A
โดย ส.ขานคำ(พรรค)
โรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา
ดอยยาว-ดอยผาหม่น โรงเรียนการเมืองการทหารเขตดอยยาว-ดอยผาหม่น
มี 2 ชุด ชุดแรกชื่อโรงเรียนการเมืองการตลาด
6 ตุลา เปิดสอนรุ่นเดียว นักเรียน
รร.การเมือง-การทหารรุ่นนี้
จบแล้วล้วนรับภาระหน้าที่สำคัญทั้งในเขตฐานที่มั่น แนวหน้า
และไปศึกษาต่อแนวหลังทั้งด้านการแพทย์ ศิลปวัฒนธรรม และอื่น ๆ โรงเรียนการเมืองการทหารที่จะเขียนถึงต่อไปนี้เป็นเฉพาะ
รร. การเมือง-การทหาร
7 สิงหา
top
**บุกเบิก
ทีมงานบุกเบิก รร.
การเมืองการทหาร 7 สิงหา ประกอบด้วย ส.เก่า
และ ส.ใหม่ทั้งใหม่สด
และใหม่ที่ย้ายมาจากภาคใต้ งานบุกเบิก เริ่มต้นประมาณกลางเดือนมกราคม ปี
2521
ส. ระพินทร์
(ที่จบจาก รร.การเมืองการทหาร
6 ตุลา) นำ ส.ใหม่ ประมาณ
10 คนเดินขึ้นภูชายแดน เพื่อข้ามไปยังฝั่งลาว
ตลอดเส้นทาง จากสำนักกองทหาร 85
เป็นการเดินขึ้น ๆ อุปกรณ์สำหรับ ส.ใหม่
ประกอบด้วย บัลโล หรือ เป้สนาม พร้อม ของใช้ส่วนตัว
มี เสื้อผ้า 2
ชุด
ผ้าผลัดอาบน้ำ ผ้าห่ม ผ้ายางสั้น ผ้ายางยาว เหล็กปะรองเท้า
และเศษรองเท้าเก่า เป็นต้น
เส้นทางช่วงหนึ่งบนภูชายแดน
ค่อนข้างโล่ง
บัดดลมีเสียงจากปลายฟ้า
“อื่มมมมมม…….”
ส.ใหม่
ส่วนใหญ่ ยังไม่มีประสบการณ์ กับเสียงที่ว่า
บางคนเพลินการมองชมธรรมชาติ ที่มองไปทางไหน ก็เห็นทิวเขาสุดลูกหูลูกตา
“เครื่องบินมา หลบใต้ต้นไม้
ใกล้โขดหิน นั่งลงอยู่นิ่ง ๆ” ส.ระพินทร์
ตะโกนบอกมาจากหัวขบวน ส. แต่ละคน ต่างแอบโคนไม้ หรือโขดหินข้างทาง
คนที่ไกลจากที่หลบซ่อนได้ต้องวิ่ง จนหอบ
เมื่อหลบได้ที่แล้ว
สายตาทุกคู่
มองไปยังที่มาของเสียง เครื่องบิน
“โอวี 10” ส.
เก่า
ที่ปิดท้ายขบวนบอก
บนฟ้า
โอวี
10 จำนวน
2 ฝูงๆ ละ 3
ลำ
บินจิกหัวลงทิ้งระเบิด
และยิงกราดยอดดอยเล็ก ๆ เบื้องล่าง
สำหรับ ส.ใหม่บางคน นี่เป็น
“ครั้งแรก” ที่ได้เห็น
“สงคราม”
จากของจริง
“เอ้า,
ไปต่อได้”
เมื่อเห็นว่าปลอดภัยสักครู่ ส.ระพินทร์
สั่งเดินทางต่อ
ดินไปสักพัก ก่อนข้ามสันภูชายแดน
เสียงเครื่องบินก็ดังมาอีก คราวนี้ทุกคนหลบ โดยไม่ต้องมีการบัญชาการ “แฮลิบู –
ไอ้ปากหมา มันเป็นเครื่องบินลาดตระเวนและชี้เป้า”
สหายระพินทร์บอก หลังจากเครื่องบินดังกล่าว บินเลยไป ตรงจุดพักเหนื่อยใต้ร่มไม้ครึม
ส.ระพินทร์ ขยายความให้ ส.ใหม่
ฟังว่า เครื่องบินแฮลิบู เป็นเครื่องบินสอดแนม หรือ “ไอ้ปากหมา”
แต่เอาแน่ไม่ได้ บางทีมันก็ยิงกราดไปด้วย
ดังนั้นเมื่อเครื่องบินมา ต้องระวังการเสียลับที่ตั้ง ให้มากเข้าไว้
เครื่องบินอีกประเภทหนึ่ง
ที่ต้องระวังไว้
ก็คือ “ไอ้ช้างร้อง”
หรือ ซี 130
เวลาบินมา
ดังเหมือนช้างร้องมาแต่ไกล บางคนก็ฟังเป็นเสียง “อู
ๆ อู ๆ” “ไอ้ช้างร้อง”
นี้บินช้า อุ้ยอ้าย ใต้ท้องหุ้มเกราะยิงไม่เข้า และตกยาก
เพราะใช้ใบพัดมีหลายเครื่องยนต์ อันตราย คือ บินอยู่บนท้องฟ้าได้นาน
กระสุนเยอะยิงกราดได้หลายชั่วโมง กระสุนก็อันตรายเป็นขนาด 20
มม. และกระทบแตก
เสียงตอนยิงดังบนฟ้าก่อน “ป๊อก ๆ ๆๆ”
เมื่อตกกระทบเป้าหมายกระสุนจะแตกออกเป็นลูกเล็ก ๆ เสียงดัง
“ตึ้ง ๆ ๆ ๆ ๆ”
เวลาหลบต้องรัดกุมอาศัยไม้ใหญ่อยู่คนละทิศทางกับเครื่องบิน
เวลาไอ้ช้างร้องยิงต่อเนื่องเสียงจะดัง ป๊อก ๆๆๆ ตึ้ง ๆๆๆๆ สลับกันไปเรื่อย
ๆ
ทีมบุกเบิก เดินข้าม
ภูชายแดนลงสู่ไหล่เขาแผ่นดินลาว มองเห็นหมู่บ้านประชาชนลาวชัดเจน
เพราะไม่ต้องสร้างอยู่ใต้ต้นไม้ เหมือนหมู่บ้านและสำนักหน่วยงานต่างๆ
ใน เขตดอยยาว-ผาหม่น
top
**ทีมงานชุดแรก
ทีมงานชุดแรก ในการบุกเบิก รร.การเมืองการ-ทหาร
7 สิงหา
เท่าที่นึกได้มีดังนี้ ส.รับผิดชอบ
มี ส.ระพินทร์ อดีตผู้นำชาวนา
ส.เล่าเม้ง เป็นสหายม้ง ส.ทัศน์
มาจากแนวหลังดูแลงานพลาธิการ ส.หมอพิชิต
รับผิดชอบเรื่องงานพยาบาล และอีกหลายท่านที่ยังนึกชื่อไม่ออก
ส.ใหม่
ชุดแรกมี 3 กลุ่มที่มาสนธิกำลังกัน มี ส.สรรค์
ส.รื่น. ส.ขาน
และ ส.ธาร
จากกรุงเทพฯ มี ส.ทางทางใต้อาทิ
ส.เหมย ส.สล่า
และ มี ส.อีกชุดหนึ่ง คือ ส.วิน
ส.บำเพ็ญ เป็นต้น
วันแรกเมื่อถึงที่หมายก็บ่ายโข ภารกิจ
อันดับแรก คือ ปรับดิน ตัดใบไม้เลือกที่นุ่ม ๆ ไม่คัน
มาปูนอนใต้ร่มไม้ โดยทำเพิงชั่วคราว
หลังคาปูใบตองและเสริมด้วยผ้ายางกันน้ำค้าง
การประชุมตอนเย็น ส.ระพินทร์
แจ้ง รหัสประจำหน่วย คือ 20 (สองศูนย์)
กำหนด รหัสเคาะติดต่อ แสดงการเป็นพวกเดียวกัน กำหนด
จุดนัดพบที่หนึ่ง และจุดนัดพบสำรอง หากเกิดเหตุฉุกเฉิน
ทั้งนี้เพราะ ในปี 2521
นั้น ประชาชนลาวเพิ่งได้รับชัยชนะจากการปฏิวัติ
แต่ก็ยังมีกลุ่มปฏิการ (หมายถึง
กลุ่มกำลังอาวุธปฏิกิริยา
เป็นศัพท์ที่ใช้กล่าวถึงกองกำลังอาวุธฝ่ายตรงข้ามกับประชาชน)
ติดกำลังอาวุธกลุ่มย่อย ๆ
ดำรงอยู่
รุ่งขึ้นประชุมเช้าพร้อมกัน มี ส.ใหม่
และ ส.เก่าทั้งสิ้นสัก 20
คน
ภาระหน้าที่หลัก คือ
การสร้างโรงเรียน ให้ทันกำหนดเปิดเรียน การแบ่งงาน ดังนี้
ส่วนหนึ่ง ตัดไม้ไผ่และไม้จริง มาทำเพิงพักนอนชั่วคราว
และเตรียมสร้างอาคารโรงพักขนาดใหญ่
อีกส่วนหนึ่งไปกับ ส.ทัศน์
ซื้อและลำเลียงเสบียง จาก หมู่บ้านม้งลาว
ที่เห็นจากไหล่ภูชายแดน
ส่วนที่สาม ไปกับ ส.ระพินทร์
สำรวจแหล่งฟันไร่ ทำสวนผัก ส่วนที่สี่ อยู่ ณ ที่ตั้ง ปรับที่
ตระเตรียมอาหาร จัดทำเส้นทางเดินไปอาบน้ำ ไปสุขา
งานหลัก ๆ
ของการบุกเบิกสร้างโรงเรียนประกอบด้วย การสร้างบ้าน ที่พัก ฟันไร่ข้าวโพด
ไร่มัน ถางป่าเตรียมที่ปลูกผัก งานลำเลียงเพื่อเตรียมเสบียงไว้ล่วงหน้า,
เกี่ยวหญ้าคา, ตัดไม้ไผ่,
ตัดไม้จริง, ผ่าฟืน,
สร้างบ้าน ปรับพื้นที่ทำสนามฝึก
งานทั้งหลายเหล่านี้เป็นในลักษณะทยอยทำพร้อม ๆ
กับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น ถึงอย่างไร รร.การเมือง-การทหาร
ก็ต้องพึ่งตนเอง!
top
**สองคู่หูรายงานข่าว
สหายใหม่ชุดที่แรก
ที่มาร่วมบุกเบิกโรงเรียนการเมืองการทหาร
แม้ว่าจะใหม่สำหรับเขตดอยยาว-ผาหม่น
แต่สำหรับงานในชนบท งานการใช้แรงงาน
และการทำงานแบบร่วมหมู่มีการจัดแบ่งกำลังจัดสรรงานแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่
ส.เหมย และ
ส.สล่า
มีบทเรียนจากการผ่านเขตงานทางใต้ ทีมชุด ส.วิน
ส.บำเพ็ญ และ ส.ศิลา
ก็เคยผ่านเขตงานมาเช่นกัน
ที่ขึ้นเขตป่าเขาเป็นครั้งแรกเป็นทีม ของ
ส.สรรค์ ส.รื่น
ส.ขาน และ
ส.ธาร สหายทั้ง 4
คนชุดนี้ แม้จะเป็นสหายปัญญาชน
แต่ผ่านการออกค่ายมาพอสมควร ที่พิเศษคือ ส.สรรค์
มาจากครอบครัวทำนา มีประสบการณ์และฝีมือในการใช้มีด ขวาน
จอบ และอุปกรณ์งานไร่งานนาสารพัด....เรื่องความพร้อมทางจิตใจ
ความคิด ไม่เป็นปัญหา เรื่องความสามารถในการใช้แรงงาน หลายคนมีพื้นฐาน
บางคนมีความชำนาญ
กระนั้นก็ตามเมื่อการใช้ชีวิตดำเนินไปอย่างนี้.....ตื่นเช้า
กินข้าว ฟังการแบ่งงาน
:
วันนี้ ฟันไร่ เตรียมที่ปลูกผัก, เกี่ยวหญ้าคา,
ตัดไม้ไผ่, ตัดไม้จริง,
ผ่าฟืน, สร้างบ้าน,
จัดเตรียมอาหาร,
ถือปืนไม่มีกระสุน อาบน้ำ กินข้าว เข้านอน....วันรุ่งขึ้นเหมือนวันก่อน
วันรุ่งขึ้นอีกเหมือนสองวันก่อน ก็...เบื่อซิครับ...............ภาวการณ์เช่นนี้
แล้วอะไรเกิดขึ้นล่ะ?
ธรรมชาติของนักศึกษา(ปัญญาชน)อย่างหนึ่ง
ก็เกิดขึ้นในเขตป่าเขา “การจับกลุ่มคุยกัน”
................สหายเหมยและสหายสล่ามีประสบการณ์เรื่อง “การจับกลุ่มคุยกัน”
แล้วไม่รีบคุยกับทาง ส.นำ หรือ
"จัดตั้ง" ให้รู้เรื่องมาแล้วจากทางใต้ว่า จะมีปัญหาจุกจิกยุ่งยากตามมา
เพราะความไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้วางใจกัน เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นซ้ำสอง
กลุ่มสหายใหม่ มีการปรึกษาหารือกัน
มีความเห็นร่วมกันว่า แม้งานสร้างโรงเรียนจะมีความสำคัญ แต่ระหว่างบุกเบิกควรจะมีกิจกรรมทางการเมือง
มีการศึกษาทางการเมืองไปพร้อม ๆ กันได้ ไม่จำเป็นต้องรอโรงเรียนเปิด ส.สรรค์
และ ส.เหมย
เป็นเสมือนตัวแทนของกลุ่มสหายใหม่ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ส.ระพินทร์
และ ส.เล่าเม็ง
“สหายทั้งหลาย
งานบุกเบิกของเราคืบหน้าไปด้วยดี
ได้จัดเตรียมพื้นฐานไว้รองรอบทีมงานบุกเบิกระลอกต่อไป
ที่จะเข้ามาเพิ่มในเร็ว ๆ นี้ ตอนนี้เรื่องที่พัก
เรื่องอาหารการกินถือว่า เพียงพอระดับหนึ่ง ที่จะเพิ่ม คือ
การติดตามข่าวสารปฏิวัติ เพราะพวกเรามาอยู่ที่นี่เพื่อทำงานปฏิวัติ”
ส.ระพินทร์
เกริ่นนำหน้าการเข้าแถวเช้าของสหายบุกเบิกโรงเรียน
“สหายทุกคน ตั้งแต่วันนี้ไป มี
การปรับตารางการใช้ชีวิตดังนี้ ตอน 1
ทุ่มตรง ทุกคนมาร่วมกันฟัง ข่าวสปท. ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน
ส่วนตอนเช้าจะมีสหายผลัดเปลี่ยนกันมาสรุปข่าวหน้าแถว
หลังจากออกกายบริหารและวิ่งออกกำลังแล้ว”
สายตาของบรรดาสหายใหม่และสหายเก่าที่ร่วมงานบุกเบิกโรงเรียนชุ่มชื่นขึ้น
เมื่อ ส.ระพินทร์
กล่าวจบ ส.เล่าเม็ง
รับช่วงพูดต่อ “สหายทั้งหลาย
แม้ว่าเราจะอยู่ในเขตลาวที่ประชาชนได้รับชัยชนะแล้ว
แต่การปฏิวัตินั้นประมาทไม่ได้ ยิ่งพวกเราอยู่ท่ามกลางสงครามประชาชน
ฝ่ายตรงข้ามต้องพยายามทำลายทุกวิถีทาง ดังนั้นการอยู่เวรยาม
การขานสัญญาณรหัสจึงต้องเข้มงวดต่อไป รวมทั้งไม่ให้ไปไหนมาไหนคนเดียว
ไม่ว่าจะเป็นอาบน้ำ หรือกิจกรรมส่วนตัวอื่น ๆ เรื่องเวรยาม
จะเป็นภาระหน้าที่ของสหายเก่า ส่วนเรื่องการฟังวิทยุ
สรุปข่าวจะเป็นภาระหน้าที่ของสหายใหม่”
ดูเหมือนว่าเรื่อง
บทเรียนความขัดแย้งในเขตป่าเขาทางภาคใต้
กลายเป็นบทเรียนของฝ่ายนำในทุกแห่งของพรรคคอมมิวนิสต์
ท่าทีต่อนักศึกษาจึงผ่อนปรนมากขึ้น นอกจากนี้ ส.ระพินทร์
ที่รับผิดชอบงานการเมืองในช่วงแรกของทีมบุกเบิก ก็เป็นอดีตนักเรียน
โรงเรียนการเมืองการทหาร 6 ตุลา
มาก่อน ย่อมเข้าใจนักศึกษาปัญญาชนได้ดี (ส.นักเรียนการเมืองการทหาร
6 ตุลา มีชื่อคล้องจ้องกัน อะทิ มี ระพินทร์ ก็มี
ไพรวัลย์ เป็นระพินทร์ ไพรวัลย์ สุภาพบุรุษไพรแห่งเพชรพระอุมา
นิยายยาวแต่งนานกว่า 27 ปี)
การสรุปข่าวส่วนใหญ่ ส.วินภ์
และ ส.รื่น จะทำหน้าที่รายงานข่าวตอนเช้า
บางครั้ง มี ส.เหมย และ ส.สรรค์
สรุปข่าวให้เพื่อน ๆ สหายใหม่ฟัง สำหรับสหายเก่านอกจากรับฟังข่าวสารผ่านวิทยุคลื่นสั้นแล้ว
ยังมีจดหมายแจ้งข่าวสารอื่น ๆ อีกด้วย
สหายวิน และ สหายรื่น
รูปร่างผอมสูง และใส่แว่นเหมือนกัน ตอนรายงานข่าวหน้าแถว ใส่ชุด ทปท.เต็มยศ
หมวกดาวแดง เสื้อคอปกติดแถบแดง สะพายปืนเซกาเซ
ดูเท่ห์แบบปฏิวัติได้อย่างหนึ่ง ที่คล้ายกันไม่ใช่ผอมสูงหรือใส่แว่น
สหายทั้งสองท่านนี้เป็นคนคุยสนุกสนาน ฟังอร่อยได้รสชาติ และ ส.วิน
กับ ส.รื่น
มักจะชอบประลองวาทกรรมกันเป็นประจำ สร้างความเฮฮาแก่สหายทั้งหลาย ทั้งปวงได้ดีนัก
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ ต่อมา ส.วินภ์
และ ส.รื่น กลายเป็น 2
คู่หูที่รายงานข่าวได้รสชาติ
เป็นที่ชื่นชอบทั้งสหายใหม่สหายเก่า
นอกจากเหตุปัจจัยสนับสนุนดังกล่าวแล้ว
สหายสองท่านนี้ เปี่ยมด้วยบุคลิก ร่าเริง รื่นรมย์
พูดจาสนุกสนานอยู่เป็นนิจ บทจะใช้คำพูดดูหมิ่นดูแคลนศัตรูก็ทำได้สะใจ
ทำให้ศัตรูเป็นตัวตลก
“วิทยุปฏิกิริยา รายงานข่าวว่า
มี การโจมตีค่ายแต่ผู้ก่อการร้ายทำอะไรทหารไม่ได้ ฝ่าย ผกค.
ต้องถอยหนี มีเลือดหยดไปเป็นทาง.....”
เนื้อข่าวเช่นนี้มีเป็นประจำ สหายวินและสหายรื่น มักจะมีคำล้อเลียนมาต่อท้าย
ปรับเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ อาทิ “เสียดาย
เลือดหมู เลือดไก่ แทนที่จะเอาไว้กิน กลับต้องเอามาสาดมาหยดให้เป็นทาง
สร้างหลักฐาน”
สหายที่ฟังอยู่หัวเราะกันครืน
“รายงานข่าวที่แท้จริง
อาจจะมาคืนนี้ ไม่ทาง วิทยุ สปท.
ก็คอยดูว่า บ่าย ๆ เย็น ๆ มีเมล์มาจากฝั่งไทย หรือไม่
แล้วจะได้รู้ว่า ทหารฝ่ายปฏิกิริยา สูญเสียไปอย่างไร
ช้าหน่อยแต่แน่นอนเพราะต้องเดินมา” ส.รื่น-ส.วินภ์
มักจะหยอดและล้อได้เนียนเสมอ
สหายอีกสอง-สามท่านที่ขึ้นรายงานข่าวสรุปข่าว
มีลีลาการรายงานข่าวแตกต่างกัน ส.เหมย
ที่มีเสียงในฟิล์ม แบบจาวเหนือประกอบ (ส.เหมย
คนเดียวกับที่ ส.ปาหนันเขียนถึงตอนที่ไปตีค่ายนั่นแหละ
ลำดับวันเวลา ส.ปาหนัน
อาจจะมีเหตุผล เลยไม่อยากให้ชัดเจนเกินไป โฆษกในการตีค่ายยังมี ส.อ้อย
อีกคน ที่ทำเช่นนั้นเพราะอัดเทปไปออกอากาศสปท.
เสียง "ยอมจำนนเหีย ยอมจำนวนเหีย ยอมจำนวนเหีย" ...ดังขจรขจายไปทั่วประเทศ)
ส.สรรค์
ค่อนข้างจริงจัง ตามแบบฉบับของเขาที่ทำงานจริงจัง และต้องได้ผลงานชัดเจน
(ส.สรรค์
คนนี้เปลี่ยนชื่อเป็นส.สมา
เมื่อ ลุงสรรค์
"จัดตั้ง" โรงเรียนมาถึง)
ส.สรรค์
เป็นที่เชิดหน้าชูตาของทีมสหายนักศึกษาชุดบุกเบิก
เพราะเขาเป็นงานทุกอย่างเกี่ยวกับการสร้างบ้านจากไม้จริง ไม้ไผ่ ตอก
และหญ้าคา ไม่แพ้ ส.ม้ง
ทีเดียว ส่วน ส.ขาน
นั้น น่าจะยืนหน้าสรุปข่าวครั้งเดียวกระมั้ง สหายท่านนี้ ว่า
แต่เนื้อหาล้วน ๆ ข้นจนฝืดคอ และมักจะติดการบวกสำนวนทฤษฎีปฏิวัติเข้าไปด้วย
ประเภท...เอ...ประเภท แบบเนี้ยะ....
“ข่าวชัยชนะ 1
ข่าวจะช่วยปลุกเร้าจิตใจสู้รบและแปรเป็นการทำงานรูปธรรมได้
วันนี้มีข่าวชัยชนะถึง 4 ข่าว จิตใจสู้รบยิ่งจะสูง...”
อะไรแบบนี้แหละ (ฮา)
ส.ขานท่านนี้อ่านสรรนิพนธ์
8 เล่มจบตั้งแต่อยู่ในเมือง ทั้งยังจำแม่นเสียด้วย
อุตสาห์เจอตัวผิด (ไม่ฮา)
ตรงสรรนิพนธ์เล่มสองตอนปลาย ที่ค่อนข้างท้ายเล่ม มีพิมพ์ผิดอยู่ 1
แห่ง เล่าต่ออีกนิด ส.ขาน
นี่นะ พอรู้ว่า มี ส.ม้ง ท่านหนึ่ง
ท่องคติพจน์ปากเปล่าได้ทั้งเล่ม เขาก็ดอดไปคว้าคติพจน์มาจากไหนไม่รู้
ฟังว่า จะขอท้าชิงท่องคติพจน์ สรรนิพนธ์ยังพอจำได้ คติพจน์ไม่น่าจะยาก
เคยฟัง ส.ขาน
หล่นคำพูดไว้ทำนองนี้แหละ แต่ไม่เคยได้ข่าวว่ามีชิงแชมป์หรือไม่
อาจจะเพราะมีเรื่องอื่น ๆ ให้ทำมากกว่ามั้ง
คำพูดที่หล่นไว้จึงกลิ้งลงห้วยไป
ดังนั้นก่อนก่อรูปเป็น
กองร้อยนักเรียงโรงเรียนการเมืองการทหาร สหายวินภ์
และ สหายรื่น
จึงเป็นขวัญใจในการรายงานข่าว และสรุปข่าวตอนเช้าของบรรดาสหายชุดบุกเบิกโรงเรียน
ในปี
2521
ข่าวสารจาก สปท.
(สถานีวิทยุกระจายเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย)
มักเป็น ข่าวการสู้รบ ของ กองทัพปลดแอกประชาชน
หรือ ทปท.ในเขตงานต่าง ๆ
ข่าวชัยชนะของการสู้รบของกองกำลัง ทปท.
ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศจากใต้จรดเหนือ ตะวันตกจรดตะวันออก
ทำให้จิตใจของสหายใหม่เร่าร้อน
แบกรับและเชื่อมร้อยงานประจำวันเข้ากับงานปฏิวัติได้ แต่สิ่งที่สหายทุกคนไม่ลืม คือ
ในเขตป่าเขาท่ามกลางสถานการณ์สงคราม
ตารางเวลาใช้ชีวิตทั้งกลางวันและกลางคืนจำเป็นต้องเป็นแบบทหาร
การปฏิบัติตามคำสั่งถือว่าสำคัญเป็นอันดับแรก
แม้มีการประชุมแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เป็นประจำ แต่เมื่อตกลงและสั่งการแล้ว...ต้องปฏิบัติตามอย่างเด็ดเดี่ยว!
top
**แสนคึกคัก-ลูกหลานนักปฏิวัติในฐานที่มั่น
งานสร้างโรงเรียนการเมืองการทหาร
7 สิงหา คืบหน้าไปพร้อม ๆ
กับจำนวนสหายนักเรียนเพิ่มขึ้น ใครมาก่อน
ก็สร้างบ้านไว้รอคนมาทีหลัง
งานหลัก
อย่างหนึ่งที่ต้องตระเตรียมไว้
ก็คือ การฟันไร่ เพื่อเตรียมเสบียงอาหาร
ไว้รองรับระหว่างการศึกษาการเมืองการทหาร
สหายชนชาติม้ง
จำนวนรวม
3
หมู่เป็น สหายชาย 2 หมู่
สหายหญิง 1 หมู่
เดินทางมาเข้าร่วมโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา
ด้วยความคึกคัก สหายชนชาติม้ง ทั้ง 3
หมู่ นี้ ส่วนใหญ่เป็นลูก ๆ
หลาน ๆ ทหาร และ
สหายผู้ปฏิบัติงานชนชาติม้ง
ความคึกคักแห่งเยาวภาพ
ของ
เยาวชนเปล่งประกายจรัสกล้าอย่างเต็มที่จากบรรดาสหายม้งเหล่านี้ แม้มิใช่จะเป็นดั่ง
“พวกเรา
ลงกลางน้ำกระทุ่ม คลื่นแล่นฉิวปะทะเรือดุจเหินบิน….”
เพราะอยู่ป่าเขา
แต่พวกเขา
(ส.ชนชาติม้ง)
แสดงความคึกคักเร่าร้อน ตั้งแต่การตัดไม้ไผ่
เพื่อสร้างบ้าน การฟันไร่ ถึง 3
ไร่ คือ ไร่ข้าว
ไร่ข้าวโพด และ ไร่มันสำปะหลัง ส่วน ไร่ผัก....
"สหายที่ราบ"
ไปฟัน “ม้งคือเจ้าภูเขา”
เยาวภาพแห่งเยาวชนของลูกหลานนักปฏิวัติ
ประชาชนในฐานที่มั่นในปี
2521 เป็นอย่างไร
เช้าตรู่พวกเขาใน ชุด
ทปท.
เดินขึ้นภูชายแดน (ยังอยู่ฝั่งลาว)
พร้อม เสียงเพลงปฏิวัติภาษาม้งและภาษาไทย
กึกก้องป่าเขาลำห้วย ตกเย็นกลับลงมาพร้อมเสียงเพลง (งานฟันไร่จะห่อข้าวกลางวันไปกิน
เพื่อไม่ต้องเสียเวลาเดินทางกลับมากินข้าวกลางวันที่สำนัก)
การเดินขึ้นภูสูงพร้อมกับร้องเพลง ท่วมเขาทะลุฟ้านี่ เป็น
เรื่องท้าทายสำหรับสหายที่ราบอย่างมาก เรื่องนี้
เสมือนเป็นยิ่งกว่าประกาศนียบัตรแห่งการเดินภู ที่ต้องประสานลมหายใจเข้าออกกับจังหวะการก้าวขา
สหายชนชาติบางคนยัง เป่าขลุ่ยผิว
(ขลุ่ยไม้ไผ่ ที่เป่าด้านข้าง แบบเดียวกับ ขลุ่ยจีน หรือฟรุต)
เวลาขึ้นลงภู
....นับ
ว่า
สุดยอดจริงๆ.....เพราะสำหรับ
สหายที่ราบ
แค่จะเดินขึ้นเดินลง
อย่างเดียวก็แทบจะ
หายใจไม่ทันแล้ว
(แต่เดินลงนี่..ค่อยยังชั่วหน่อย)
ในช่วงนั้นบรรดา สหายที่ราบ ซึ่ง เป็นนักศึกษาและเพิ่งเข้าป่า อยู่ระหว่างการฝึกฝนพละกำลังขั้นพื้นฐาน ส่วนสหายชาวนา แม้
ไม่มีปัญหาเรื่องพละกำลัง แต่จังหวะก้าวขา การใช้กล้ามเนื้อ
การเดินขึ้นเดินลงภูต่างกับการเดินที่ราบ
สหายชาวนา จะเดินนำลิ่ว ๆ เมื่อผ่าน ช่วงที่ราบ แต่เมื่อขึ้นดอย
ไต่ภู สหายม้ง ก็จะแซงขึ้นหน้าไป
(กรณีที่เส้นทางไม่อันตรายปล่อยให้เดินอิสระ
แต่ส่วนใหญ่จะจัดการเดินทางเป็นหมวดหมู่
ไม่มีการแซงหน้ากันให้เสียขบวนแถว)
ชื่อ
สหายชายชนชาติ ที่พอนึกออก อาทิ ส.ชูธง
ส.ธงรบ ส.ธงสู้
เป็นต้น ส่วนสหายหญิงชนชาติ มี ส.ชื่นใจ
ส.ชื่นจิต
ส.สุดา เป็นต้น
สหายชนชาติไม่เพียงแต่คึกคัก
ยังคึกโครมอีกด้วย
เรื่องมีอยู่ว่า
หมู่สหายม้งชาย ขึ้นภูไปตัดไม้ไผ่เพื่อมาสร้างบ้าน
เสียงร้องเพล