Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

ประมวลภาพและเรื่องราวงานทำบุญอนุสรสถานสุสานวีรชนเขต7-ผาจิ/เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๙

ภาพอนุสรณ์สถานผาจิ  วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2549 เป็นแท่งปิรามิดสามเหลี่ยม หุ้มด้วยหินแกรนิตสีดำสนิท   ตีความหมายได้หลายอย่าง.....รูปอนุสรณ์คนออกแบบว่าจำลองมาจากดาบปลายปืนอาร์ก้า  ใช้หินแกรนิตสีดำ  คงเอาความหมายที่ว่า "ไม่แปรผันเหมือนดั่งธาตุเกลือนั่นแหละครับ"
 

 บรรยายภาพ;วิญญูชน-แสนไชย/ผูกร้อยเรื่องเล่า;แอดมิน2519me.com

ป้ายและบทกวีที่สุสานวีรชนเขต7-ผาจิ

ตื่นแต่เช้ามืดกลับจนดึกแต่ยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

....พี่น้องชนชาติม้งขมักเขม้นเตรียมการต้อนรับมิตรสหายจากพื้นราบให้ทันเวลา

 

งานนี้ผู้ที่เหนื่อยที่สุดเห็นจะเป็นพี่น้องม้งทั้งบ้านขุนกำลังและสันติสุข  ต้องขอขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่ทุ่มเททั้งกายใจเพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี  แม้จะขลุกขลักอยู่บ้างแต่ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา

ชำแหละหมูม้ง-หมูภูเขา

 

งานช่วงเช้าพิธีกรรมทางศาสนาและร้องเพลงสดุดีวีรชน  ณ สุสานวีรชนใกล้ๆกับโรงเรียนการเมืองการทหารเก่า

เห็นผาช้าง-ผาวัวด้านหลังริบๆ

อีกมุมมองหนึ่ง ด้านหลังเป็นถ้ำหมอ

พระอาจารย์อดีตสหาย ร่วมประกอบพิธีกรรมและเทศนา  ร่วมกับมิตรสหายหลายเขตงานที่มาร่วมสดุดี

 

รถบริการขนส่งมวลชนขุนกำลัง-สันติสุข....นาที่เห็นเบื้องหลัง คือ นาประวัติศาสตร์

เป็นประวัติศาสตร์ที่ชาวนาจากพื้นราบร่วมกับนักศึกษา สหายจากภาคใต้ สหายชนชาติช่วยกันบุกเบิกขึ้นมาหลังจาก โรงเรียนการเมืองการทหาร(กองร้อย 6) รุ่นที่สองเรียนจบ ( เปิดระหว่างเดือนมีนาคม 2520 - มิถุนายน 2520 รวม 4 เดือน)หลังจากแยกย้ายกันสู่กองร้อยต่างๆ แล้ว  กำลังจำนวนไม่น้อยได้ถูกส่งมาร่วมกันบุกเบิกนาตามลุ่มลำน้ำสาว ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี พื้นที่เดิมเป็นป่ากล้วย  ต้องช่วยกันขุดถอนเอาต้นกล้วยออก  แล้วทำคันนาขึ้น  มีการทำเขื่อนทดน้ำเข้านาจากการร่วมมือร่วมใจกันทำให้ปลายปีนั้นนาผาจิก็ได้ผลผลิตเป็นทุ่งรวงทองไปทั่ว

 

มิตรสหายร่วมนมัสการและอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชน

รายชื่อวีรชน ณ สุสานแห่งนี้  ส่วนท่านที่ยืนอยู่ข้างๆ ณ เวลานี้น่าจะเป็นพ่อนักศึกษาไปแล้ว

 

พิธีเปิดอนุสรณ์สถานเป็นไปอย่างเรียบง่าย........ร่วมกับมิตรสหายที่มาจากทุกสารทิศ

บรรยากาศบริเวณที่สุสานวีรชนที่นา ชุดแรก ที่ว่าชุดแรกเพราะการเดินทางมีส่วนที่ล่าช้า ทำให้เดินทางมาถึงแบ่งเป็นสองชุดใหญ่ ชุดแรกนี้จะเห็นบริเวณข้างหลังที่เป็นทุ่งนาชัดเจน เป็นบริเวณที่เคยถูกนาปาล์ม และเคยมีหลุมระเบิด 500 ปอนด์

ส.เทิด หรือ ส.เกษตร เมื่อครั้งอยู่ผาจิ
ขึ้นกล่าวคำสดุดีและความรู้สึกต่อหน้าสุสานวีรชนร่วมกับป้าเอื้อ ภรรยาของ ส.ชิดหรือประสิทธิ เทียนศิริ ผู้อาวุโสของเขตงานที่เป็นที่เคารพรักของทุกคนที่ได้พบเจอ

แม้จะมาถึงล่าไปหน่อย  แต่ลุงภูเรือ และคณะจากสามจังหวัด  รวมทั้งลุงพาสิต และสหายเขตงานต่างๆ ก็ได้จัดพิธีรำลึกสหายผู้เสียสละที่นาขึ้นอีกครั้งอย่างสมเกียรติ    สหายต่างๆ ได้ผลัดเปลี่ยนกัน ขึ้นกล่าวความรู้สึกได้ความหมายที่ลึกซึ้งกินใจ   มีทั้งตัวแทนผู้อาวุโสของเขตงาน โดยป้าเอื้อ หรือภรรยาของลุงชิด (ประสิทธิ์ เทียนศิริ)   ส.เทิด ที่รับผิดชอบเขตงานใหม่ที่เขียนเล่าเรื่องราวอยู่ใน 2519me  รวมทั้งผู้กองสหายชนชาติ ที่ขอขึ้นพูดต่อหน้าธงแดงอีกสักครั้ง     เป็นพิธีการที่ไม่ได้มีการตระเตรียมใดๆ มาก่อน  นับเป็นไฮไลต์ที่สุดของเช้าวันนั้น

จากซ้ายไปขวา...

ส.นิ่ม สหายหญิงหนึ่งในสามสาวแห่งห้วยผักหละ ดูเธอเป็นคนเงียบๆ พูดน้อยมาก
ส.จ่อย หนึ่งในสี่ผู้บุกเบิกงานเขต 7/3 ทุกวันนี้ฝังตัวจนตั้งครอบครัวอยู่ที่หมู่บ้านนั่นแหละ
ส.หนูนา มังกรน้อยแห่งลำปาง เธอเป็นสหายที่เอื้ออารีมาก ดูแลสุขทุกข์ของสหายที่ขึ้นมาในงานอย่างดีเยี่ยม จิตใจรับใช้ประชาชนเฉิดฉายยิ่ง
ส.เมือง มวลชนทหารบ้านอีกท่านนึง เป็นชาวนาที่ยากจนสนิทอย่างยิ่งแม้แต่ตอนนี้ ท่านเป็นตัวแทนรับหมวด ทปท แทนญาติส.จันทร์ติ๊บ ผู้เสียสละ ส.เมืองภูมิใจมากที่ได้สวมหมวก ทปท
ส.หนุ่ย สหายหญิงหนึ่งในสามสาวแห่งห้วยผักหละอีกท่านหนึ่ง สดใสร่าเริง แม้แววตาจะอมทุกข์น้อยๆ บนใบหน้าที่ดูร่าเริง
ส.พี่วิไล ลูกสาวสหายอาวุโสพ่ออุ๊ยจันทร์แห่งบ้านป่าเมี่ยง สามีคือส.เรือง ทหารบ้าน ประสบอุบัติเหตุต้องลาจาก และมีน้องเป็นทหารบ้านด้วยคือ ส.จอน พี่วิไลไม่เคยขึ้นฐานที่มั่นผาจิ แต่พี่ผูกพันกับผาจิในฐานแห่งที่บ่มเพาะสหายปฏิวัติที่ลงมาทำงานในบ้านป่าเมี่ยง ขุนฝาง ร่างกายของพี่ดูไม่ค่อยแข็งแรงจากอุบัติเหตุรถพร้อมๆกับสามี แต่จิตใจของพี่ เป็นหญิงแกร่งอีกท่านหนึ่ง
ส.ปลวก สหายปัญญาชนอีกท่านหนึ่งที่มีท่วงทำนองการใช้ชิวิตติดดินที่สุดแนบสนิทกับชาวนามากที่สุดคนหนึ่ง ปัจจุบันทำงานเป็นครูในชนบทที่อีสาน
ส.พี่นวล ภรรยาคู่ชีวิต ส.ดวง ผู้สูญเสียบุตรชายคนเดียวไป ปัจจุบันมีบุตรชายมาทดแทนแล้ว
ส.อะไรเอ๋ย ดูซิ ทักทายกันอย่าใกล้ชิดแต่เราก็ยังลืมชื่อ เป็นสหายมวลชนชาวนาจากฝาง ที่นั่งข้างหน้า แม่นแล้ว ส.เคียว

ใครเป็นใครกันบ้างนิ?(แอดมิน)

แล้วลมหนาว จากราวฟ้า มาทายทัก
นำความรัก มาโปรยปราย  ในขุนเขา
ดวงตะวัน  ทอแสง  แห่งวัยเยาว์
ภูผากอด  ทอดเงา  ในดวงตา   

สหายม้ง   ตื่นแต่เช้า   ชวน “มาเถอะ”
ช่วยย่ำครก  ช่วยแบกเป๊อะ  ออกหุงหา
ประชาชน  ออกสู่ไร่  ไปทุ่งนา
วันเวลา   เคลื่อนไป  ไม่หวนคืน

คือภาพแห่ง ความทรงจำ ความงามแท้
สันติสุข คลี่แผ่ ทุกแผ่นผืน
คือเมืองแก้ว  อุดมการณ์ ทุกวันคืน
เธอและฉัน จะมั่นยืน ตลอดไป

จึงคืนกลับมา   ซับน้ำตา  ให้ป่าเขา
คืนกลับมา  ให้ลำเนา     หยุดสะอื้น
คืนกลับมา  หามิตรแท้   ที่ยั่งยืน
คืนกลับมา   เพื่อหวนคืน  ความสัมพันธ์

ออนซอนเอ “เตสอง” ล่องน้ำสาว
ภูลังกา   เหยียดยาว   ยั่วไฟฝัน
ภูผาจิ  ตั้งตระหง่าน อยู่อย่างนั้น
ภูผาช้าง ตั้งเคียงกัน  ตลอดไป

จาก “เขตเจ็ด” เปลี่ยนเป็น “สันติสุข
ทั้งสุขทุกข์  ยังเวียนวน  คนรุ่นใหม่
แต่เอาเถิด  ที่เกิด  เป็นคนไทย
ภาคภูมิใจ  ในตำนาน  อันยืนยง

ไม่มีใคร  มาเปลี่ยนแปลง  ประวัติศาสตร์
ที่ขีดเขียน   อย่างองอาจ   อย่างสูงส่ง
การเสียสละ   ของมิตรสหาย  จักธำรง
และมั่นคง   ในใจเรา  ตลอดกาล

ส.กลด บอกว่าไปร่วมงานผาจิผาช้าง และยินดีหลายๆ   ที่อุตส่าห์นำกลอนไปอ่านในงายช่วงบ่าย ไม่ได้โผล่หน้าไปดูว่าใคร ขอชมว่า อ่านได้แจ๋วมั่กมั่ก.....เจ้าของเสียง คือ ส.ใหม่ คนที่พูดลำปางได้เพราะที่สุด ไม่ผิดหวังที่คะยั้นคะยอให้เดินทางขึ้นมาร่วมงานให้ได้ ตำแหน่งที่เธอยืนอ่าน อยู่พอดีกับอนุสรณ์ทางด้านหน้า และภูผาจิทางขวา เวลาอ่านจึงทอดเสียง.....พร้อมกับสายตาที่ทอดไปยังอนุสรณ์ที ยอดผาจิที ทั้งนำเสียงและแววตาถ่ายทอดได้อารมณ์ความรู้สึกดีจริงๆ (จนเกือบอ่านกลอนไม่จบ)[ข้าง ส.ใหม่ โฆษกเสียงหวาน คือ คู่ชีวิต พี่อิ๊ด/ไกรวุฒิ ศิรินุพงษ์-ผู้ล่วงลับ]

มนตราแห่งป่าดอย

ใครหนอใครเข้าใจ แจ้งประจักษ์
ตระหนักแท้ถึงมิตรรัก ร่วมสมัย
ไฟฝันอันฟูมฟัก จักรวาล โลกแล
เก็บดินหินตระการไว้ คู่โลก ตลอดกาลฯ

เสียใจฤาเสียใจ จำจาก เจ้าเอย
บ่เทียมทุกข์ไหลเชี่ยวกราก สู่หล้า
ประชาทนทุกข์ยาก ยิ่งแล้ว ผองเพื่อน
เชิญเจ้าร่วมวิญญาณกล้า ร่วมก่อ อุดมการณ์ฯ

ปีนป่ายขึ้นภูผา ผ่องทิพย์
หวังคว้าดาวพรายพริบ เบื้องหน้า
มุ่งสู่โลกแลลิบลิบ เบื้องล่าง
เปิบกินกันทั่วหล้า เอมอิ่ม ยิ่งเอยฯ

สหายพลันร่วงลงลับ ต่อหน้า
มิถึงฝันอันเจิดจ้า เจ้าฝัน
กอบดินลงปิดตา หลับเสีย เถิดเอย
ปล่อยให้โลกผ่านผัน ผ่านพ้น ยุคสมัยฯ

ร่ายโคลงประดับไว้ ให้เพื่อน
ร่ายกลอนไว้คอยเตือน สติมั่น
ร่ายมนต์อย่าแชเชือน มิตรแท้ สหายเอย
ร่ายรักไร้ขีดคั่น คืนแด่ ป่าดอยฯ

ส.กลด

พฤศจิกายน 2549

ที่สุดของงานในภาคกลางคืนหลังจากดูหนังฟังเพลงแล้วคือการจุดเทียนชัยและร้องเพลง  "แสงดาวแห่งศรัทธา" ร่วมกันเพื่อเป็นการคารวะแด่วิญญาณนักรบ ท่ามกลางแสงจันทร์สีนวลผ่องสาดส่องเล็ดลอดทิวไผ่และดวงดาวที่เปล่งประกายเต็มท้องฟ้า

แม้แสงเทียนจะน้อยนิดเมื่อเทียบกับแสงแห่งตะวัน หากเทียนหลายเล่มเมื่อรวมกันเข้าก็สว่างไสวมากกว่าตะวันที่ลาลับฟ้าไปแล้ว

พี่ครับ  ผมมาแล้ว[คุณปลา..น้องสหายชิน-วีรชนผู้ร่วงลับ!]

ดั่งเทียนที่ท่องแท้แก่คน

...งานแสดงกลางคืน...

  • ชุดทปท.นี้เหล่าแม่บ้านผาจิลงทุนเดินทางไปถึงแม่สาย ข้ามฝากไปที่ท่าขี้เหล็กฝั่งพม่า ไปหาซื้อเสื้อผ้าแบบทหารจีน  แล้วนำมาดัดแปลง... 

โดยติดแถบสีแดงที่คอ และปักป้าย ทปท.ขึ้นมาเอง   ที่สำคัญเพลงที่ใช้ประกอบเป็นเพลงดั้งเดิมแต่ยุคนั้น  โดยอัดอยู่ในเทปคาสเซ็ท  เวลาจะแสดงต้องหมุนหากันจ้าละหวั่นเหมือนกัน    หากเป็นไปได้จะขอเทปชุดนี้มาให้พี่น้องเราที่กรุงเทพช่วยแปลงเป็นซีดี เพื่อการเก็บรักษาและใช้งานได้สะดวกต่อไป

.

อนุชนประถมผาจิ  จากการฝึกสอนของกลุ่มแม่บ้าน  ออกมาร้องเพลงปฏิวัติของเดิม 10 เพลงรวด  ทั้งเพลงกองทหารและประชาชน  ไปจนถึงอำนาจรัฐได้มาด้วยกระบอกปืน   โดยเฉพาะต้นเสียงคนกลางร้องตอน "อำนาจรัฐจักได้มาอย่างไร  ได้มาด้วยกระบอกปืน"  กระแทกเสียงได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ
 

/

วงดนตรีเฉพาะกิจ "รวมดาว"  ทั้งอีสาน ใต้ เหนือ กลาง/หลังจากร้องเพลงและรำวงจนได้เวลาพอสมควรแล้วก็เป็นการฉายหนังกลางแปลง....รอบปฐมฤกษ์ ของ "สหายศึก  ตำนานนักรบประชาชน"  บนผาจิ
 

ผลพวงได้จากงานนี้  พี่น้องทั้งบนฐานที่มั่นและรอบๆ ชายฐานที่มั่นรวบรวมกำลังสามัคคีกันอีกครั้งหนึ่ง   อย่างน้อยจะผลักดันให้ถนนเข้าหมู่บ้านได้ลาดยางแบบใช้ได้ทั้งปี  ไม่เพียงแต่เพื่อมิตรสหายจะมาเยือนได้สะดวกในอนาคต   พี่น้องในหมู่บ้านก็จะได้มีเส้นทางที่สะดวกเพื่อนำผลผลิตออกมาสู่ตลาด และเมื่อเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยเช่นกัน    เพราะเส้นทางหากหน้าฝนนี้ไม่รีบทำมีหวังอีกปีหนึ่งเข้าลำบากยิ่งกว่านี้แน่...

ควันหลงจาก ส.ชีพ........

น้ำสาว

งานเลี้ยงเลิกลา ทุกคนกลับบ้านทำงานต่อ ลำน้ำสาวยังไหลเอื่อยไปตามหุบเขาผาจิ ผาช้าง ให้ความร่มเย็น ให้ความอุดมสมบุรณ์แก่พื้นแผ่นดินน้อยนิด   ที่เก็บความหลัง ความทรงจำของคนรุ่นหนึ่ง ที่วัยต่างก็โรยราตามปี พ.ศ.ใหม่2550 ใครเป็นคนตั้งชื่อลำน้าแห่งนี้ ต้นน้ำที่เป็นแหล่งเกิดของลำน้ำอยู่ที่หุบเขาไหน ก็ยังเป็นปริศนากับคนที่เคยใช้ชีวิตช่วงหนึ่งที่นั่น แต่อย่างน้อยก็เป็นโรงเรียนสร้างความแข็งแกร่งแก่จิตใจ รวมทั้งร่างกาย สุขภาพที่แข็งแรงพอควรให้กับทุกๆคน น้ำสาวเย็นเหมือนน้ำแข็ง หลายคนจึงเลือกที่จะอาบน้ำยามเที่ยงวัน สองข้างฝั่งของน้ำสาวก็อุดมไปด้วยป่ากล้วยเถื่อย(กล้วยป่า) บ้างก็มีมะเดื่อต้นใหญ่ มีลูกเล็กๆจิ้มน้ำพริกกินได้ นอกนั้นเป็นพืชพรรณไม้น้ำใ ห้ความร่มรื่นตลอดูแนวตามแผนที่ น้ำสาวเป็นลำน้ำสายหนึ่งที่เป็นต้นแหล่งของแม่น้ำยม น่าจะเริมเป็นแม่น้ำใหญ่ที่อำเภอเชียงม่วน จ.พะเยา น้ำสาววันนี้ยังคงความสาวอยู่หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับธรรมชาติที่ถูกพลิกผันเป็นที่ทำมาหากินของพี่น้องทุกคน ขึ้นอยู่กับการรักในผืนแผ่นดินที่เป็นประวัติศาสตร์นี้ และท้ายที่สุด ใครมีรูปน้ำสาวสวยๆของแบ่งกันดูบ้าง วันนี้ไปแล้วนะ แล้วจะมาใหม่กับความทรงจำที่ไม่เคยมีใครบันทึก


ส.ชีพ

และตามคำขอ....ภาพและตำนานแม่น้ำสาว...

เด็กๆ และสีเขียวขจีข้างลำน้ำสาว

ตำนานน้ำสาว

เรื่องเดิมมีอยู่ว่าบริเวณที่ราบลุ่มน้ำสาวซึ่งเป็นที่นาปัจจุบัน  มีหญิงชาวพม่าอาศัยอยู่บริเวณนั้น  เธอมีหน้าตาสวยงามแต่ตัวเล็ก   เดิมทีมีผู้ชายคนหนึ่งมาหลงรัก  แต่เนื่องจากตัวเล็กเกินไป  ชายคนนั้นจึงทิ้งเธอไป   เธอจึงขี่ชายพลายติดตามชายผู้นั้นไปแต่ไม่ทันจึงต้องกลับมา    เธอเสียใจมากจนตรอมใจตาย   ก่อนตายได้สั่งเสียกับญาติว่าถ้าหากเธอตายไป    ให้ฆ่าช้างพลายตัวใหญ่นั้นและตัดซี่โครงหนึ่งซี่ไปฝังรวมกับร่างของเธอที่ถ้ำแห่งหนึ่ง   ส่วนทรัพย์สินมีไหเงิน 3 ใบ  ไหทอง 3 ใบ  ให้ไปฝังที่น้ำบ่อรู ภายหลังเมื่อชาวบ้านได้ทราบถึงตำนานนี้   จึงได้มีการค้นหาตามเรื่องราวที่ได้ทราบต่อๆ กันมา   ปรากฏว่าได้ค้นพบถ้ำแห่งหนึ่ง   ปากถ้ำสูงจากพื้นดินประมาณ 5 เมตรและไม่กว้างมากนัก  ต้องทำบันไดขึ้น  เมื่อเข้าไปว่าถ้ำนั้นมืดมาก    แต่เพดานมีความสวยงามมาก   มีขนาดใหญ่พอๆ กับถ้ำสื่อสาร   ข้างในมีเสาหินอยู่ 1 ต้น  บริเวณก้นถ้ำ     ที่ตีนเสาเป็นรูปดอกบัวหกเหลี่ยม   ตรงกลางกลมเรียว    เสาค้ำถึงผนังถ้ำ  ที่ติดเพดานก็เป็นรูปดอกบัวเหมือนกับฐาน   ตรงกลางเสาสูงจากพื้นดินราว 1 เมตร เป็นช่องสำหรับจุดธูปเทียน      ด้านหน้าเสามีกู่เล็กๆ      ขุดบริเวณตีนเสาพบโอ่งเล็กๆ ใบหนึ่งฝังอยู่    เมื่อเปิดออกมาปรากฏว่าข้างในมีหัวกะโหลกเล็กๆ   ฟันครบ   ดูจากรูปร่างของกะโหลกศีรษะก็น่าจะเป็นคนสวยจริงๆ   และพบซี่โครงของช้าง 1 ซี่อยู่รวมกันในโอ่งนั้น      จึงเป็นที่มาของคำเรียกลำน้ำที่ผ่านบริเวณนี้ว่า "น้ำแม่สาว"(ชาวบ้านที่ขุดก็คือพวกเรา   ขุดเมื่อประมาณปี 30 ต้นๆ ) ของที่เล่าจื๊อได้มานำกลับมาบ้าน  ไม่นานก็ไม่สบายใจ   จึงเอาไปไว้ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง   พอนึกได้อีกครั้งกลับไปดูก็หายไป     ทุกวันนี้ยังหายสาบสูญ ถ้ำดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณงวงช้าง  ของดอยผาช้างหลวง   สังเกตได้จากบริเวณจุดชมวิวก่อนลงหมู่บ้าน  จุดนั้นจะสังเกตเห็นดอยผาช้างเป็นรูปช้างเอียงคอมาทางทิศตะวันตกก็ที่ตำแหน่งนั้นบริเวณนาธงแดง  ยังพบซากอิฐ   เข้าใจว่าเป็นฐานเจดีย์ของวัดในสมัยก่อน บริเวณภูหลังนาธงแดงมีคูดินโบราณอยู่หลายแห่ง    ตัดภูเขาค่อนข้างลึกประมาณท่วมศีรษะ   (ไม่ใช่หลุมหลบระเบิดของเราแน่นอน)บริเวณนาต่อสู้พบกล้องยาสูบ  และข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณกระจายอยู่หลายแห่ง   จากนาต่อสู้ไปมีถ้ำเล็กๆ  เคยมีผู้พบพระหิน    เคยพบพระหินขนาดใหญ่  ใหญ่ขนาดเอามาลับมีดได้   โดยเล่ายา  แต่ไม่ทราบว่าเอาไปวางไว้กันที่ไหนแล้ว     เคยมีพบผู้พระทองเมื่อปี 2528   ตอนที่รถแทรกเตอร์ปรับเส้นทางเข้าไปที่นาใกล้ๆ 44 เข้านาต่อสู้ออกไปไร่ทหาร   พระองค์นี้ถูกพวกสร้างเอาไป ที่บ้านธงแดงทางทิศตะวันออกหรือหลังอนุสรณ์สถานปัจจุบันมีผาเล็กๆ  บริเวณตีนผาจุดที่ลงไปบ้านธงแดง   เมื่อประมาณปี 16-17   ชาวบ้านได้พบกลองกบหรือกลองมโหระทึก 3 ใบ   กับน้ำเต้าดิน(น้ำต้น) 2 ใบ     จึงได้นำมาแต่สมัยนั้นเห็นว่าไม่มีค่า   กลองถูกนำมาตัดทำแคนม้ง   แต่ทำไม่สำเร็จเพราะสัมฤทธิ์เก่ามากจนเปราะจึงเสียหายไป   ส่วนน้ำต้นก็ถูกนำมาเคาะดูจนแตก 

ปัจจุบันยังมีการพบพระองค์เล็กๆ ประปราย  ในบริเวณตั้งแต่ที่นามาถึงหมู่บ้านสันติสุขปัจจุบัน เมื่อคืนพ่อหลวงจำผ่านมา เพราะมายื่นหนังสือให้นายกสุรยุทธ์ให้ติดตามที่ท่านรับปากกับพวกเราไว้เมื่อตอนขึ้นเป็นนายกใหม่ๆ เมื่อเดือนแรก  โดยเฉพาะเรื่องถนนทางขึ้นผาจิ หากไม่รีบดำเนินการหน้าฝนนี้เละแน่    ตอนนี้เวลาผ่านไปเกือบ 5 เดือนแล้วยังไม่มีอะไรคืบหน้า (อีกเหมือนกัน)

พาพ่อหลวงมานั่งฟังวิทยุบ้านตุลาไทย  ระหว่างนี้จึงได้เล่าตำนานของน้ำแม่สาวและเรื่องของเก่าของโบราณหลายจุดที่อยู่บนที่ราบฝั่งริมน้ำสาว แสดงว่าแถบนั้นมีคนอยู่มาก่อนและน่าจะเป็นคนที่ราบ ตอนแรกคิดว่าเป็นชาวลัวะ   แต่เมื่อมีซากเจดีย์และมีพระกระจัดกระจายอยู่มาก  สันนิษฐานว่าคงเป็นคนพื้นราบนี่เอง   หรือตามคำบอกเล่าก็อาจเป็นชาวพม่าที่กินแดนมาจนถึงบริเวณนี้ก็ได้   อย่างเมืองเชียงแสนยุคเมื่อ 200 ปีกว่าๆ มานี้เอง   ก็มีชาวพม่าครึ่งเชียงแสนครึ่ง   ตอนนั้นกองทัพเชียงใหม่บุกไปล้อม   ออกอุบายว่าให้ชาวเชียงแสนจับพม่ามาฆ่าแล้วจะไม่ทำอะไร    แต่ปรากฏว่าเมื่อชาวเชียงแสนฆ่าพม่าแล้วเปิดประตูเมือง ให้ทัพเชียงใหม่ยกเข้าไป  ทัพเชียงใหม่ก็จัดการเผาเมืองเชียงแสนเสีแล้วกวาดต้อนชาวเชียงแสนมาเชียงใหม่ (รวมทั้งบรรพบุรุษของกระผม)    เรื่องนี้เป็นรอยด่างทางประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่ง    เพราะซากเจดีย์เก่าแก่ที่เชียงแสนนั้นหาใช่เก่าเพราะสร้างมานานอย่างเดียวไม่  แต่เป็นเพราะถูกเผาด้วย     ดังนั้นเรื่องราวของเชียงแสนที่เมืองแตกเมื่อ 200 ปีก่อน ที่เพิ่งครบรอบไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้    จึงไม่มีหน่วยงานใดๆ คิดจะฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาเล่าขานให้คนรุ่นหลังฟังอีก

ส่วนเรื่องฆ้องกบหรือกลองกบ  เป็นกลองมโหรทึกสัมฤทธิ์   ใช้ตีเวลางานพิธี  แหล่งกำเนิดมาไกลถึงถิ่นชนชาติจ้วงที่มณฑลกวางสีทางตอนใต้ของจีน(เหนือเวียตนาม) โน่น     สมัยที่ที่บ้านยังค้าพวกวัตถุโบราณสมัยโน้นฆ้องแต่ละใบก็มีราคาเหยียบแสนแล้ว    ราคาสูงหรือต่ำ  ดูที่จำนวนกบ   ถ้ากบขี่กันหลายๆ ตัวอันนั้นก็แพงระเบิดเลย

เตรียมพบเมนูใหม่จะนำเสนอปีหน้าเป็นต้นไปนะครับ  เพราะครั้งนี้ยังไม่ได้ไปเยือนอุโมงค์ สปท. และยอดผาจิกันเลย  โดยเฉพาะทางไปอุโมงค์ สปท. ยังสูงชันกว่าเส้นทางที่ขึ้นมาทำบุญครั้งนี้..และยังเตรียมจะทำแพ็คเก็ตสำรวจภูลังการ่วมกับภูหินร่องกล้าด้วย เมนูนี้เริ่มต้นปีหน้า......ซึ่งก็คงจะมีหลายเรื่องที่เป็นโครงการต่อเนื่องจากครั้งนี้ แล้วจะค่อยๆ แจ้งเข้ามา เพราะเราจะมีประชุมสรุปงาน และคุยกันเรื่องงานต่อไป เรื่องสำคัญคือเรื่องการทำบันทึกประวัติศาสตร์ต่อไป เพราะครั้งนี้ได้ระดมจิตใจและความพร้อมของสหายภาคเหนือเราทุกภาคส่วนขึ่นมาได้แล้ว อีกเรื่องคือ การจะทำอย่างไรให้เกิดงานที่ช่วยเหลือมิตรสหายในท้องถิ่นไม่เพียงแต่ที่ผาจิ แต่ที่แม่แฮ-แม่แจ่ม ที่ฝาง-ไชยปราการ กำลังเกิดแนวความคิด "คอมเรดทัวร์" อีกเรื่องคือ การทำอนุสรณ์สถาน ให้ ครูองุ่น พี่นิสิต และ พ่อหลวงอินถา รวมกันทีเดียว โดยมี ที่ตั้ง คือที่ สวนอัญญา

หมายเหตุ [แอดมิน 2519me.com]:

แฟ้มที่เกี่ยวข้อง; ข่าวประชาสัมพันธ์ : แจ้งความคืบหน้าและกำหนดการของการจัดทำอนุสรสถานเขต 7 ผาจิ

เอ้า....เที่ยวอดีตฐานที่มั่นเหนื่อยแล้ว ....อย่าลืมแวะไป...ทึ่งกับพิพิธภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ข้าวไทย....และ....ลิ้มรสดอกไม้ (ดอกไม้จริงๆ ดอกไม้อีหลี!) ....แบบ..เปิบ "ธรรมชาติ" กับ ร้านอาหาร "โขง-สาละวิน" (ลำพูน) และ "สายหมอกกับดอกไม้" (เชียงใหม่) เด้อค่ะเด้อ..

เรื่องบันทึก /main menu / new update/

ที่มั่นเฮาแสนฮักแสนแพง