน้อย อีกหลายคน อยู่ในวัยเรียนรู้และแสวงหา ยังไม่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง   ดังนั้น การเห็นแบบอย่างที่ดีมีผลอย่างมากต่อการพัฒนาของเด็กวัยรุ่น แบบอย่างของฉันและเพื่อนในขณะนั้นคือ พี่ ๆ  นักเรียนมัธยมปลาย  และ นักศึกษามหาวิทยาลัย เช่น พี่ต้อยกับพี่เติบ  ซึ่งมักเห็นคู่กันเสมอ  พี่ปี้คู่กับอ้ายธีรัตน์   พี่ตุ๊ก ซึ่งมีฉายาว่า พี่ตุ๊กต๊กโต  (ที่มาของฉายานี้ก็เพราะเวลาถอดเสื้อ ตัวพี่ตุ๊ก ลายพร้อยเหมือนตุ๊กแก)พี่เล็ก พี่ปาลรัฐ   พี่ปานะพันธ์ พี่ต๋อม  พี่อรรณพ  พี่นพคุณ กับ พี่สมศักดิ์ มาคู่กัน พี่พลลพ หนุ่มมาดนุ่มใจดีจากสันกำแพง พี่ตุ้มซึ่งเล่นกีต้าร์เก่งมาก ส่วนพี่ผู้หญิงก็มี พี่อ้อยลำพูน พี่วิ  พี่แก้ว พี่ซี สวยมาก พี่จิ๋มขาว มาคู่กับ พี่จิ๋มดำ ฯลฯ

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างนักศึกษาในยุคนี้ กับนักศึกษายุคหลัง เหตุการณ์  14  ตุลา 2516  แล้วรู้สึกเป็นห่วงสังคมไทย เป็นอย่างมาก นักศึกษาซึ่งถือว่าเป็นมันสมองของชาติ  ในปัจจุบันมีน้อยมาก ที่สนใจกิจกรรมของส่วนรวม  ส่วนมากใช้ชีวิตเห่อเหิมฟุ้งเฟ้อ กับค่านิยมที่หาสาระไม่ได้ 

โดยเฉพาะเมื่อได้ยินได้เห็น การจัดกิจกรรมรับน้องใหม่ของรุ่นพี่ในสถาบันต่าง ๆ ยิ่งทำให้สลดหดหู่และสิ้นหวัง นี่หรือ ปัญญาชน  นี่หรืออนาคตของชาติ? ช่างแตกต่างจากนักศึกษา    ที่ฉันได้รู้จักและ สัมผัสเมื่อหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 อย่างเหลือเกิน พี่นักศึกษาแต่ละคนมีความคิดลึกซึ้ง มีอุดมการณ์สูงส่งมีความเสียสละเพื่อสังคมเป็นคนพิเศษ ไม่เหมือนใคร ฉันอยากมีความคิดมีอุดมการณ์ อยากคิดเก่งพูดเก่งเหมือนพี่ ๆ โดยเฉพาะพี่อ้อยลำพูนซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่มัธยมปลายเป็นแบบอย่างที่ฉันชื่นชมมาก

หลังเหตุการณ์14 ตุลา 16 บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตยมีการปฏิวัติรัฐประหารบ่อยมาก  เป้าหมายที่จะถูกจับกุมคุมขังคือ  นักศึกษา  กรรมกร ชาวนา  ที่เคลื่อนไหวเรื่องประชาธิปไตย พี่อ้อย ถึงแม้เป็นผู้หญิง   แต่มีความกล้าหาญสามารถเดินไปตามรางรถไฟจากเชียงใหม่ไปลำพูนในเวลากลางคืน เพื่อไปส่งข่าวการรัฐประหารให้แก่ผู้นำชาวนาในลำพูนได้   ฉันชื่นชมและอยากเก่งแบบพี่อ้อย  แต่ที่ไม่อยากเลียนแบบ คือ การไม่ชอบอาบน้ำเหมือน พี่เติบ  เพราะ พี่เติบ สามารถอยู่ได้โดยไม่อาบน้ำไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าได้นานนับสิบวัน!

ณ  บ้านแสงตะวัน    เหล่ามังกรน้อยเปรียบเสมือนต้นกล้าอ่อน  ที่พี่ๆ  ค่อย ๆ ปลูกลงในดิน  คอยรดน้ำพรวนดิน   ให้ความอบอุ่นให้ความคิดและปลูกฝังอุดมการณ์ ระยะเวลา   2   - 3 ปี ในบ้านแสงตะวัน ได้หล่อหลอม เหล่ามังกรน้อยให้เติบใหญ่ ทั้งด้านความคิด    มีจิตใจ รักความเป็นธรรมมีอุดมการณ์เพื่อคนส่วนใหญ่ที่ยากไร้ สิ่งต่างๆ ที่พี่ ๆ  มอบให้ ได้ผนึกแน่นอยู่ในจิตใจของเหล่ามังกรน้อยตราบจนเติบใหญ่

ก่อนเหตุการณ์ 6  ตุลาคม  2519 ไม่นานนัก นักเรียนนักศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งฉันและแด้ ถูกตำรวจจับที่บ้านแสงตะวัน ในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ มีอาวุธสงครามและยิงปืนในที่สาธารณะ   ก็! เราแค่มาคุยกันว่า จะช่วยคนยากจนได้อย่างไร  มาฟังไฮปาร์ค เรื่องประชาธิปไตย มาฟังดนตรีเพื่อชีวิต และช่วยกันเก็บผักบุ้ง จับอึ่งอ่างมาผัดมาแกงกินกัน   แต่ตำรวจหาพยานเท็จมาปรักปรำ หาว่าเรามีอาวุธสงคราม มีการซ้อมยิงปืนข้างบ้าน     เด็กผู้หญิง 2  คน  คือ ฉันและแด้   พี่เล็ก พี่เติบ พี่ต๋อม และพี่ คนอื่น รวม 7 คน ต้องเข้าไปกินข้าวแดงในคุกอยู่หลายวัน

 ประสบการณ์คืนแรกในห้องขัง   ยังติดอยู่ที่จมูกไม่รู้ลืม ฉันและแด้   ถูกนำไปขังรวมกับผู้หญิงโสเภณี  ในห้องขังที่กองเมือง (สถานีตำรวจภูธร  อำเภอเมืองเชียงใหม่)   คืนนั้นฉันนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน  เนื่องจาก กลัวและเหม็นมาก  เหม็นกลิ่นตัวของผู้หญิงที่ถูกขังอยู่ก่อนแล้ว  เหม็นส้วม (ในห้องขังเรียกถังเมล์)     กลิ่นเหม็นคุก ยังติดจมูกอยู่จนถึงปัจจุบัน คืนนั้น แด้ ถูกตำรวจลวนลาม โชคดีที่ตำรวจไม่เรียกเข้าไปตามลำพังในห้องสอบสวน แต่ลวนลามในห้องขัง โดยเรียกแด้ไปที่ลูกกรงหน้าห้องขัง แล้วยื่นมือเข้ามาจับนั่นจับนี่ เราต้องหนีไปแอบอยู่กับผู้หญิงโสเภณี ถึงแม้ตัวเธอจะเหม็น แต่เธอก็มีจิตใจดี มีท่าทีปกป้องเราจากตำรวจและคอยปลอบโยนเราสองคนเป็นอย่างดี ประสบการณ์ 1  คืน ในห้องขังทำให้ฉันเข้าใจคำว่า  “ขี้คุก”  ดีขึ้น

วันต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ พาฉันและแด้ไปขังไว้ที่ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กที่อำเภอแม่ริม เนื่องจากอายุยังไม่เกิน 18 ปี  อันที่จริง แล้วไม่น่าจะเรียกว่าขัง เพราะเขาก็นำเราไปไว้ในบ้าน ที่มีรั้วรอบขอบชิดแต่ห้ามออกจากบ้านเท่านั้น  ไม่ได้อยู่ในกรงขังแต่อย่างใด

        “จันทร์............... เจ้าอยู่บนแดนฟ้า    โปรดมาเห็นใจฉันบ้าง  ฟังทำนองร่ำร้องครวญคราง    เสียงเพลงในแดนตาราง    ร้องครวญครางจากจิตใจ..”

ตลอดเวลา 7 วัน ที่ถูกคุมขังอยู่ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก  ฉันร้องไห้   3  เวลาก่อนอาหาร เมื่อมองเห็นข้าว ที่แม่ครัวนำมาตั้งที่โต๊ะ เพราะมันเป็นข้าวที่มีสีแดง !   ในสมัยก่อนคนคุกเท่านั้นที่ต้องกินข้าวแดง ฉันเป็นคนคุก เป็นนักโทษจริง ๆ หรือนี่ ?   เขาถึงเอาข้าวแดงมาให้กิน  ! เป็น 7 วัน ที่ทำให้ฉันรู้ซึ้งถึงความหมาย ของคำว่า ”อิสรภาพ” เมื่อฉันมองออกไปนอกรั้วสถานพินิจ   เห็นเด็กขี่จักรยานสองล้อไปตามถนนอย่างมีอิสระ แต่ฉันไม่อาจออกไปจากเขตรั้วบ้านสถานพินิจและคุ้มครองเด็กได้  “เพราะฉันถูกคุมขัง”

หลังจากได้รับการประกันตัวออกมา โดยพวกเราได้รับเชิญให้ไปบรรยาย เกี่ยวกับเหตุการณ์ถูกจับกุม ให้กับนักศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พี่เติบช่วยสอนให้พูดภาษาไทยกลาง เนื่องจากฉันเป็นเด็กภาคเหนือ  พูดภาษาไทยภาคกลางไม่ค่อยแข็งแรง ระหว่างการดำเนินคดี ก็มี คุณทองใบ  ทองเปาว์ ทนายความเพื่อประชาชน ได้มาดูแลคดีให้นักเรียน นักศึกษาทั้ง 7 คน 

        การดำเนินคดียังไม่สิ้นสุด เหตุการณ์  6  ตุลา มหาวิปโยค  ก็พรากพวกเราจากอ้อมอกที่อบอุ่นของพ่อแม่ “ไปสู่อ้อมอกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความประทับใจแรกในฐานที่มั่น

 

 

 

 

 

 

 

 

เสียงขลุ่ยผิว ล่องลอยมาตามสายลมหนาว  เป็นท่วงทำนองเพลงที่ไม่คุ้นหู ฟังดูพลิ้วไหวและอ่อนหวานยิ่งนัก  เช้าวันแรกในฐานที่มั่น ฉันประทับใจเสียงขลุ่ยผิวซึ่งสหายสมหวังสหายชาวม้ง ตั้งใจเป่าเพื่อต้อนรับแขกผู้มาไกลได้อย่างไพเราะจับใจ !

2-3 วัน ภายใต้การต้อนรับขับสู้และการดูแลอย่างดี ของสหายจัดตั้งและสหายม้งในสำนัก 65 เมื่อพวกเรารู้สึกคุ้นเคยและสามารถปรับตัว  เข้ากับบรรยากาศของฐานที่มั่นได้พอสมควรแล้ว พวกเราทั้งหมด  ก็ออกเดินทางไปยังสถานที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับขบวนการปฏิวัติต่อไป

เมฆขาว ราวปุยนุ่นเกาะกลุ่มลอยตัวอ้อยอิ่งอยู่บนเรือนยอดไม้ในหุบเขา แล้วค่อย ๆ ล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเมื่อถูกแสงอาทิตย์แผดเผา ปุยเมฆบางส่วนถูกสายลมพัดพาพรั่งพรูลงมาตามซอกเขา เป็นม่านหมอกบางเบาลูบไล้ผิวกายและเสื้อผ้าจนชื้นไปทั้งตัว ฉันสูดไอเย็นเข้าไปจนชุ่มปอด ปุยเมฆที่เคยเห็นลอยล่อง อยู่บนฟากฟ้า ดูสูงส่งจนเกินกว่าที่คนเราจะเอื้อมมือไปไขว่คว้าได้นั้น ณ ที่นี่ เราสามารถสัมผัสปุยเมฆนั้นได้

รอบตัวฉันในขณะนี้  เหมือนตกอยู่ในความฝันอันเลือนลาง ขบวนของเรากำลังเดินอยู่ในม่านหมอกขาวมัว บนเส้นทางเล็ก ๆ   ที่ลัดเลาะไปตามเนินเขาสูง ๆ ต่ำ ๆ   ระหว่างการเดินทางจากสำนัก 65  ไปยัง ร.ร.  6 ตุลา  ขวามือคือหุบเขากว้างใหญ่รูปแอ่งกระทะ แลเห็นเรือนยอดไม้เบียดกันแน่นทึบ ปุยเมฆบางเบาพัดผ่านผิวกายไปมา ซ้ายมือเป็นเนินเขาสูง ๆ ต่ำ ๆ ดาระดาษ ไปด้วยดอกไม้หลากสี ม่วง แดง ชมพู ขาว กลีบบอบบาง พลิ้วตัวหยอกเย้ากับสายลมหนาวและม่านหมอกแลดูอ่อนหวาน   ไม่น่าเชื่อเลยว่าท่ามกลางความสวยงามเหล่านี้ จะมีพิษภัยอย่างร้ายแรงต่อผู้ที่เสพน้ำยางบนผลของมัน  “ฝิ่น” กับขบวนการปฏิวัติไม่น่าจะเข้ากันได้แต่ “ฝิ่น” ก็อยู่คู่ประชาชนม้ง บนฐานที่มั่นเกือบทุกหนแห่งในภาคเหนือ

ขบวนคนหนุ่มสาวผู้ร่วมอุดมการณ์  หยุดพักใกล้กับตาน้ำที่ไหลริน ออกมาจากซอกหินข้างทาง      มีรางไม้ไผ่ผ่าครึ่งต่อจากตาน้ำ ยื่นออกมาให้คนเดินทางได้ดื่มกินดับกระหาย แล้วค่อย ๆ ไหลริน รวมกันเป็นลำธารน้อยใหญ่ไหลลงสู่แม่น้ำและทะเล แล้วระเหยกลายเป็นไอ ตกมาเป็นฝนตามวัฎจักรของธรรมชาติ  น้ำที่เราดื่มอยู่ทุกวันนี้ อาจเป็นน้ำที่ไดโนเสาร์เคยดื่มกิน เมื่อร้อยล้านปีที่ผ่านมาแล้วก็เป็นได้ 

ทุกคนแกะห่อข้าว ที่มีพริกตำกับเกลือและเนื้อแห้ง ฝีมือแม่ครัว สำนัก 65 เอร็ดอร่อยกันตามอัตภาพ สหายม้งหลายคนเอาห่อข้าวทำเป็นกระทงไปรองน้ำ  อาหารหลักของทหารปฏิวัติเวลาเดินทางมักจะเป็นข้าวกับน้ำพริกห่อมาในใบตอง นาน ๆ จะมีเนื้อย่างแถมมาด้วย เนื่องจากความขาดแคลนอาหาร การกินข้าวกับน้ำทำให้คล่องคอขึ้น

    “เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ มีชีวิตร่วมกันในป่าเขา จากบ้านเกิดเมืองนอนถึงไพรลำเนา ด้วยพวกเรามีอุดมการณ์อันเดียวกัน”

เสียงเพลงเราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ ดังก้องมาจากยอดภูข้างหน้าไม่ไกลนัก พวกเราเงี่ยหูฟังเนื้อหา และท่วงทำนองเพลงที่ไม่คุ้นหู ด้วยความประทับใจและตื่นเต้น การสัมผัสมืออย่างอ่อนโยนของสหายที่ยืนเรียงแถวรอรับผู้มาใหม่ เรียกน้ำตาแห่งความตื้นตันใจ ความเหน็ดเหนื่อยและอะไร ๆ อีกหลายอย่างที่ประเดประดังขึ้นในอกของฉัน ให้ออกมาคลอหน่วย ที่นี่ ! ฉันมีโอกาสได้สัมผัสมือกับพ่อของฉัน เป็นครั้งแรกในชีวิต ฉันท์สหาย! นี่คือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ซึ่งหลบลี้หนีภัยทางการเมือง เข้าสู่อ้อมอกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

โรงเรียนการเมืองการทหาร  6 ตุลา

โรงเรียนการเมืองการทหาร  6 ตุลา ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาที่กั้นระหว่างแดนไทย   -  ลาว    เราเรียกว่าภูชายแดนโรงเรียน  6 ตุลา ตั้งอยู่ฝั่งลาว   ส่วนฐานที่มั่น เขต 8   อยู่บริเวณดอยยาว............ผาหม่น   แถบอำเภอเทิง  จังหวัดเชียงราย  ภูชายแดนเป็นภูเขาสูงตะหง่าน อยู่ด้านหลังอาคารเรียนของโรงเรียน  6 ตุลา    บนสันภูชายแดน มีเส้นทางคล้ายถนน สหายรุ่นเก่าเล่าว่า เป็นเส้นทางเดินรถถังของศัตรู

เมื่อเริ่มสร้างโรงเรียน พวกเราต้องขึ้นไปเกี่ยวหญ้าคา บนสันภูชายแดนเพื่อนำมาทำหลังคา   การสร้างโรงเรือนแต่ละหลังในโรงเรียน  6 ตุลา ไม่ต้องใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว   เราใช้วิธีแบบโบราณคือการเจาะสอด ขันและมัดด้วยเชือกปอหรือตอกโดยมีสหายชาวนาและสหายม้ง เป็นเจ้าของภูมิปัญญานี้   หลังจากจบการศึกษาและแยกย้ายกันไปอยู่ตามสำนักต่าง ๆ   พวกเราแต่ละคน ไม่ว่าเป็นสหายชายหรือสหายหญิง สามารถสร้างกระท่อมอยู่เองได้โดยไม่ต้องถามหาตะปู และช่าง

ครั้งหนึ่ง ฉันและสหายบิน ไปร่วมทำการผลิตกับสหายม้งที่ไร่แห่งหนึ่ง เพื่อไม่ให้เสียเวลาเดินทางไปกลับ ระหว่างที่พักกับไร่ข้าว พวกเราต้องสร้างสำนักชั่วคราวใกล้ กับไร่ข้าว  ฉันกับสหายบิน ช่วยกันสร้างเพิงพักขึ้นมาหลังหนึ่ง ไม่ใหญ่มากนักแค่พอนอนกัน     2    คน เพิงพักหลังนี้ไม่ใช่ธรรมดา เพราะมีชั้นวางของส่วนตัว ใช้วางปิดง (ปิดง คือ กระติกใส่น้ำพร้อมก้นกระติก ทำจากอลูมิเนียมที่ถอดออกได้  ใช้เป็นถ้วยกินข้าวหรือแก้วกินน้ำก็ได้) และ บัลโล(เป้ผ้าใส่เครื่องนุ่งห่มและอุปกรณ์ส่วนตัว เข้าใจว่า "ปิดง" และ "บัลโล" เป็นภาษาเวียดนาม)  และ วางของกระจุกกระจิกอื่น ตามประสาสหายหญิง มีไม้ง่ามสำหรับวางพาดปืนยาวด้วย เก๋  ! มาก แถมบนคาคบไม้หน้าเพิงพัก ยังมีกล้วยไม้ป่าหลากสี ประดับประดาอีกด้วย

ตกดึกประมาณตี 2 (น่าแปลกที่ฉันลืมอะไรไปตั้งหลายอย่างระหว่าง ร่วมขบวนปฏิวัติ แต่ทำไมจำได้ว่าเป็นตอนตี    2 ก็ไม่ทราบ และที่ทราบว่าเป็นเวลาตี   2  ก็เพราะฉันผูกนาฬิกา  SIKO เบอร์ 5  ซึ่งเป็นยี่ห้อนาฬิกาที่ยอดฮิตมากในฐานที่มั่น  ซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของแฟชั่น SIKO เบอร์ 5)  ฉันและสหายบิน กำลังนอนหลับอย่างมีความสุข  ไม่รู้ว่าฉันหรือสหายบินพลิกตัวแรงไปนิดเดียว โครม ! เพิงพักทั้งหลังล่มลงมา   ฉันและสหายบิน หล่นลงมาคลุกฝุ่น    สหายหลายคนอุตส่าห์ตื่นขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ฉันและสหายบินคงประเมินน้ำหนักของเราสองคนน้อยไปนิด   เพิงพักจึงรับน้ำหนักหุ่นอันบึกบึนของฉันและสหายบินไม่ไหว

คืนนั้น ฉันและสหายบิน ต้องผูกเปลนอนใต้ต้นไม้  ซึ่งฉันไม่ชอบเลย  เพราะฉันชอบนอนดิ้น เวลาดิ้นทีไรเปลไกวโทงเทง ทำให้เวียนหัว  อีกอย่างเวลานอนในเปลทำให้กางมุ้งไม่สะดวก    มุ้งชอบครอบลงมาพันหัวพันหูยุ่งไปหมด ครั้นไม่กางเสียเลยพวกเหลือบยุง ริ้นไรชอบไต่ตอม ยิ่งถ้าผูกเปลนอนในหน้าฝน น้ำฝนไหลลงมาตามสายผูกเปล ทำให้เปลเปียก  นอนไม่ได้  เฮ้อ ! ลำบากจริงๆ  นะเป็น ทหารป่าเนี่ย.....

ตอนหลัง เมื่อลงมาขยายเขตงานใหม่ แถบอำเภอพาน เชียงราย    ต้องผูกเปลนอนแถวหัวไร่ปลายนาในเวลากลางวัน   ส่วนกลางคืนก็ออกพบปะชาวบ้านเพื่อปลุกระดมมวลชน ประสบการณ์สอนให้รู้ว่าต้องใช้เศษผ้าหรือเชือกป่านผูกตรงเชือกเปล ระหว่างต้นไม้กับเปลนอน เพื่อให้น้ำไหลลงตามชายผ้าที่ผูกหย่อนไว้  

ดอกเสี้ยวบาน........บนดอยยาว  ผาหม่น

บริเวณลานกินข้าวของโรงเรียน 6 ตุลา   มีแท่นหินใหญ่ เรียบ อยู่ก้อนหนึ่ง เมื่อเรานั่งบนแท่นหินมองไปทางภูเสี้ยงเมี่ยง ห็นหน้าผาตัดมียอดแหลมชี้ขึ้นบนท้องฟ้า เราเรียกกันว่า “ผาฟ้า” 

ยามว่าง พวกเราชอบนั่งบนแท่นหินมองไปทาง      ”ผาฟ้า”และจินตนาการว่า    เมื่อท้องฟ้าสีทอง ผ่องอำไพ เราจะเอาธงแดงไปปักบนผาฟ้า เพื่อประกาศชัยชนะของกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย แต่สุดท้ายผาฟ้ากลายเป็นภูชี้ฟ้า สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงราย โดยที่เรายังไม่มีโอกาสเอาธงแดงไปปัก   

โรงเรียน 6 ตุลา ตั้งอยู่ในเขตลาว  พวกเราจึงไม่จำเป็นต้องสร้างกระท่อมใต้ต้นไม้เพื่อหลบเครื่องบิน บริเวณโรงเรียน 6 ตุลา  เป็นป่าโปร่งไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่นอกจากต้นเสี้ยว  หญ้าคา   ป่าไผ่    เวลาเกิดไฟไหม้ป่า    ปล้องไม้ไผ่โดนไฟเผา แตกดัง   โป้ง  ป้าง ๆ    คล้ายเสียงปืน  เปลวไฟสีส้ม แลบเลียสูงขึ้นบนยอดไผ่  ตัดกับสีดำสนิทของยามราตรี      แลดูสวยงามและน่าสะพรึงกลัวสำหรับพวกเราซึ่งไม่เคยเห็นไฟไหม้ป่ามาก่อนทำให้นอนไม่หลับตลอดคืนเพราะกลัวไฟป่าจะลามมาไหม้เรือนนอน 

ต้นดอกเสี้ยว     มีมากที่สุดบนภูชายแดน   ดอกเสี้ยวมีบทบาทอย่างมากทั้งด้านร่างกายและจิตใจ  ของนักเรียนในโรงเรียน  6  ตุลา ช่วงฤดูแล้ง ประมาณเดือนมกราคม -  กุมภาพันธ์   ผักป่าต่าง ๆ   ค่อนข้างหายาก  อาหารการกินขาดแคลน พวกเราได้อาศัยต้นเสี้ยวเป็นอาหาร เราเริ่มเก็บกินตั้งแต่ยอดอ่อน ๆ จนต้นเสี้ยวออกดอก เราก็ยังเก็บดอกเสี้ยวมาแกงกิน   แกงดอกเสี้ยวใส่เนื้อเลียงผา  รสชาดออกเปรี้ยว ๆ  ไม่อร่อย สหายบางคนบ่นว่า    “แกงอะไรก็ไม่รู้มีกลิ่นหอมด้วย” สหายพื้นเมือง   โดยเฉพาะพ่อประสิทธิ์ บ่นเสียดายเนื้อเลียงผา ว่าน่าเอามาลาบกินจะดีกว่า      แต่ดอกเสี้ยวก็เป็นอาหาร  ที่ทำให้นักปฏิวัติรุ่นใหม่    มีกำลังแขนดันตัวคลานกระดึบ ๆ   ผ่านลวดหนามเตี้ยตามยุทธวิธีของทหาร

ดงดอกเสี้ยว ที่อยู่ด้านหลังโรงเรียน   ทำให้บรรยากาศที่โรงเรียน  6  ตุลา   ค่อนข้างโรแมนติก  ความงามของดอกเสี้ยวป่าสีขาวอมม่วงบางต้นดอกสีชมพูอมแดง ยังสร้างแรงบันดาลใจให้สหายหลายคนเกิดอารมณ์ศิลปินยามเย็น พวกเราชอบมานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนกันบนแท่นหินใต้ต้นดอกเสี้ยว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกเสี้ยว ล่องลอยมาตามสายลมหนาว  ช่วยสร้างจินตนาการให้สหายชื่น สหายจันทรา  สหายสิน สหายตะวัน แต่งกลอน แต่งเพลง ได้อย่างไพเราะ

ตอนบ่าย   เป็นช่วงเวลาที่พวกทุกคนต้องฝึกฝน    การใช้แรงงานหนัก เราก็ไปที่ดงดอกเสี้ยวเพื่อหาฟืนจากต้นเสี้ยวที่แห้งตาย   แบกมาก่อไฟหุงหาอาหาร และผิงแก้หนาวในยามค่ำคืน

ค่ำคืนเดือนหงาย.......ใต้ต้นดอกเสี้ยว     เหล่าศิลปินทั้งหลายพร้อมใจกันมาชุมนุม   สหายตะวัน ดีดกีต้าร์ ด้วยมือซ้ายพร้อมกับเป่าเม้าท์ออร์แกน สหายต้น สีไวโอลิน สหายบุญยงค์ เล่นแมนโดริน คลอเสียงเพลง  ” เดือนสามคล้อย    ลมวอย ๆ   ลมวอย ๆ  พัดใบไม้อ่อน....   ออนซอนเด.... ภูผา... ได้เปลี่ยนสีงาม......  ”   ได้อย่างประทับใจจนเวลาผ่านไป  30  ปี  มิอาจลืมเลือน !  

 

โลกทัศน์ใหม่ ภารกิจใหม่ และรักระหว่างรบ

โลกทัศน์ใหม่

หกเดือนในโรงเรียนการเมืองการทหาร 6 ตุลา ได้เปลี่ยน ชีวิตของสาวน้อยให้เติบโต เบ่งบาน เคียงคู่กับดอกเสี้ยว(ต่างกันเพียงแต่ว่า ดอกเสี้ยวสวยกว่าเล็กน้อย) จากสาวน้อย ผู้ไร้ประสบการณ์ ได้เติบใหญ่ เป็นผู้ที่รู้ถึงแก่นสารของชีวิต จะคิดจะทำอะไรก็พยายามให้มีสาระ ความคิดและการกระทำที่ไร้สาระ ต้องพยายามต่อสู้เอาชนะ   อย่างถึงที่สุด  กระบวนการให้การศึกษา เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และ ดัดแปลงโลกทัศน์ ซึ่งสหายนำรุ่นเก่าใช้เป็นหลักสูตร สำหรับฝึกฝนนักปฏิวัติรุ่นใหม่ในโรงเรียน 6 ตุลา ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายทฤษฏีของมาร์ก เลนิน การศึกษาความคิดของเหมาเจ๋อตุง

การแบ่งกลุ่ม และหยิบยกเอาประเด็นต่างๆ ของทฤษฏีออกมาอภิปรายวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างถึงแก่น เช่นทฤษฏีการเปลี่ยนแปลงจากปริมาณสู่คุณภาพ วัตถุนิยมวิพากษ์วิธี การอภิปรายดังกล่าวทำให้ผู้เข้าร่วมอภิปราย มีความเข้าใจซึมซาบคล้อยตาม และเป็นการฝึกให้รู้จักคิดอย่างเชื่อมโยง มีการระดมสมองระดมความคิด ก่อนที่จะเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดในการอภิปราย ทำให้สมองมีการเรียบเรียงและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ  การเล่าประสบการณ์  ความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน ด้วยบรรยากาศเศร้าสลดจนทำให้ปัญญาชนนายทุนน้อย น้ำตาคลอด้วยความเห็นอกเห็นใจ 

สิ่งสำคัญ อีกประการหนึ่งที่มีผลต่อโลกทัศน์ของฉันมาก คือ การวิจารณ์ และวิจารณ์ตนเอง ซึ่งสิ่งที่ได้รับนั้นทำให้เราได้ทบทวนตนเองอยู่เสมอ มีการค้นหาวิเคราะห์และยอมรับในจุดแข็งจุดอ่อนของตน แล้วพยายามแก้ไขปรับปรุงและพัฒนา ซึ่ง ส่งผลอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตทั้งส่วนตัว การทำงานและการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น

ในโรงเรียน  6 ตุลา นอกจากการศึกษาทฤษฏีการเมืองแล้ว ยังต้องฝึกฝนความชำนาญในทางทหาร มี สหายเล่าเม็ง เป็นครูสอนการใช้อาวุธชนิดต่าง ๆ  เช่นการยิงปืน M 16  การฝึกยิงปืน อาร์ พี จี   โดยเฉพาะการฝึกขว้างระเบิด สหายจี๋ ผู้กองม้งร่างใหญ่ จะนำไม้ มาทำรูปร่าง และกะน้ำหนักให้เท่าระเบิดจริง ทุกคนต้องฝึกขว้างให้ชำนาญ ก่อนจะให้ขว้างระเบิดจริง เมื่อถึงเวลาขว้างระเบิดจริง หลายคนถึงกับเหงื่อแตก เพราะถ้าขว้างไม่พ้นตัวก็คงเล นอกจากการใช้อาวุธ เรายังได้ฝึกศิลปะการต่อสู้แบบประชิดตัว การใช้ดาบปลายปืน พานท้ายปืนเป็นอาวุธ เป็นต้น

การฝึกยุทธวิธี ซุ่มโจมตีศัตรูหรือการรบ ในสนามรบ สหายจี๋ สหายเหล่าเม็ง ก็พาสหายใหม่ออกไปฝึกในป่าใกล้ ๆ กับโรงเรียน  6  ตุลา สมมุติให้เป็นสนามรบ หรือสถานที่ซุ่มโจมตี ศัตรู พวกเราจะแยกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งแสดงเป็นทหารทปท.ซุ่มอยู่ในทำเลที่ได้เปรียบ เช่นบริเวณสันเขาเตี้ย ๆ เป็นป่าทึบ มีทางเดินอยู่ตีนเขา เลยจากตีนเขาลงไปหุบเหวเป็นต้น  อีกฝ่ายหนึ่งแสดงเป็นศัตรู ต้องเดินลาดตะเวณผ่านมา

ระหว่าง ที่หมอบซุ่มรอคอยฝ่ายศัตรู ทปท. หญิง ก็สวมวิญญาณแม่ครัว เที่ยวสอดส่ายสายตาไปตามขอนไม้ผุ ๆ เพื่อมองหาเห็ดหูหนู เห็ดลมหรือหน่อไม้  รอแล้วรอเล่าทหารศัตรูก็ยังไม่ผ่านมาซักที ชักเบื่อก็พากันลุกจากที่ซุ่มซ่อนมาเก็บเห็ด ขุดหน่อไม้ กันอย่างสนุกสนาน

การฝึกซุ่มโจมตี ศัตรูนั้น เรามีการยิงโต้ตอบกันจริง ๆ  ดังนั้น เราจึงใช้กระสุนปลอม เป็นกระสุนที่มีกระดาษอัดไว้ข้างในแทน ถ้ายิงถูกตัวในระยะห่างก็ไม่มีอันตรายใด ๆ แต่บางครั้งก็เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้น ถ้าทหาร ทปท. เผลอตัว มัวแต่มองหาเห็ด หาหน่อไม้ ศัตรูเดินผ่านมาในระยะเผาขนก็ซัดปืนตูมออกไป ปรากฏว่า สหายแก้ว โดนกระสุนปืนปลอมของสหายอะไรก็จำไม่ได้ อัดใส่หน้าเป็นแผลลายพร้อยโชคดีที่ไม่โดนลูกตา

นอกจาก การเรียนทฤษฏีการเมือง การทหาร และ การใช้แรงงาน  เพื่อฝึกความอดทนของร่างกายและจิตใจ และดัดแปลงโลกทัศน์ให้เป็นชนชั้นกรรมาชีพแล้ว นักเรียนการเมืองการทหารแต่ละคนจะมีหน้าที่รับผิดชอบหรือกิจกรรมพิเศษ ตามความถนัดของแต่ละคน ฉันมีซุ่มเสียงพอใช้ได้ ถูกทาบทามเป็นนักร้องประจำโรงเรียน นักร้องเสียงดีอีกคนหนึ่งของโรงเรียน 6 ตุลา คือ สหายธิดา เสียงเธอใสมาก เธอร้องเพลงจดหมายถึงบ้าน ซึ่งแต่งโดยสหายอาทิตย์ เป็นคนอำเภอดอยสะเก็ดบ้านเดียวกับฉัน เพลงนี้โด่งดังไปทุกเขตฐานที่มั่น ห้องอัดเสียงของเราเก๋มากเพราะไปอัดเสียงกันในถ้ำค้างคาว 

สหายธิดาคู่กับสหายสายฝน และสหายจิตรา มาเป็นพี่เลี้ยงให้กับสหายใหม่ ที่โรงเรียน 6 ตุลา สหายหญิงทั้งสามคนมีอัธยาศัย ไมตรีน่ารักมาก พวกเธอทำให้โรงเรียน 6 ตุลา มีบรรยากาศของความเป็นมิตรและอบอุ่น เวลากลางคืนก่อนนอน พวกเราสหายหญิงชอบเล่าเรื่องตลกกันบนแคร่นอนแล้วหัวเราะกันดังลั่น ไปถึงเรือนนอนสหายชาย ซึ่งอยู่บนเนินไกลออกไปเกือบ 100 เมตร จนถึงปัจจุบันฉันก็ยังไม่อาจลืมพวกเธอและอยากพบพวกเธออยู่เสมอ    

บางโอกาส ฉันก็เล่นเป็นนางเอกลิเก คู่กับพระเอกคือ สหายนำชัย  มี สหายอุดร แสดงเป็นเสนาอำมาตย์ สหายคำปัน แสดงเป็นตัวตลกชื่อหนุงหนิง  เนื่องจากไม่มีสหายหญิงคนไหนพกเครื่องสำอางขึ้นไปด้วย แต่สหายหญิงกับความสวยความงามเป็นของคู่กัน แสดงเป็นนางเอกลิเกทั้งทีไม่สวย ได้ไง?  สหายอรุณ    หญิงสาวแต่ท่าทางออกทอม ๆ จาก อำภอหางดง จึงอาสาเป็นช่างแต่งหน้าจำเป็น พยายามคิดค้นหาวัตถุดิบใกล้ตัวที่พอจะหยิบฉวยมาใช้ได้ ก็หยิบเอาถ่านไฟมาเหลาให้แหลมแทนดินสอเขียนคิ้ว สหายม้งหญิง มีสีทาหน้าสีแดง ไม่ทราบว่าทำจากอะไร ก็เอามาทาปากและทาแก้ม พอใส่ปลอกคอเงินของสหายม้ง ใส่ผ้าถุงมีลวดลายแดง ๆ เขียว ๆ ของแม่และเสื้อกันหนาวไหมพรมรัดรูปแขนยาวสีแดงของสหายนิด แล้ว  ฉันก็สวยพอที่จะเป็นนางเอกลิเกปฏิวัติได้

              “เออ...เอ้อ ...เออ...เอิง...เอย... ฝ่ายปาหนัน พลันรู้สึก สำนึกตน แค้นพวกโจรโหดร้าย จนใจสั่น มัน โหดเหี้ยม เข่นฆ่าสารพัน แค้นพวกมัน.....ไอ้...จัญไร...เตร๊ง...เตร็ง  เตร่ง...เตร๊ง ....เตร็ง.... เตร่ง.... เตร็ง....เตรง...เตร่ง........สหายบุญยงค์  รัวระนาดรับ   เสียงกังวาน สะท้อนก้อง  ภูชายแดน.... 

สหายบุญยงค์ เป็นสหายเก่าที่มีความสามารถหลายด้าน นอกจากจะซ่อมนาฬิกาเป็น แต่งเพลง เล่นแมนโดรินร้องเพลง ไพเราะแล้ว ยังมีความสามารถในการแต่งเพลงและประดิษฐ์เครื่องดนตรีโดยหาไม้ที่มีแก่นแน่นๆ หรือไม้ไผ่ มาไล่เสียง โด เร มี ทำเป็นระนาด  ในวันสำคัญของพรรค  เช่น วันเสียงปืนแตก 7 สิงหา วันก่อตั้งพรรค  2 ธันวา หรืองานรื่นเริงประจำปี ก็จะมีการแสดงดนตรี ลิเก รวมทั้งการแสดงละคร  มีฟ้อนรำชุดหนึ่งซึ่งสหายม้งหญิงหลายคน มีสหายศรัทธา สหายนิภา สหายธานี ฯลฯ  ทุกคนแต่งชุดทหารประชาชนเต็มยศ มือขวาถือสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุงโบกไปมา มือซ้ายก็ทำท่าจีบรำ แลดูสวยงามปนวิชาการ เพราะมีหนังสือสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุงประกอบการรำด้วย  “บูรพาแดง ตะวันส่องแสง.....”       

ในงาน 8 มีนา วันสตรีสากล พวกเราในฐานะผู้หญิง ก็อยากแสดงบทบาทให้ประจักษ์ ฉันและสหายหญิงอีก 2 คน จำได้ว่ามี สหายติ่ม (ลูกสาวสหายพันธ์ กับ สหายนวล) และ สหายธาร ครูผู้สอนกีต้าร์ให้ฉัน  พวกเราต้องใช้ความอดทนอย่างหนักในการฝึกดีดกีต้าร์    ขนาดฝึกจนนิ้วแตกเลือดออกซิบ ๆ แต่ก็พอดีดได้ก้อง ๆ  แก้ง ๆ  เพลงเดียวเท่านั้น  เราเล่นกีต้าร์และร้องเพลง “We Shall Over Come” ผลปรากฏว่าพวกเรา 3 คน โดนสหายผู้มีจิตใจรักชาติ  โจมตีหนัก หาว่าเป็นทาสจักรวรรดินิยมเพราะร้องเพลงฝรั่ง   ซ้ายจัดจริง ๆ นะ สหายเรา

ครั้งหนึ่ง หน่วยฉายหนังได้นำอุปกรณ์ฉายหนังจากแนวหลัง มาฉายในกองทหาร  85  ทหารปฏิวัติหอบลูกจูงหลานมาจากแทบจะทุกสำนัก ในฐานที่มั่นเขต  8 แขวนเปลนอนใต้ต้นไม้กัน ระโยงระยาง  บรรยากาศคึกคักไปทั้งค่าย  ฉายกันทุกคืนตั้งแต่ฟ้ามืด ยันสว่าง  10 คืนรวด ดูกันจนตาแฉะ ใครทนไม่ไหวก็ไปนอนในเปล พอหายง่วงก็ตื่นมาดูอีก มีทั้งหนังจีนหนังเวียดนามและหนังเขมร เป็นหนังปฏิวัติ เนื้อหาสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารปฏิวัติทั้งสิ้น ที่จำได้ไม่ลืมคือมีหนังจีนเรื่อง นางพญาผมขาวด้วย สนุกมาก !   

ที่น่าขำ ก็คือการพากหนังเนื่องจากเป็นหนังเสียงในฟิล์ม ภาษาเขมร ภาษาเวียดนาม ฉันจำไม่ได้ว่ามีคนพากหรือไม่ แต่สำหรับหนังจีน สหายทัศน์ พลาธิการของโรงเรียน 6 ตุลา  สามีหมอพิชิต  เป็นผู้พาก แต่เนื่องจาก สหายทัศน์ ไม่ใช่นักพากหนังมืออาชีพ แกเลยใช้การบรรยายแทนเช่น “ คนที่นั่งข้างเตาไฟ ชื่อเฉิน...เป็นลูกของคนนั่งบนเก้าอี้ เขาพูดว่าเราต้องเอาชนะศัตรูให้ได้....….”  นับเป็นความเพลิดเพลิน เท่าที่หาได้ ท่ามกลางสถานการณ์ปฏิวัติ 

หน้าที่ ซึ่งฉันได้รับมอบหมาย อีกงานหนึ่งคือการเป็น นักรบอนามัย มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยหมอประจำโรงเรียน ในการดูแลคนเจ็บป่วย เช่น การแจกยา การทำแผล วัดปรอท วัดความดัน การทำหน้าที่นักรบอนามัย เป็นการฝึกฝนด้านเทคนิคการดูแลรักษาผู้ป่วยเบื้องต้น  อันจะนำไปสู่ความรับผิดชอบที่สูงขึ้นไป คือการเป็นนักรบพยาบาล และหมอปฏิวัติประจำสำนักใดสำนักหนึ่งในฐานที่มั่นหรือแนวหน้า หน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายเป็นอีกวิธีหนึ่งในการฝึกฝนจิตใจ ทำให้เรารู้จักเสียสละ ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น เพราะในขณะที่เพื่อนนักรบคนอื่น ๆ   พักผ่อนหลังการเรียนหรือการทำงาน   นักรบอนามัยจะต้องออกเยี่ยมเยียน ดูแลสารทุกข์ สุกดิบของเพื่อน ๆ   ซึ่งหมายถึงว่านักรบอนามัยจะได้พักทีหลังเพื่อน

ระหว่างเรียนอยู่ใน โรงเรียน 6 ตุลา พวกเรานักรบอนามัย ได้จัดกิจกรรมรณรงค์เป็นระยะ เช่น รณรงค์ให้กางมุ้ง เพื่อป้องกันไข้มาลาเรีย แต่ไม่ค่อยได้ผลเพราะไม่ค่อยมีมุ้งให้กาง บางครั้งรณรงค์ไม่ให้กินเนื้อ สุก ๆ ดิบๆ เพราะเนื้อสัตว์ป่า เช่นเก้ง กวาง หรือแม้แต่หมูดำที่ซื้อมาจากประชาชนม้ง ก็มีพยาธิเยอะ เพราะการเลี้ยงหมูของพี่น้องม้งไม่นิยมเลี้ยงในคอก หมูดำชอบวิ่งตามก้นเมื่อเราแบกจอบเดินเข้าป่าเพื่อปลดทุกข์     เราต้องถือกิ่งไม้คอยไล่หมูไม่ให้มารบกวนความสุข   

หมอพิชิต หมอประจำโรงเรียน 6 ตุลา  เป็นตัวตั้งตัวตีต่อสู้กันอย่างหนัก กับ พ่อประสิทธิ์  (พ่อหลวงศรีทน  ยอดกันธา  ประธานสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาภาคเหนือ) เพราะพ่อประสิทธิ์ชอบกินลาบดิบมาก ๆ โดยเฉพาะหลู้เลือด พ่อซดจนหนวดแดงเถือก ผลปรากฏว่า หมอพิชิตแพ้ ! เพราะพ่อประสิทธิ์ ไม่เคยยอมเลิกกินลาบและหลู้เลือดเลยตลอดชีวิตของท่าน

ทหารปฏิวัติ มักจะเป็น โรคน้ำกัดเท้า เนื่องจากพวกเราสวมรองเท้ายางรัดส้นแบบจีนการระบายอากาศไม่ดี ประกอบกับต้องเดินทางลุยน้ำลุยฝน ทำให้เท้ามีกลิ่นเหม็นถึงเหม็นมาก จนบางครั้งสหายที่นั่งใกล้ ๆ ทนไม่ไหว  สหายแก้วนักรบอนามัยหนุ่มร่างป้อมจากเชียงราย จึงเป็นต้นคิดจัด โครงการรณรงค์ให้สหายล้างเท้าก่อนนอนทุกครั้ง

คืนหนึ่ง เป็นคืนที่นักรบอนามัยได้ข้อสรุปว่า โครงการรณรงค์ล้างเท้าก่อนนอนล้มเหลวมาตั้งแต่ต้น เรื่องของเรื่องก็คือว่าสหายที่อยู่เวรยามตอนกลางคืน มักจะเดินตรวจตรารอบ ๆ บริเวณโรงเรียน บางทีก็เข้าไปตรวจในเรือนนอนเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย ให้แก่สหายที่กำลังนอนหลับพักผ่อน  เผื่อมีงูเงี้ยวเขี้ยวขอเลื้อยเข้ามานอนเป็นเพื่อน ทหารยามได้เดินส่องไฟฉายไปตามเตียงนอนของสหายชาย เห็นเงาตะคุ่ม ๆ ของสหายนอนเรียงรายอย่างมีความสุข เสียงกรน ประชันกันดังสนั่นหวั่นไหวปานโรงสีข้าวก็ไม่ได้ทำให้สหายคนใด ตื่นขึ้นมาจากนิทรารมย์อันแสนสุข ส่องไฟไปเรื่อย ๆ เห็น สหายคนหนึ่งนอนเอาผ้าห่มคลุมหัว ปลายเท้าโผล่ออกมานอกผ้าห่ม นึกเป็นห่วงกลัวว่าถ้าปล่อยให้เท้าของสหายเย็นเดี๋ยวจะเป็นหวัด จึงค่อยๆส่องไฟฉายดูเห็นเท้าดำขะมุกขะมอม ! แสดงว่าไม่ได้ล้างเท้าก่อนนอนแน่ ๆ  อยากรู้จริงว่าสหายคนไหน ? ที่ไม่ให้ความร่วมมือกับสหายแก้ว ทหารยามค่อย ๆ เอื้อมมือไปเปิดผ้าห่มเอาไฟฉายส่องดูใบหน้า ปรากฏว่าเป็นสหายแก้ว เจ้าของโครงการรณรงค์ล้างเท้าก่อนนอน นั่นเอง !

การฝึกแทงเข็ม ด้วยเข็มเงินหลายขนาดตามตำรา การรักษาโรคของจีน     การฝึกสะบัดข้อมือ  เพื่อปักเข็มฉีดยาใส่ต้นกล้วยซึ่งสมมุติให้เป็นต้นแขน หรือสะโพกของคนไข้เพื่อฝึกการฉีดยาโดยไม่ให้คนไข้เจ็บ เป็นเทคนิคที่พวกเรานักรบอนามัยฝึกฝนกันอย่างขะมักเขม้น

ลำเลียงของที่กอนตืน         

ฉันเอนกายที่อ่อนล้า ลงพิงกระสอบข้าวสาร ที่เป๊อะมาจากบ้านกอนตืน ทอดสายตาเหม่อมองแม่น้ำโขง ที่ไหลคดเคี้ยวไปตามขุนเขา แลเห็นเป็นแถบริบบิ้นสีเงิน สะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ เหมือนมีใครเอากากเพชรไปโปรยปรายไว้บนแผ่นน้ำ ละอองหมอกบางเบาพรั่งพรูลงมาตามซอกเขา ลูบไล้ผิวกายเย็นสบายคลายเหนื่อยล้า ขบวนลำเลียงนั่งพักกันบนยอดภูโหดหรือภูชมวิวระหว่างทางจากโรงเรียน 6 ตุลาไปบ้านกอนตืน  สหายบางคนเดินเก็บมะเขือพวงไปตำน้ำพริกมะเขือพวงแสนอร่อย  ซึ่งจะหากินได้เฉพาะเวลาที่เรามาลำเลียงที่บ้านกอนตืนเท่านั้น เนื่องจากโรงเรียน 6 ตุลาของเรา ตั้งอยู่บนเทือกภูชายแดน ซึ่งอยู่ในระดับความสูงกว่าน้ำทะเลปานกลางเกิน 1000 เมตร พืชพรรณบางอย่างไม่สามารถเจริญเติบโตได้  บางคนเก็บกิน ”ลูกจี๋ป๋อด้า” คล้ายกับลูกราดเบอรีหรือผลของต้นหม่อนอย่างเพริดเพลิน

ขณะที่ฉันนั่งทอดอารมณ์ชมวิวอยู่นั้น  สหายบุญยงค์ นักปฏิวัติรุ่นเก่า เดินเข้ามาหาฉันอย่างช้า ๆ  โดยไม่พูดจาว่าอย่างไร เขาเอื้อมมือมาปลดเอากล้วยน้ำว้า ที่มัดติดกับเป้ข้าวสารของฉันไป 2-3 หวี   สหายบุญยงค์ คงนึกสงสาร ที่เห็นฉันนั่งหน้าซีดหน้าเหลือง ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการเป๊อะข้าวสารกับกล้วยเดินขึ้นภูโหด จริง ๆ แล้วข้าวสารที่ฉันเป๊อะมาจากบ้านกอนตืนมีน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลเท่านั่น  แต่การแบกน้ำหนักข้าวสารเกือบ 10 กิโล พร้อมกับแบกน้ำหนักตัว ก็ทำให้สหายหญิงหายใจเสียงดังฟืดฟาดปานจะขาดใจตาย เรื่องความแข็งแรงต้องยกให้ สหายศรชัย ผู้มีร่างกายใหญ่โต เวลาไปลำเลียงของทีู่่ บ้านกอนตืน เขาสามารถเป๊อะข้าวสารได้ทีละกระสอบน้ำหนักประมาณ 50 ก.ก. ส่วนฉันและสหายหญิงคนอื่น เวลาไปลำเลียงข้าวจะเป๊อะได้เพียง   5  - 10  ก.ก.   จนถูกสหายชายล้อเลียนว่าเป๊อะข้าวไปให้ไก่กิน อายหน้านิดหน่อย

นาน ๆ ครั้ง นักเรียนโรงเรียน 6 ตุลาจะตื่นเต้นดีใจกันมาก เพราะเราจะไปลำเลียงของที่ บ้านกอนตืน  ซึ่ง เป็นหมู่บ้านของ ประชาชนลาวสัญชาติไทยลื้อ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ใกล้กับหมู่บ้านกอนตืน มีค่ายของ ทหารปฏิวัติลาว  พวกเราเรียกเขาว่า อ้ายน้องลาว เพราะเราถือว่า ทหารปฏิวัติไทยกับทหารปฏิวัติลาวเป็นพี่น้องกัน แต่ทำไมเราถือเขาเป็นน้อง เราเป็นอ้าย ก็ไม่ทราบเหมือนกัน ค่ายอ้ายน้องลาว ที่ บ้านกอนตืนเป็นจุดพักสิ่งของต่าง ๆ เช่น อาวุธ ยุทโธปกรณ์ อาหาร ยา สบู่ ยาสีฟัน ฯลฯ ที่ทหารปฏิวัติไทยในเขตงานภาคเหนือใช้  ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งของที่ พรรคคอมมิวนิสต์จีน  ส่งมาสนับสนุน พรรคคอมมิวนิสต์ไทย

พรรคคอมมิวนิสต์จีน สนับสนุนแม้กระทั่งไข่ผง ซึ่งนาน ๆ พวกเราได้กินไข่ผง เจียวกับน้ำมันหมู ซึ่งเก็บใส่กระบอกไม้ไผ่ไว้ อย่างเอร็ดอร่อย

ที่ บ้านกอนตืน พวกเรามีโอกาสใช้เงินเดือนที่ได้รับจากพรรคเดือนละ 15 บาท เที่ยวเดินหาซื้อของกินของใช้ จากชาวบ้านกอนตืน อาทิเช่น น้ำอ้อยทำเป็นแผ่นห่อในใบอ้อย นมข้นหวาน พวกเราสหายหญิง ชอบซื้อมาต้มในน้ำเดือดทั้งกระป๋อง ให้นมข้นแข็งตัวเก็บไว้กินเป็นของหวาน ดูดกินวันละนิดละหน่อยอย่างประหยัด  เพราะในฐานที่มั่นค่อนข้างอดอยากไม่ค่อยมีอาหารว่างหรือขนมกิน ส่วนสหายชายก็หาซื้อยาเส้น 

บางคนมีหน้าที่ซื้อหมูจาก  ชาวบ้านกอนตืน แล้วไล่ต้อนขึ้นดอยอย่างยากเย็น ถ้าหมูเกิดเหนื่อยไม่ยอมเดินก็ต้องฆ่าแล้วแบกแต่เนื้อขึ้นภู ภายหลังที่แยกย้ายกันลงจากฐานที่มั่น ฉันเพิ่งได้ข้อมูลว่า เราสามารถปราบเจ้าหมูที่ดื้อดึงไม่ยอมเดินได้โดยการเอาเหล็กแหลมเกี่ยวตรงจมูกของมัน  หมูจะเดินตามก้นเราโดยดี เพราะมันเจ็บจมูก

สิ่งที่น่าวิตก กังวล เป็นอย่างมาก สำหรับสหายหญิงหลายคน ในเส้นทางลำเลียง ร.ร. 6 ตุลา-บ้านกอนตืน ก็คือ “ทาก” จริง ๆ แล้วทากตัวเล็ก ๆ ไม่มีอันตรายอะไรนอกจากบริจาคเลือดให้มันซักตัวละซีซี 2 ซีซี และทำให้คันเวลาเราเกาะมันออกโดยที่มันไม่เต็มใจ  มันชอบเกาะอยู่ตามใบไม้ข้างทาง  เมื่อมีคนหรือสัตว์เดินผ่านมามันก็จะยึดตัวขึ้นแลสลอน ตอนที่มันยืดตัวจนยาวเหยียดนี่แหล่ะ น่าเกลียดมากๆ พอยืดตัวจนยาวได้ที่แล้ว มันก็จะดีดเด้งตัวมาเกาะตามแขนขาลำตัวแล้วดูดเลือดของเรา จนตัวมันบวมเป่งมันถึงจะหลุดตกไปโดยที่เราไม่รู้ตัว  แม้ว่าเราจะใช้ยาเส้นชุบน้ำทาแขนขาและเนื้อตัวนอกร่มผ้าจนเหม็นไปหมดก็ตาม เจ้าทากก็ยังอุตสาห์เล็ดรอดเข้าไปเกาะจนได้  ถ้าเมื่อไหร่ที่สหายหญิงรู้สึกว่ามีอะไรเย็น ๆ เกาะอยู่ตรงไหน ไม่ว่าจะเป็นที่แขน ขา แผ่นหลังหรือที่พุง แม้ว่าจะอายหน้าแค่ไหนก็ต้องหลับตาเปิดให้สหายคนอื่นช่วยแกะทากออกให้ บางคนถึงกับร้องกรี๊ด ๆ  เต้นแร้งเต้นกา มันน่าขยะแขยงมาก ๆ ๆ อึ๋ย !!!

ที่น่ารำคาญสำหรับ ทปท. อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ เห็บ ถ้าเราเดินผ่านไปตามใบกล้วย ใบไม้แห้งหรือนั่งบนขอนไม้ผุ ๆ มันชอบกระโดดเกาะตามเนื้ออ่อน ๆ เช่นลำคอ ในรูหู ในสะดือ ถ้ามันดูดเลือดเราจนอิ่มแล้วหลุดออกเองโดยเราไม่ได้ไปปัดถูกตัวมัน ก็จะไม่มีอาการคัน  แต่ถ้าเรามองเห็นมันก่อนที่มันจะอิ่ม  แล้วเราไปแกะหรือขูดมันออกไม่ถูกวิธี  ฟันของเห็บจะฝังอยู่ในผิว ทำให้มีอาการคันนานนับ 2 – 3 เดือนทีเดียว  นอกจากนั้นพวก เห็บยังเป็นพาหะของเชื้อไทฟัส  อาการของไข้ไทฟัส น้อง ๆ ไข้ไทฟอร์ย มีไข้สูงมาก ปวดหัวจนหัวแทบระเบิด   ริ้น ก็เป็นแมลงเล็ก ๆ อีกตัวหนึ่งที่สร้างความรำคาญอย่างใหญ่หลวง  เพราะมันกัดเจ็บและคัน จนฉันถึงกับต้องหัดสูบบุหรี่ยาเส้นเพื่อพ่นควันไล่มัน 

รักระหว่างรบ

แม้ขณะ ที่เรากำลังขะมักเขม้นอยู่กับการดัดแปลงโลกทัศน์และต่อสู้กับตนเอง เพื่อเป็นนักปฏิวัติที่ดีของประชาชน เรื่องของความรัก ก็เป็นเรื่องที่มักเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการต่อสู้อยู่เสมอ   โดยเฉพาะ สาวน้อย หนุ่มน้อย ที่มีอารมณ์อ่อนไหว มักถูกอาการเหงาเข้าครอบงำและตกหลุมรักกันคนละหลายหลุม โดยเฉพาะโรงเรียน 6 ตุลา ที่มีบรรยากาศค่อนข้างโรแมนติก

อย่างไรก็ตาม การมีความรักในแวดวงนักปฏิวัติ ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เนื่องจาก นโยบายของพรรคว่าด้วย 3 ช้า คือ มีแฟนช้า แต่งงานช้า และมีลูกช้า ประกอบกับความไม่แน่นอนของแต่ละคน  ว่า เมื่อเรียนจบจากโรงเรียน 6 ตุลา แล้วพรรคจะส่งไปประจำที่ไหน จึงมีหนุ่มสาวเพียงไม่กี่คู่ที่แต่งงานกันในระหว่างร่วมขบวนการปฏิวัติ โดยส่วนใหญ่แล้วจะแต่งงานกันเมื่อลงมาจากฐานที่มั่นแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะรักคนไหน ก็ต้องไปแจ้งให้จัดตั้งทราบ  เมื่ออยากคุยกับคนรัก จัดตั้งก็มาคอยสังเกตการณ์เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เกินเลย   แค่รู้ว่ามีจัดตั้งมาคอยดู เวลาเราจีบกัน ถึงจะแอบดูโดยไม่ให้เราเห็น   อารมณ์โรแมนติกก็หดหายหมดแล้ว !

ใครบางคน กล่าวว่า ความรักไม่มีชนชั้น คงจะไม่จริงเสมอไป เพราะคู่รักบางคู่ ที่มีฐานะทางชนชั้นต่างกัน เช่นสหายชายเป็นนักศึกษา สหายหญิงเป็นชาวนาหรือสหายชายเป็นกรรมกรสหายหญิงเป็นนักศึกษา ก็มักจะใช้ชีวิตคู่ไม่นาน อาจเนื่องมาจากความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมและความรูู้้สึกนึกคิด  จึงขาดความเข้าใจซึ่งกันและกัน  เมื่อเสน่หาจืดจางจึงเลิกร้างกันไปในที่สุด

ฉันเอง ก็ตกหลุมรัก เข้าโครม ! เบ้อเริ่ม ออกอาการครุ่นคิด เหม่อลอย กระวนกระวาย อาการหนักพอสมควร แม้จะพยายามปกปิดความในใจของตัวเองอย่างสุดความสามารถ ด้วยความอายที่แอบรักเขาข้างเดียวข้าวเหนียวนึ่ง แต่เนื่องเป็นการหลงรักครั้งแรกไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับการอารมณ์นั้นอย่างไร ฉันคงจะแสดงออกนอกหน้ามากไปหน่อย

นักปฏิวัติรุ่นใหญ่มาดขรึม ที่ฉันแอบหลงรักคงจะรู้สึกอึดอัด ถึงกับเข้าไปเล่าแจ้ง แถลงไขกับพ่อแม่ของฉันว่า เขาน่ะมีแฟนแล้ว  รักใครอีกไม่ได้   โธ่ ! ไม่ต้องบอกหรอก ว่า มีแฟนแล้ว  ถึงจะรู้ว่าเขามีแฟนแล้วก็ยังไม่รู้จะตัดใจอย่างไร อายหน้ามาก !  แต่ยังไงก็ตาม สหายหญิงในขบวนปฏิวัติมักถูกชมชอบมากกว่าไปแอบชอบ เนื่องจากสหายหญิง มีน้อยกว่าสหายชาย

สู่สายธาร แห่งการปฏิวัติ โจมตีค่าย ดัดแปลงตนเองสู่ “” และ เหตุระทึกใจ ในไร่ข้าว

สู่สายธาร แห่งการปฏิวัติ

 “ ขอฝากเสียงเพลง.......แด่เธอเมื่อยามห่างไกล.................” เสียงเพลงอำลา ดังขึ้น ไม่เว้นแต่ละวัน  6 เดือนในโรงเรียนการเมือง การทหาร 6 ตุลา หนุ่มสาวรุ่นเยาว์ ที่ได้รับการหล่อหลอมให้เข้มแข็ง ทั้งร่างกายและจิตใจ ต่างแบกเป้ ถือปืนแยกย้ายกันออกปฏิบัติหน้าที่ ด้วยจิตใจฮึกเหิม บางกลุ่มเดินทางต่อไปยัง ฐานที่มั่นอื่น ๆ บางกลุ่ม ลงไปขยายเขตงานใหม่  ในพื้นราบใกล้เมืองเข้าไปทุกขณะ  บางคนไปเรียนต่อที่แนวหลังซึ่งหมายถึงประเทศจีนหรือชายแดนลาว - จีน   ทิ้งผู้ที่ยังไม่ได้รับคำสั่งให้ไป  ปฏิบัติหน้าที่ ยืนเรียงแถวจับมืออำลา น้ำตานองหน้าด้วยความอาลัย อาวรณ์

หลังจากชำนาญในหน้าที่นักรบอนามัยแล้ว ฉันได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นนักรบพยาบาล และมีคำสั่งจาก "จัดตั้ง" ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ เป็นนักรบพยาบาลในค่ายทหารซึ่งเราเรียกกันว่า “กองทหาร 85” ซึ่งมีเพื่อนร่วมรุ่นจากโรงเรียน 6 ตุลา มาอยู่ด้วยกันหลายคน เช่น สหายธรรม ตัวผอมสูง ชอบใช้ช้อนกินข้าวทำจากปีกเครื่องบิน เป็นช้อนที่เขาภูมิใจมากและพกติดตัวอยู่ตลอดเวลาเพราะมีขนาดใหญ่ เหมาะกับปากที่กว้างของเขา นอกจากสหายธรรมแล้ว ยังมี สหายนำชัยพระเอกลิเก  สหายชูชัย   สหายชิด จากปักษ์ใต้ และ สหายเยี่ยม ตัวเล็กๆ ผมหยิก

เป็นเวลาเกือบ 30 ปี แล้ว ตั้งแต่แยกย้ายกันลงมาจาก เขต 8 ฉันไม่เคยพบหรือได้ข่าว สหายเยี่ยม อีกเลย ส่วน สหายชิด เพิ่งได้ข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า เป็นครูสอนอยู่ภาคอีสาน

กิจวัตรประจำวันในค่ายทหาร 85 ขณะสถานการณ์ปกติ ไม่มีอะไรมาก ดูแลผู้ป่วยทั่วไปในช่วงเช้าและเย็น ร่วมกับนักรบพยาบาลอีกคนหนึ่งคือ สหายย่าหลี หนุ่มม้งรูปหล่อสำอางและอนามัยจัด ตอนหลังมี สหายวารี ซึ่งมาจากแนวหลัง มีข่าวว่าเส้นใหญ่เพราะเป็นแฟน ของสหายจัดตั้ง มาเป็นทีมรักษาพยาบาลของ กองทหาร 85 ด้วย กลางคืนสอนภาษาไทยให้สหายม้ง บางวันทำหน้าที่เป็นแม่ครัวหุงข้าวด้วยกระทะใบบัวขนาดใหญ่มาก.. จนไม่น่าเชื่อว่าฉันจะมีความสามารถหุงข้าวผสมกับมันเทศ  ข้าวโพดหรือมันสำปะหลังจนสุกนุ่มหอมกรุ่น

ฐานที่มั่นเขต 8 มีปัญหาขาดแคลนข้าวเป็นประจำ ซึ่ง เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องขยายฐานที่มั่นไปทาง เขต 7 ผาจิ – ผาช้าง บางปีก็เนื่องมาจากผลผลิตข้าวได้น้อย ปีไหนที่ต้นไผ่ออกดอก หนูจะออกมากินดอกไผ่แล้วเลยมากินเม็ดข้าวที่แก่จัดยังไม่ทันเก็บเกี่ยว

ไผ่ถือเป็นหญ้าชนิดหนึ่งซึ่งเป็นหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาหญ้าทั้งหลาย ไผ่กอหนึ่ง มีอายุประมาณ 20-50 ปี ต้นไผ่จะออกดอก หลังจากออกดอกแล้วไผ่กอนั้นก็จะตายยกกอ นับเป็นมหัศจรรย์ธรรมชาติ ที่กำหนดให้ไผ่ต้องออกดอกเพื่อขยายพันธุ์ก่อนที่จะตาย

เมื่อหนูออกอาละวาดกินข้าวในไร่ เราจึงต้องนำมันเทศ มันสปะหลังหรือข้าวโพดมาหุงปนกับข้าว เพื่อเพิ่มปริมาณ ให้เพียงพอต่อกำลังพลทั้งกองทหาร

การกินข้าวที่หุงปนกับมันเทศและมันสำปะหลัง เป็นสิ่งที่พวกเราพอทนได้เพราะอร่อยเหมือนกินขนม  แต่การกินข้าวหุงปนกับข้าวโพดโดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ค้างปี ที่กว่าจะนำมาหุงปนกับข้าว ต้องเอาเมล็ดข้าวโพด มาโม่กับโม่หิน ให้ป่นเป็นเม็ดเล็ก ๆ แช่น้ำ แล้วนำมาหุงกับข้าวฝืดคอมาก!

ทหารปฏิวัติจะได้รับอาหารไม่ครบห้าหมู่ ส่วนใหญ่จะได้รับแต่คาร์โบไฮเดรทจากข้าว มัน ต่าง ๆ  วิตามินบางส่วนจากพืชผัก ส่วนโปรตีนค่อนข้างจะขาดแคลน นาน ๆ จะมีเนื้อหมู หรือสัตว์ป่าที่สหายม้งล่ามาได้ 

ในบางช่วงเวลา  ฉันมีอาการประหลาด ๆ คือ มีอาการอยากกินของแปลก ๆ  เช่น  ข้าวสารที่ตำเสร็จใหม่ ๆ จากครก  รู้สึกว่าหอม หวาน มัน อร่อย ต้องแอบกำมาใส่กระเป๋าเสื้อไว้แล้วแอบล้วงมากินโดยไม่ให้ใครเห็น รู้สึกว่าตนเองผิดปกติ ในฐานะหมอปฏิวัติได้แต่แอบวิเคราะห์อาการของตัวเองว่า อาจจะเกิดจากการขาดธาตุอาหารบางอย่าง ทำให้เกิดอาหารอยากกินของแปลก ๆ ทำนองเดียวกับ คนทางภาคอิสานที่ชอบกินดิน  แต่ไม่กล้าปรึกษาหมอ หรือให้คนอื่นรู้  เพราะอายในอาหารผิดปกติของตัวเอง

อย่างไรก็ตามการกินข้าวหุงผสมข้าวโพดและหัวเผือกหัวมัน ก็ทำให้นักปฏิวัติอ้วนท้วนสมบูรณ์จากแป้ง โดยเฉพาะสหายหญิง หลังจาก ทำหน้าที่แม่ครัว จัดหาอาหารเช้า ห่ออาหารกลางวันให้แก่สหายที่ออกไปปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ แล้ว ฉันก็ออกไปกับหน่วยผลิต ไปเก็บผักหักหัวปลี หาฟัก แฟง แตงกวา หน่อไม้ บางปีพวกเรากินฟักทอง กับหน่อไม้ทุกมื้อจนตัวเหลืองอร่ามเป็นสังข์ทอง ทหารปฏิวัติหลายคน ในลำห้วยเราก็เก็บหอย   ผักกูด    แต่อย่าหวังว่าจะได้กินปลาจากลำห้วย ถ้าไม่มี สหายจำเนียร และ สหายสุนันท์ ชาวภูไทไปด้วย เพราะ ทักษะในการจับปลาด้วยมือเปล่า ต้องยกให้สหายจากภาคอิสาน เขาเก่งมากในการดำรงชีวิตในป่า เมื่อเก็บวัตถุดิบในการทำอาหาร เต็มเป๊อะแล้วเราก็พากันไปนั่งใน ไร่อ้อย ของประชาชนม้ง ตัดอ้อยมากินแก้กระหาย

ประชาชนม้ง มักปลูกอ้อยดำ ใช้สำหรับหีบทำน้ำอ้อย กินเป็นอาหารหวาน หรือใช้จิ้มกินกับ “หยัวหรือขนมตุ๊บตั๊บ”  คือข้าวเหนียวนึ่งสุก นำมาตำในครกไม้จนเหนียวเป็นหนึบ แล้วปั้นเป็นแผ่นกลม แบน ตอนกลางคืนนั่งคุยกันรอบกองไฟ ก็เอา “หยัว” มาปิ้ง “หยัว” จะถูกความร้อนจนพองตัว หอมกรุ่นจิ้มน้ำอ้อยกินรสชาดวิเศษมาก   เป็นความสุขที่ไม่ต้องคำนึงถึงอนาคต

ถ้าไม่ได้ออกไปหาผักหาหญ้า ก็จะไปฝัดข้าวที่ “ครกน้ำ” ซึ่ง ใช้พลังน้ำแทนแรงคนเหยียบ จากคนที่ไม่เคยฟัดข้าว ฉันสามารถฟัดข้าวได้ชำนาญชนิดที่ว่า สามารถหมุนกระด้งบังคับให้ข้าวเปลือกแยกจากข้าวสารมากองรวมกันอยู่ตรงกลาง  เพื่อเก็บออกอย่างง่ายดาย

“ครกน้ำ” ที่กองทหาร 85 นอกจากจะใช้ตำข้าวเปลือกเป็นข้าวสารเลี้ยงทหารใน กองทหาร 85  แล้ว ยังถูกใช้เป็นสถานที่ในการนัดพบของสหายชาวม้งอีกด้วย ครั้งหนึ่งมีสหายพบเศษกระดาษ หล่นอยู่บริเวณกองทหารมีข้อความเขียนว่า “พบกัน ที่ ค.น เวลา 2 ทุ่ม” จัดตั้งนำมาอ่าน วิเคราะห์กันอย่างเคร่งเครียด เนื่องจากเกรงว่าจะมีสายลับเข้ามาสอดแนบในค่ายทหาร ค.น. แปลว่าอะไร ใครนัดใครเพื่ออะไร ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่ามีหนุ่มสาวคู่หนึ่ง นัดพบกันที่ครกน้ำ เวลา 2 ทุ่ม การส่งรหัสลับ ค.น. (ครกน้ำ) ดังเกรียวกราวและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในกองทหาร 85 นานเป็นสัปดาห์

ชีวิตในกองทหาร วนเวียนอยู่กับการทำมาหากิน ปลูกข้าวปลูกมัน ข้าวโพด เก็บผัก หักฟืน  จัดหมวดทหารออกลาดตระเวนชายฐานที่มั่นเป็นครั้งคราว หน่วยทำงานมวลชน ก็ออกไปปลุกระดมมวลชนตามชายฐานที่มั่น

ฉันนึกย้อนไปว่าจุดหมายปลายที่  ท้องฟ้าสีทอง ผ่องอำไพ ประชาชน  จะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ดูจะเลื่อนลอยเหลือเกิน  ถ้าชีวิตของทหารปฏิวัติยังวนเวียนอยู่กับการเก็บผักหักฟืนอยู่เช่นนี้

นอกเหนือจากหน้าที่ดูแลรักษาพยาบาลทหารในกองทหาร  85 แล้ว นักรบพยาบาลยังต้องมีหน้าที่รักษาโรคภัย ไข้เจ็บของประชาชน ที่อยู่รอบ ๆ กองทหาร  

โรคฮิตติดอันดับที่อยู่คู่ทหารและประชาชนบนฐานที่มั่น  “คือไข้หนาว” หรือ ไข้มาลาเรีย  ฉันซึ่งเป็นนักรบพยาบาล ก็หนีไม่พ้นจากอาการหนาวสั่นของไข้หนาว ช่างเป็นอาการไข้ที่ตรงต่อเวลายิ่งนัก พอถึงเวลาก็จะปวดกระดูกกระเดี้ยว หนาวสั่น ห่มผ้าหนาเท่าไหร่ก็ไม่หายหนาว   พออาการหนาวสั่นหมดฤทธิ์ ก็จะทิ้งอาการอ่อนเพลียไว้ให้ จนกว่าจะถึงเวลานัดก็จะหนาวสั่นอีกครั้ง การรักษาพยาบาล ประชาชนเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย โดยส่วนใหญ่ ญาติก็จะตามหมอให้ไปรักษาอาการที่บ้าน ซึ่งบางทีใช้เวลาเดินเท้า  ถึง 2–3 ชั่วโมง บางครั้งญาติก็จะพาคนไข้มารักษาที่โรงหมอ ฉันมีประสบการณ์ในการรักษาเด็กที่เป็นไข้หนาว ตลอดเวลา 3 คืน 4 วัน  ที่ฉันอดตาหลับขับตานอนดูแลป้อนข้าวป้อนยา เช็ดเนื้อ เช็ดตัวลดไข้ พยุงลุก พยุงนอน เช็ดอ้วก อาเจียน จนอาการไข้ดีขึ้น ก่อนกลับบ้านฉันคิดค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 5 บาท เป็นค่ายาคลอโรควีน ซึ่งฉันคิดว่าไม่มีโรงพยาบาลแห่งไหนในโลก ที่คิดค่ารักษาพยาบาลถูกขนาดนี้ อันที่จริงไข้มาลาเรีย มียากินสำหรับป้องกัน   แต่เนื่องจากความขาดแคลนหยูกยา และเวชภัณฑ์ ในฐานที่มั่น ประกอบกับความรู้ และการจัดการด้านสาธารณสุขมูลฐานยังล้าหลัง ทำให้ละเลยในเรื่องของการป้องกัน 

เวลาออกไปรักษาประชาชนม้ง มักพบการรักษาตนเองที่แปลก ๆ เช่น การใช้เหรียญบาท 2 เหรียญ ประกบกันคล้ายแหนบ  แล้วใช้หนีบบริเวณหน้าผากหรือผิวหนังบริเวณลำคอ ตรงที่มีเส้นเลือดพาดผ่าน จนเป็นรอยช้ำแดงม่วงเต็มไปหมด ดูแล้วโหดมาก นัยว่าการหนีบบริเวณผิวหนังจะช่วยลดความร้อนในร่างกายเวลาไข้สูง ซึ่งก็ค่อนข้างจะสอดคล้องกับการรักษาแบบแผนปัจจุบัน ที่เวลาไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำแล้วเช็ดแรง ๆ บริเวณหน้าผาก ลำคอและข้อพับเพื่อระบายความร้อน ครั้งหนึ่ง ฉันและสหายบินซึ่งเป็นเพื่อนนักรบพยาบาล ถูกตามตัวไปทำคลอดที่หมู่บ้านชมภู ไม่ไกลจากค่ายทหาร  85 นัก ขณะที่ฉันและสหายบินกำลังสาละวนอยู่กับการเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือช่วยคลอดในห้องอับ ๆ แคบ ๆ  ทางฝ่ายญาติ พี่น้อง และหมอผีประจำหมู่บ้าน  ก็กำลังเตรียมพิธีกรรมบางอย่างอยู่เช่นกัน พอถึงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็ม หัวเด็ก ผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ตรงปากช่องคลอด   ฉันอยู่ในท่าเตรียมพร้อมเพื่อช่วยคลอด ในขณะ ที่ตัวเด็กกำลังจะหลุดออกมาจากปากช่องคลอด หมอผีก็นำแม่ไก่ตัวใหญ่เข้ามาในห้องคลอด โดยที่เราไม่สามารถห้ามปรามได้ว่าเด็กและแผลของแม่อาจติดเชื้อได้ เพราะเป็นความเชื่อของประชาชนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หมอผีจับขาแม่ไก่ชูขึ้นเหนือหญิงใกล้คลอด   ด้วยความตกใจแม่ไก่ส่งเสียงร้องดัง กระต้าก ๆ กระพือปีก ผลึบ ผลับ ๆ  ผสานกับเสียงร้องจ้าของเด็กแรกเกิดเป็นที่โกลาหล ในห้องเล็ก ๆ แห่งนั้น

การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ของ ประชาชนในฐานที่มั่นยังคงล้าหลัง และรักษาแบบดั้งเดิม โดยอาศัยพิธีกรรมการรักษาของหมอผีประจำหมู่บ้านและยาสมุนไพร เนื่องจากหมอจากกองทหารมีไม่เพียงพอที่จะดูแลรักษาประชาชนได้อย่างทั่วถึง

โจมตีค่าย    

คืนนั้นเดือนมืดสนิท ไม่มีแม้แต่แสงดาว ทหารกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย เดินแถวเรียงเดี่ยวในป่าทึบ ฉันอดประหลาดใจไม่ได้ว่า สหายที่เดินนำอยู่หน้าขบวนรู้ได้อย่างไรว่าจะเดินไปทางไหนท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือของตนเอง พวกเราต้องเก็บเอาไม้ไผ่ผุ ๆ   ที่มีแสงสว่างเรืองของฟอสฟอรัส มาเสียบไว้ที่เป้หลังของสหายที่เดินอยู่ข้างหน้าเป็นสัญญาณแสงสว่าง ดั่งแสงหิ่งห้อยตัวน้อย บินวับแวม เป็นทิวแถว ทั้งป่าเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เสียงแมลงกลางคืน นอกจากเสียงหัวใจระทึก ด้วยความตื่นเต้น ! การที่มีโอกาส ได้นำความรู้และประสบการณ์    และยุทธวิธีทางทหาร ที่ได้เรียนมาจากโรงเรียนการเมืองการทหาร   6 ตุลา ไปสู่การปฏิบัติ เช่น การซุ่มโจมตีศัตรูฝ่ายตรงกันข้าม หรือการเข้าตีค่ายทหารหรือค่ายตำรวจ ต.ช.ด. เป็นความปรารถนาของทหารปฏิวัติทุกคน เพราะเป็นโอกาสที่จะได้ทดสอบความกล้าหาญและความเข้มแข็งของจิตใจ 

เมื่ออยู่กองทหาร   85    ฉันมีโอกาสได้ร่วมขบวน  กับทหาร ที่ไปโจมตีค่าย แห่งหนึ่ง   ปืนที่ฉันใช้คือ  “ปืนคาร์ไบร์”  เป็นปืนขนาดเล็กและเบาที่สุดเหมาะสำหรับสหายหญิง  สหายชายบางคนปากเสรี  ! ชอบพูดค่อนแคะว่า แบกปืนไปยิงนกเหรอ ?   แน่นอนสหายชาย  ต้องทนหนักแบก ปืนอาก้าร์   กระสุนเต็มอัตราศึก แม๊กบรรจุกระสุนคาดเต็มแผ่นอกเพราะเท่ห์ และแรง ! ใกล้สว่าง ขบวนของทหารของประชาชนก็มาหยุดอยู่บนสันเขาเหนือค่ายแห่งนั้น เพื่อรอเวลารุ่งสาง ทิศทางที่ตั้งค่ายซึ่งเป็นจุดเป้าหมายในการระดมยิงถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายอย่างชัดเจนแก่ทหารทุกคนเพื่อแยกแยะระหว่างค่ายและบ้านเรือนของประชาชน

มีเหตุระทึกใจเกิดขึ้นก่อนการจู่โจมเล็กน้อยชาวบ้าน  4   คน กลับมาจากการล่าสัตว์ในป่ากำลังจะเข้าไปในหมู่บ้าน เผอิญพบกับทหารปฏิวัติจึงถูกกักตัวไว้เพื่อป้องกันการเสียลับ ทั้ง  4  คน หวาดกลัวมากที่เจอทหารป่า เพราะฝ่ายรัฐบาลได้โฆษณาชวนเชื่อ ถึงความโหดร้ายของทหารป่า ระหว่างที่ตกเป็นเชลยจำเป็นของทหารปฏิวัติ  หน่วยปลุกระดมมวล ก็เข้ามาทำงานความคิดเพียง 1- 2 ชั่วโมง   ชาวบ้านทั้ง 4 คน พอจะเชื่อแล้วว่า ทหารกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยไม่อาจทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์

จรวด อาร์ พี จี  ลูกแรกระเบิดขึ้น เมื่อฟ้าสาง   เปลวเพลิงลุกโชน ทาทาบขอบฟ้ายามรุ่งอรุณ  แดงเดือด ดังสีเลือด !  ทปท.ต่าง ระดมยิงไปยังเปลวไฟ  ซึ่งเป็นที่ตั้งค่ายอย่างไม่ผิดเป้าหมาย 

สหายเหมย  สาวจาวเจียงฮายโดยกำเนิด    ได้รับหน้าที่เป็น โฆษกในสงครามประชาชน ครั้งนี้  ประกาศเสียงหวาน ผ่านโทรโข่งเป็นภาษากำเมืองเจียงฮาย    แข่งกับเสียงปืน          ที่ระดมยิงดังสนั่นหวั่นไหว   ว่า   “ป้อแม่   ปี้น้อง  เจ้า............... ขอหื้อแหม่บลงปื้นกะล่าง     จะไปล่น   ระวังจะโดนลูกหลงเน้อเจ้า...……” 

การโจมตี ผ่านไป ไม่ถึง 1 ชั่วโมง   ทหารของประชาชนก็ได้รับชัยชนะสามารถตีค่ายแตก พวกเราถอยทัพกลับฐานที่มั่น   ด้วยความรื่นเริง ร้องเพลิงปฏิวัติ  ครื้นเครงกันไปตลอดทาง ระหว่างที่พวกเรากำลังนั่งกินอาหารเช้า เสียงเครื่องบินและเสียงปืนกลอากาศ รัวเป็นชุด แว่วมาจากค่าย ช้ากว่าทหารปฏิวัติเกือบชั่วโมง

หลังจาก การโจมตีค่าย ในครั้งนั้น  พวกเรามีเรื่องตลกคุยกันไปอีกหลายวัน ก็ คำประกาศผ่านโทรโข่ง ของ สหายเหมย แหม !   มัน หยั๋ง มา หวาน จื่นใจ ดี แต้ ๆ   เจ้า...... !

ดัดแปลงตนเองสู่ “”

เป็นนักรบพยาบาลอยู่ในกองทหาร 85 นานพอสมควร จะเป็นด้วยฉันปฏิบัติตัวได้ดี ไม่มีความคิด หรือการกระทำที่เสรี (“เสรี” คือ ความคิดและการกระทำที่ออกนอกกฏระเบียบของพรรคที่ตั้งไว้ เช่น สหายชายต้องไม่กดขี่ทางเพศกับสหายหญิง เป็นต้น) หรืออย่างไรก็ไม่ค่อยจะแน่ใจนัก  ก็มีสหายรุ่นพี่ มี สหายเยี่ยม สหายชูชัย มาพูดคุยด้วยเป็นพิเศษ  ทีแรกคิดว่ามาจีบเราแต่ทำไมพูดแต่เรื่องเครียด ๆ  ไม่เห็นจะโรแมนติก กุ๊กกิ๊กเหมือนคนจีบกัน 

มารู้ภายหลังว่าเขาเป็น “” ซึ่งหมายถึง  “สมาชิกพรรคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” เขาพูดคุยในเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีสาระทั้งสิ้น ให้เราเรียกร้องตนเองให้สูงยิ่งขึ้น เพื่อก้าวไปสู่การเป็น “” หรือ “สมาชิกสันนิบาตเยาวชนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย”

หลังจากพูดให้ฉันรู้ตัวแล้ว เขาก็ส่งฉันไปอยู่ที่ หมวดผลิต ซึ่งตั้งสำนักอยู่ห่างจากกองทหาร 85 ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 1ชั่วโมง  ที่หมวดผลิต มีฉันเป็นคนพื้นราบอยู่คนเดียวนอกนั้นเป็นสหายม้ง

หมวดผลิตมีหน้าที่หลักคือการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงกองทหาร มีทั้งการปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด ปลูกเผือก ปลูกมัน ฟัก แฟง แตงกวา สารพัดอย่างที่จะกินได้

หน้าที่หลักของฉัน ก็คือ การดูแลรักษาพยาบาล สอนภาษาไทยให้แก่สหายม้ง และใช้แรงงานทำการผลิตทุกชนิด ร่วมกับสหายม้ง ตลอดระยะเวลา 3 เดือน ที่ฉันอยู่หมวดผลิต ชีวิตวนเวียนอยู่กับการตื่นเช้า ตำข้าว หุงหาอาหารแล้วออกไปฟันไร่ สักข้าว ถางหญ้าในไร่ข้าว ไร่ข้าวโพด ระหว่างที่ถางหญ้าในไร่ก็เจอแตงกวา ซึ่งได้หย่อนเมล็ดไว้พร้อมกับการสักข้าว  เราก็ผ่าแบ่งกันกินแก้กระหายน้ำ    แตงกวาลูกหนึ่งกินได้หลายคน เพราะลูกใหญ่มาก ขนาดเท่าน่องคน ตอนเย็น เสร็จจากงานในไร่  ก็ชวนกันไปอาบน้ำในลำธารใสเย็นข้างสำนัก

เวลาอาบน้ำสหายหญิงม้งชอบโนบรา ใส่แต่กางเกงในทหารตัวใหญ่สีเขียว แต่ฉันยังทำใจไม่ได้ ต้องใส่ทั้ง 2 ชิ้น และแอบรู้มาว่า มีสหายชายบางคนนิสัยไม่ดี เสรี ชอบไปซุ่มอยู่ริมห้วยคอยแอบดูสหายหญิงอาบน้ำ 

ตอนกลางคืนก็สอนหนังสือ เช้าตรู่ตื่นขึ้นมาตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง กินอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ไปไร่ จนถึงเวลาเก็บเกี่ยว พอเก็บข้าว เข้ายุ้งฉางเสร็จเรียบร้อย ผิวของฉันซึ่งคล้ำอยู่แล้วก็ดำเมี่ยมไปทั้งตัว เวลายิ้มเห็นแต่ฟัน  บางโอกาสที่ได้กลับมาเยี่ยมกองทหาร 85 เพื่อน ๆ ชาวพื้นราบยังอุตส่าห์กลั้นใจชมให้ชื่นใจว่าผิวฉันสีแทนสวย

เหตุระทึกใจ ในไร่ข้าว

 “เนี่ย....ยย.. เย....เป้ะเส่ง จิ ปา จั้ว....อ๊อก..... เสียงไฮ่กื๋อเชี่ย  ที่สหายหญิง และสหายชายชาวม้ง ร้องโต้ตอบกันดังก้องกังวานไปทั่วทั้งไร่  เสียงโอวี 10 แว่วมาแต่ไกลและมุ่งตรงมาที่ไร่ข้าวของเราอย่างไม่ผิดเป้า  เห็นทีจะไม่ได้การเพราะ หมวดผลิตเกือบ 20 คน กลางไร่ข้าวเป็นเป้าเด่นมากไม่มีที่กำบังเลย 

สหายประโยชน์ ผู้หมวดหนุ่มม้งรูปหล่อเหมือนพระเอกหนังจีน ที่รับผิดชอบหมวดผลิต  ตะโกนออกคำสั่งให้หาที่หลบเครื่องบิน ท่ามกลางเสียงกระหึ่มของโอวี  10 ที่บินวนเวียนเหนือไร่ข้าว  มันบินต่ำชนิดที่ว่าเกือบจะมองเห็นตัวนักบิน

ในฐานที่มั่น มักจะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือนอยู่เป็นประจำโดยจะเดินทางมาทางอากาศคือเครื่องบิน เครื่องบินที่มักจะบินวนเวียน รุกล้ำน่านฟ้าฐานที่มั่น มีอยู่  2  ชนิด ซึ่งชาวฐานที่มั่นรู้จักและใจเต้นระทึกทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียง คือเครื่องบินตรวจการลำใหญ่ เราเรียกมันว่า “คาลิบู” หลังจากเจ้าคาลิบูมาบินวนเวียนสักพัก  เสียงกระหึ่มของ "ไอ้สองหาง" หรือ “โอวี