เกริ่น หยาดน้ำตาของคนทั่วไป
เกือบทั้งหมดเป็นเรื่องเรื่องใกล้ตัว
ที่มาจากความเสียใจและความดีใจ
ถ้าเป็นไปตามความปรารถนาก็ดีใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่
หากไม่ได้ในสิ่งวาดหวังหรือสูญเสียของรักของหวงก็ร้องไห้ฟูมฟาย
กล่าวสำหรับคนเดือนตุลา
นับเป็นกลุ่มคนที่มีเรื่องราวให้ต้องหลั่งน้ำตามาโดยตลอด
เพราะเติบโตมาท่ามกลางกระแสอันเชี่ยวกรากของความขัดแย้งทางความคิด
ในยุคที่เผด็จการครองเมือง
เยาวชนคนหนุ่มสาวสมัยนั้นเป็นผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดของการต่อสู้
ระหว่างปี 16 – 19
ประชาชนผู้รักความเป็นธรรมตกเป็นเหยื่อการสังหารทุกรูปแบบจากอำนาจรัฐ
นักต่อสู้ที่ใสซื่อและมีเพียงสองมือเปล่า รายแล้วรายเล่าถูกตามล่า
เลือดนองทาทาบแผ่นดินไปทั่วทุกหัวระแหง
อีกส่วนหนึ่งได้อุทิศชีวิตให้กับภารกิจสงครามประชาชน
วีรชนเหล่านั้นได้เสียสละพลีร่างทับถมเพื่อปูทางไปสู่สังคมที่ดีกว่า
และทุกครั้งที่มีการพลัดพรากสูญเสีย
จะมีผู้ร่วมทางจากทั่วสารทิศหลั่งน้ำตาด้วยความอาลัย
หยาดน้ำตานี้มีเพื่อผู้เสียสละ
เป็นหยาดน้ำตาใจที่หลั่งให้แม้ผู้ไม่เคยรู้จัก
เป็นหยาดน้ำตาเพื่อพิทักษ์เจตนารมณ์ของผู้ที่จากไป
เป็นหยาดน้ำตาที่ยิ่งรินหลั่งก็ยิ่งเพิ่มพูนพลังใจ
ในระหว่างวันที่ 20 – 24 ตุลาที่ผ่านมา
มีกลุ่มนักศึกษาจาก สนนท. กว่าสี่สิบชีวิต
ใช้ภูหินร่องกล้าเป็นสถานที่จัดค่ายย้อนรอยประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย
เพื่อได้ข้อมูลจากผู้ที่เคยฝากรอยเท้าไว้แต่ครั้งเก่าก่อน
จึงเจาะจงวันเวลาให้คาบเกี่ยวกับงาน “ร้อยดวงจิต คิดถึงเพื่อน” ปี
48
ผมเป็นหนึ่งในทีมงานที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการกลุ่มเพื่อนสามจังหวัด
ให้ทำหน้าที่พาเยาวชนคนหนุ่มสาวเที่ยวชมสถานที่ประวัติศาสตร์
และบอกเล่าเรื่องราวของคนเดือนตุลา
ตั้งแต่ถูกภัยขาวคุกคามตอนอยู่ในเมืองต่อถึงการเข้าร่วมสงครามในเขตป่าเขา
ข้อสรุปในตอนท้ายของผมทำให้นักศึกษาคนหนึ่งถึงกับหลั่งน้ำตา...........
ในช่วงหัวค่ำของวันที่ 21 ต.ค.
บนภูหินร่องกล้าดินแดนที่เคยเป็นฐานที่มั่น
กองไฟในอดีตถูกจุดให้โชติช่วงเพื่อรองรับการบอกเล่าเรื่องราว
หนุ่มสาวผู้อุทิศตนคนรุ่นใหม่นั่งล้อมรอบกองไฟใจจดใจจ่อรอรับฟัง
มุมเล็กๆที่จัดให้อยู่ฝั่งตรงข้ามมี ลุง ป้า น้า อา เตรียมท่าจะถ่ายทอด
กองไฟยังคงทำหน้าที่ของมันด้วยความซื่อสัตย์
ยังส่งมอบไออุ่นในคืนหนาวเหมือนเช่นเคย
กองไฟผู้เคยทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวทุกบทตอนของสงครามประชาชนในเขตป่าเขา วันนี้กองไฟจะใช้เปลวร้อนเผาละลายหลอมรวมระหว่างคนต่างรุ่น
เมื่อสายลมหนาวโชยอ่อนชอนแสงไฟให้ไหววาบ
ทาบทาใบหน้าที่บ่งบอกว่าพร้อมแล้วสำหรับการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ที่เป็นตำนาน
ภาพเหตุการณ์ที่ผ่านพ้นไปราวสามสิบปี ก็ค่อยๆผุดฉายขึ้นมาทีละฉาก
มันยังเด่นชัดอยู่ในความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน
คลื่นขบวนมหาประชาชนที่เดินย่ำไปบนถนนราชดำเนิน
แผ่เสียงซัดเพื่อปัดกวาดเผด็จการให้ลงจากบัลลังก์เลือด
มันเดือดพล่านจนเป็นพลังที่แกร่งกล้ากินกว่าศัสตราวุธใดๆจะต้านทาน
วีรกรรมอันห้าวหาญของนักรบมือเปล่าได้ปลดปล่อยโซ่ตรวนที่พันธนาการสังคมไทยมาเป็นเวลาอันยาวนาน
อำนาจเผด็จการทหารได้ถูกโค่นล้มลงเมื่อวันที่ 14 ตุลา 2516
แต่มันก็คล้ายๆเตะหมูเข้าปากหมา
เพราะว่าประชาธิปไตยที่เอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง
ลมหนาวกรรโชกแรงเป็นครั้งคราว
นอกจากมีกองไฟเป็นทุน ยังมีไออุ่นจากมิตรภาพของคนร่วมทาง
ทำให้ความเหน็บหนาวจากลมเหนือ พัดมาเพียงเพื่อบอกฤดูกาล
ไม่อาจซึมผ่านความรู้สึกให้สะทกสะท้านกับความเย็นเยือก
แสงเรืองๆจากไฟในกองฟืนโลมไล้ใบหน้าผู้ร่วมวงปุจฉา-วิสัชนา
จากแววตาจึงรู้ว่าอารมณ์กำลังดิ่งลึกอยู่ในห้วงคำนึง
ฝ่ายหนึ่งช่วยกันถ่ายทอดด้วยวิญญาณ
อีกฝ่ายหนึ่งปรารถนาเข้าถึงเหตุการณ์ด้วยตัวตน
ในระหว่างคนต่างวัยจึงเหมือนได้ไปนั่งอยู่ในใจของแต่ละฝ่าย
มีเรื่องเล่ามากมายในเหตุการณ์เดือนตุลา แต่ตัวเลขของนาฬิกาเตือนว่า
เห็นทีจะต้องรวบรัดกันแล้ว ลุง ป้า น้าอา ก็เลยต้องรีบลุยต่อ
มีข้อสรุปคร่าวๆดังนี้ ความรุนแรงในวันที่ 14 ตุลา
แท้จริงเป็นเกมช่วงชิงอำนาจของชนชั้นนำ
โดยใช้ชีวิตของประชาชนเป็นเหยื่อ
แต่ตามมาด้วยผลพวงที่ผู้ปกครองไม่อยากให้เป็น
คือการตื่นตัวทางการเมืองทั้งด้านกว้างและด้านลึกอย่างมากในภาคของประชาชน
รอบๆ บ้าน
ค่ายสังคมนิยมก็ค่อยๆ
สั่งสมชัยชนะทีละขั้น
พลอยให้ฝ่ายซ้ายในไทยใช้กระแสสูงของสถานการณ์ตีรุกไปทุกๆ
แนวรบ
เพื่อหยุดยั้งการเติบใหญ่ของสิ่งใหม่ที่ก้าวหน้ากว่า
พวกกลัวการเปลี่ยนแปลงที่มีอาวุธอยู่ในมือก็เข้าปราบปรามด้วยการเข่นฆ่าและใส่ร้ายป้ายสี
ประชาชนที่มีแต่สองมือเปล่าไม่มีทางต่อกร
ใช้ได้เพียงวิธีหลบซ่อนเสี่ยงภัยอยู่ในเมือง
ในภาวการณ์ที่แหลมคม
และมีผู้คนต้องล้มตายอย่างต่อเนื่อง
ได้กลายเป็น
เครื่องคัดสรรนักต่อสู้ที่ยืนหยัดอยู่อย่างผู้เสียสละ
โดยไม่ยอมละทิ้งหน้าที่ลงกลางคัน
ในนั้นจำนวน
ไม่น้อยได้พลีชีพไปกับเหตุการณ์ล้อมปราบเมื่อวันที่ 6 ตุลา
เลือดที่นองสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์
คือ การประกาศเจตนารมณ์ที่จะรักษาประชาธิปไตยที่ได้มาด้วยชีวิต
ลมเหนือสงบนิ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้เหน็บหนาว
กลับเป็นเรื่องราวที่เพิ่งผ่านการบอกเล่า
ใครจะคิดว่า
มนุษย์สามารถกระทำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยความหฤโหดถึงปานนั้น
เมื่อการดำเนินเรื่องมาสิ้นสุดตรงจุดไคลแมกซ์
ในวงสนทนาก็นิ่งเงียบโดยไม่ได้นัดหมาย
สำหรับคนเดือนตุลากับความทรงจำแต่หนหลัง เป็นสองส่วนที่ฝังแน่นตึงตรา
วีรภาพอันหาญกล้าของนักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม
ความโหดเหี้ยมของอำนาจรัฐ
คนไม่เคยอยู่ป่า
อาสาขยับฟืนในกองไฟ
แน่นอน
ย่อมไม่ชำนาญเหมือนผู้ที่อยู่กับมันมาอย่างยาวนานจนคุ้นชิน
แต่ไม่ว่ามันกระทำโดยน้ำมือผู้ใด ไฟย่อมลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
และนั่นได้ทำให้ทุกคนตื่นจากภวังค์
หนึ่งในกลุ่มคนที่เข้าใกล้วัยชรายกนาฬิกาขึ้นดู
เหมือนเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ถึงเวลาอันสมควรที่จะจบกิจกรรมในคืนแรก
วงสนทนาปิดท้ายด้วยเพลง”สู้ไม่ถอย”
ราวกับจะย้อนรอยไปสู่บรรยากาศเก่าๆพร้อมๆกับการปลุกเร้าให้ตื่นสู้ต่อไป
พอจบจากการร้องเพลงแต่ละคนก็ค่อยๆพากันหันหลังให้กับกองไฟ
แล้วแยกย้ายเข้านอน
เมื่อฟืนถูกทิ้งจนปราศจากเชื้อไฟ
ลมใดๆก็ไม่อาจพัดให้กระพือโหม ในยามที่เหลือเพียงแสงสลัวมัวมน
ผู้ไม่ยอมจำนนยังคงดั้นด้นก้าวเดินไปข้างหน้า
แม้รู้ว่ายังห่างไกลที่จะพาฝันไปให้ถึงปลายทาง
บนถนนเชื่อมต่อระหว่างคนต่างวัย
มีกำลังใจและประสบการณ์ส่งผ่านสู่คนรุ่นใหม่
และยังอยู่ร่วมกันเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสังคมที่เป็นธรรม
แม้จะต้องผลิตซ้ำกระบวนการในคนอีกกี่รุ่นก็ตาม
หินร่องกล้าในช่วงเช้าของวันที่ 22 ตุลา
ท้องฟ้าโปรยละอองน้ำเพื่ออำลาฤดูฝนร่วมด้วยสายลมเปลี่ยนทิศที่มาพร้อมกับต้นหนาว
อุณหภูมิจึงยิ่งลดต่ำลงด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าว
หนุ่มสาวที่เพิ่งเคยสัมผัสความเย็นเยือกของเหมันต์บนยอดสูงสุดของสันภู
ยังนอนคุดคู้หลบลมเหนืออยู่ใต้ผ้านวมที่อ่อนนุ่ม
คงจะเริ่มอ่อนล้ากันบ้าง
อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ต้องตื่นมาทำหน้าที่ในวันนี้อีกสองส่วน
เสร็จจากภาคเช้าที่เป็นเรื่องของเยาวชนโดยเฉพาะ
หลังอาหารเที่ยงต่างก็มาพร้อมหน้าพร้อมตาตามนัดหมาย
2
หัวข้อในภาคบ่าย
ที่ฝ่ายลุงจะช่วยกันรื้อฟื้นคือ “ชีวิตในกองทหาร” และ “งานมวลชนในเขตจรยุทธ์”
.(ในที่นี้จะไม่เขียนถึงรายละเอียดที่ได้บอกเล่า
เพราะเรื่องราวในทำนองนี้ถูกตีพิมพ์มาแล้วมากมาย ) อันดับแรก
ณลุงห้า-หกท่านได้พาหลานๆไปยังโรงเรียนการเมืองการทหาร
ต่อด้วยสำนักอำนาจรัฐ จากนั้นก็เป็นผาชูธง
และจบลงที่ลานหินปุ่ม
วันนี้บรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่นมีชีวิตชีวา
เพราะในเนื้อหาไม่ใช่มีเพียงสองเปล่าและถูกล้อมฆ่าเพียงฝ่ายเดียว
ที่นี่มีกองทหารที่ติดอาวุธทางความคิด
มีนักรบและมวลชนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์
ในสมรภูมิสู้รบทหารป่าย่อมมีความเหนือกว่าทางด้านจิตใจ
และได้เปรียบทางยุทธ์วิธี
จึงมีเรื่องชัยชนะจากการต่อสู้มาเล่าขาน
มีตำนานรักของนักรบให้ได้สรวลเสเฮฮา
มีการปฏิบัติทางทฤษฎีสามช้าให้ขบขัน
ส่วนชีวิตในกองทหารด้านอื่นๆพวกเราบอกหลานๆไปว่า
อยู่อย่างขาดแคลนในด้านวัตถุและยารักษาโรค
ลังการผลิตที่ล้าสมัยจนถอยไปใกล้กับยุคหิน
พลพรรคทุกๆสำนักจึงต้องใช้แรงงานเป็นด้านหลัก
การคมนาคมจะลงห้วยหรือขึ้นภูก็มีเพียงสองเท้าที่ก้าวเดิน
เรื่องความคิด
ส่วนใหญ่ก็แย่งกันไปอยู่ในมีที่ยากลำบาก
และพร้อมที่จะเผชิญอันตรายจากภัยสงคราม
ความสัมพันธ์ก็มีแต่ความปรารถนาดีและจริงใจ พอจะบอกได้ว่า
แม้จะอยู่ในภาวะที่ต้องทำสงคราม ในฐานที่มั่นที่เป็นอำนาจรัฐแดง
ยังเป็นสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความสุข มีธรรมชาติที่สวยงาม
มีอากาศที่บริสุทธิ์ มีอาหารไร้สารพิษ มีสหายที่ตายแทนกันได้
มีมวลชนที่คอยให้การสนับสนุน มีไออุ่นจากมิตรภาพ
มีความเสมอภาคเท่าเทียม มีเรื่องถนอมรักและช่วยเหลือกัน
รวมๆ แล้วราวกับเป็นสังคมในความฝันที่บรรดาพลพรรคช่วยกันปลุกปั้นสร้างขึ้นมาด้วยสำนึก
สำหรับผมที่นี่คือความเป็นจริงในสิ่งที่เคยใฝ่ฝัน
มันเป็นชีวิตที่มีความสุขเกินคำบรรยาย
แล้วมันได้ห่างหายไปพร้อมๆกับป่าแตก
ทั้งหมดเป็นเนื้อหาคร่าวๆ
ที่ฝ่ายลุงเล่าให้หลานๆฟังตลอดการเดินย่ำซ้ำรอยเส้นทางเดิม
พวกเราใช้เวลาที่ลานหินปุ่มนานที่สุด
ในยามสงครามที่นี่ก็เคยเป็นสถานพักผ่อนหย่อนใจของบรรดาสหาย
หลานๆหลายคนอยากย้อนรอยด้วยการรอคอยตะวันตกดิน
เมื่อลำแสงสีส้มหล่นจมที่ปลายฟ้า
ม่านราตรีค่อยๆเคลื่อนเข้าคลี่คลุม
คนหนุ่มสาวยังอาลัยอาวรณ์กับอารมณ์แห่งความดื่มด่ำ
ผู้สูงอายุเกรง
ว่า ความมืดค่ำจะทำให้มีอุปสรรคในการเคลื่อนขบวน
เลยออกปากชวนหลานๆ
บอกลาหินผาแห่งความหลัง
ในฤดูหนาวม่านดำจะโรยตัวอย่างรวดเร็ว
เพียงละจากลานอดีตมาไม่นานนัก ความหม่นมัวก็ปกคลุมทั่วบริเวณ
สำหรับผู้อ่อนวัยที่ยังใหม่ในสมรภูมิ
ยังต้องคลำทางในทุกย่างก้าวที่ท้าทาย
หากเก็บรับบทเรียนจากผู้ที่เคยเหยียบย่ำมาก่อน
คงช่วยลัดเลาะตัดตอนให้เร็วขึ้น
เราจบกิจกรรมภาคกลางวันจากเรื่องราวที่บอกถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่
ที่เหลือคือสงครามภายในที่ฝากไปครุ่นคิดเป็นการบ้าน
หลังจากใช้กำลังขากันมาครึ่งค่อนวัน
ทุกคนกลับที่พักเพื่ออาบน้ำ-กินข้าว การบอกเล่าเรื่องราวยังมีต่อ
ในภาคค่ำ
เราใช้ลานหญ้าหน้าสโมสรของอุทยานเป็นจุดรวมพล
และในคืนนี้จะมีหนึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ
ราวๆหนึ่งทุ่มผู้คนจากหลวยส่วนก็ค่อยๆทยอยมาชุมนุม
พอใกล้สองทุ่มบริเวณที่จัดงานก็แคบไปถนัดตา
คนส่วนมากเพิ่งออกเดินทางจากถิ่นฐานในตอนเช้า
อีกจำนวนหนึ่งกลับจากลงไปเตรียมการในเรื่องงานวัด
บวกรวมแล้วก็เกินสองร้อยชีวิต
ที่เข้าร่วมรับรู้ในพิธีการปิดท้ายของวัน
พิธีกรแจ้งกำหนดการ เปิดฉากด้วยเรื่องเล่าที่ตกค้างมาจากกลางวันคือ
งานมวลชลในเขตจรยุทธ์และการสู้รบในยุทธการที่สำคัญ
เราใช้เวลาเพื่อการนี้ไปกว่าสองชั่วโมง
ปิดท้ายเป็นช่วงเวลาที่สำคัญก็มาถึงในกลางดึก
คือ พิธีมอบหมวกดาวแดงให้กับนักรบรุ่นใหม่
พิธีกรเชิญหนุ่มสาวเข้าแถวตอนเรียงสี่
หันหน้าเข้าหาผู้เฒ่าที่ยืนรอด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่ทำพิธี
ดูจากภายนอกทุกคนล้วนมีสีหน้าแจ่มใสและคล้ายกับไม่จริงจังมากนัก
แต่ส่วนลึกของด้านใน
คือ
การให้ความเคารพต่อสัญลักษณ์ของกองทัพที่เกรียงไกรในอดีต
เสียงปรบมือให้เกรียติผู้ขันอาสาที่เรียงหน้าเข้ารับหมวกไม่ขาดสาย
และในวาระนี้ย่อมมีนัยยะของการส่งต่อภารกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งหมดจึงเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่ฝากความประทับใจให้จดจำ
หากแต่ยังมีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งยังไม่อยากให้งานเลี้ยงเลิกรา
จึงหามุมเหมาะๆแบ่งเป็นกลุ่มย่อยเพื่อปุจฉา-วิสัชนาต่อแบบเป็นไปเอง
บังเอิญผมไปร่วมอยู่ในวงที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล
เป็นที่ทราบกันว่าหลังจำต้องยุติภารกิจ
เอกภาพทางความคิด
ของ
องค์กรเครือข่ายคอมมิวนิสต์ก็ค่อยๆแตกกระจายเป็นหลายแนว
กลุ่มคนเดือนตุลาก็หนีไม่พ้นสัจธรรมข้อนี้
จนถึงปัจจุบันผมเองก็มีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ โลก สังคม ชีวิต
ด้วยมุมมองของตัวเอง และพอทราบว่าจะต้องมาเป็นมัคคุเทศก์ในครั้งนี้
ผมคิดอยู่ในใจว่า
ถ้ามีโอกาสก็อยากจะนำข้อสรุปของผม
มาถ่ายทอดเพื่อเป็นวิทยาทาน
โดยไม่มีการยึดถือว่าเป็นความถูกต้อง
เหตุที่ทำเช่นนี้ก็เพราะผมเคยได้รับรู้มาว่า
หลังจากเข้าเมืองอย่างผู้พ่ายแพ้ของคนเดือนตุลา
มีคำสนทนาของอดีตผู้นำนักศึกษากับอดีตนายกรัฐมนตรีในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง
“พวกเธอคงเข้าใจแล้วใช่ไหมว่า
ที่ผ่านมามันเป็นความผิดพลาด เพราะพวกเธอไร้เดียงสาใช้แต่อารมณ์
ความรุนแรงมันถึงได้เลยเถิดไปขนาดนั้น” ( หมายถึงเหตุการณ์เดือนตุลา )
ผู้นำนักศึกษาได้โต้กลับไปว่า
“แล้วตอนนั้นผู้ใหญ่อย่างพวกท่านไปอยู่ที่ไหน
ทำไมปล่อยให้พวกเราต่อสู้เพียงลำพัง”
ที่นำมากล่าวอ้างในที่นี้มีเพียงประเด็นเดียวที่ผมใส่ใจ
ผมไม่อยากเป็นผู้ใหญ่ที่ถูกมองเหมือนในยุค 14 ตุลา
นอกจากทำสิ่งดีๆเล็กๆน้อยๆแล้ว
ก็น่าจะมีมุมมองเอาไว้แนะนำคนรุ่นหลังได้บ้าง
แน่นอน..ผมไม่บังอาจประเมินตัวเองเป็นนักวิชาการผู้มีความสามารถ
หรือเป็นผู้ที่ฉลาดรอบรู้ในด้านทฤษฎี
ตามข้อเท็จจริงผมเป็นคนเดือนตุลาที่ไม่ใช่ปัญญาชน
ผมเป็นได้เพียงผู้ปรารถนาดีที่มีความบริสุทธิ์ใจ
ถ้าได้บอกกล่าวบทเรียนด้านกลับ
บางทีอาจทำให้ผู้ตามหลังไม่ต้องเดินซ้ำรอยความผิดพลาด
จะได้หลีกเลี่ยงความปวดร้าวที่ไม่จำเป็น
ผมพยายามสื่อไปในทำนองว่า
สังคมที่เสื่อมทรามอย่างที่เห็นที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้มันเป็นเรื่องของวิถี
ตราบใดที่ฐานคิดโดยรวมของคนในสังคมยังเป็นเช่นปัจจุบันนี้
ก็ยากที่จะมีการเปลี่ยนแปลง
เพราะฉะนั้นอย่าไปจริงจังกับความฝันที่ไม่มีวันได้พบเจอ
ถ้าไปยึดมั่นอย่างที่ใจปรารถนา ย่อมนำไปสู่การใช้อารมณ์
และต้องขมขื่นเพราะความผิดหวัง
คงเป็นเพราะความอยากจะถ่ายทอดมากเกินไป
ผมก็เลยไม่ได้สำรวจความรู้สึกคนฟัง
และสิ่งที่ผมไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น
มีน้ำใสๆ
ไหลจากดวงตาของนักศึกษาหญิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ผมรู้สึกงุนงงและตกใจเล็กน้อย คนอื่นๆที่ร่วมวงก็มีอาการคล้ายๆกัน
เมื่อเจออย่างนี้เป็นธรรมดาที่คนรอบข้างจะหาทางแก้ไขสถานการณ์
แต่เธอไม่ปล่อยให้คนอื่นลำบากใจนานนัก
เธอระงับความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว แล้วเธอก็กล่าวคำออกมา
“ลุงพูดเหมือนปลงแล้วยังงั้นแหละ”
เสียงของเธอราบเรียบเป็นปกติ
จนเดาไม่ออก
ว่า
รู้สึกอย่างไรในคำพูดนั้น
ผมได้ฟังแล้วก็หาคำพูดที่จะอธิบายเพื่อแก้ต่าง
จริงๆแล้วก็คือการปกป้องตังเองตามสัญชาตญาณ
ผมเริ่มรู้สึกว่าไม่เหมาะที่อยู่ต่อ
ผมนั่งคุยแบบขัดๆเขินๆอีกเพียงครู่เดียวแล้วจึงขอตัว
หลังจากออกจากวงสนทนา
ขณะที่พาตัวเองกลับที่พัก ผมสัมผัสถึงความรู้สึกของตัวเองได้ว่า
หยาดน้ำตาที่เพิ่งได้เห็นจำเป็นต้องเก็บมาขบคิด
ที่แน่ๆ
มันเป็นหยาดน้ำตาแห่งความรักต่อเพื่อนมนุษย์
เป็นหยาดน้ำตาของความห่วงใยในชะตากรรมของผู้ทุกข์ทน
และแม้จะมีม่านน้ำใสขวางนัยน์ตาคมโตคู่นั้น
แต่ยังฉายแววในส่วนของการตัดพ้อต่อว่าให้เห็น
เธอคงเสียดายที่ผู้มาก่อนและมากด้วยประสบการณ์อย่างคนเดือนตุลา
ไม่นำเอาคุณค่าที่มีอยู่ในตัวมาเติมเต็มให้กับการเมืองภาคประชาชน
ยามดึกดื่นของคืนหนาว
กลับร้อนรุ่มด้วยเรื่องราวที่พลิกผัน
เมื่อพลันความปรารถนาดี
ไม่เป็นที่ต้องการ
แวบหนึ่งของความร้าวรานเข้ามาเกาะกุมดวงจิตที่เปราะบาง
แต่ตามสัจธรรมที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไร้ความยั่งยืน เพราะฉะนั้น
เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็ไม่หลงเหลือความรวดร้าวอยู่ในอารมณ์
หลายๆ
วันต่อมา
ผมยังคงครุ่นคิดถึงหยาดน้ำตาบนใบหน้าที่ใสซื่อ
ผมค่อยๆสำนึกได้
ว่า ไม่น่าไปทำร้ายความฝันที่สวยงามของเธอ
ผมผิดตรงที่เอาความคิดของคนวัยฤดูแล้งไปเร่ขายให้กับผู้เพิ่งจะย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ
นึกตำหนิตัวเองที่ลืมไปว่า เจตนาดีไม่ใช่ความถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม หยาดน้ำตาในวันนั้นไม่ถึงกับสั่นคลอนความคิดของผมให้เปลี่ยนไป
เพียงแต่มันได้กระตุ้นต่อมเสียสละให้ตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง
ผมก็ได้แต่หวังว่ามันจะเป็นเช่นนี้ต่อไปนานๆสักหน่อย
บนถนนสายเดียวกัน
เนื่องด้วยมันทอดระยะทางที่ยาวไกล
ในความห่างย่อมทำให้เกิดช่องว่างระหว่างยุค
การเดินทาง
จำต้องกำหนดการก้าวย่างตามสมัยแห่งตน แน่นอน...
ผู้ที่เดินอยู่บนถนนสายนี้
ไม่มีวันโดดเดี่ยว
ไม่ว่าจะอยู่เที่ยวใดของการเดินทาง ท่ามกลางการเคลื่อนขบวน
บางทีเราอาจมาพบกัน ณ ชานชาลาของการรวมพล
เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ที่ผ่านพ้น
และในความแตกต่าง
เราสามารถเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดีต่อกัน
ผมเป็นสาเหตุให้เธอต้องหลั่งน้ำตา
มีใครบ้างไหมที่เป็นคนเดือนตุลา ยังคิดจะช่วยเช็ดน้ำตาให้คนรุ่นหลาน...........?