Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

เพื่อนของผม

....... โดย ผดุงศักดิ์ พื้นแสน

ผมไม่เคยคิดเลยว่า จะต้องเป็นคนมาบอกเล่าเรื่องราวของเพื่อนคนนี้ ด้วยไม่เคยมีสิ่งบอกเหตุมาก่อนว่า ไกรวุฒ จะเดินทางไปก่อนพวกเรา แต่เมื่อได้รับทราบข่าว ผมก็รู้ว่าจะต้องเขียนถึงไกรวุฒในส่วนที่ผมรู้จัก ที่ไกรวุฒบอกเล่าให้ฟัง ที่ได้ทำงานร่วมกัน ที่ได้วางแผนร่วมกัน และที่ได้ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน

 แน่นอนว่า จะเป็นแง่มุมที่ข้าพเจ้าเห็น ข้าพเจ้าทราบ ข้าพเจ้าเข้าใจและข้าพเจ้าสัมผัส โดยเฉพาะบางถ้อยคำของไกรวุฒที่เก็บจากความทรงจำ ก็เป็นเรื่องเฉพาะในกลุ่มเพื่อนสนิท มิตรสหาย เพียงไม่กี่คน และบางเรื่องก็อาจจะเป็นเรื่องเฉพาะระหว่างข้าพเจ้ากับไกรวุฒเท่านั้น

ชีวิตและบทบาทของไกรวุฒในขบวนการต่อสู้ของนักศึกษา ชาวนาชาวไร่ กรรมกรและประชาชนภาคเหนือ ผมคิดว่าน่าจะเป็นช่วงชีวิตและบทบาทสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของเขาทีเดียว ผมได้ยินบรรดามิตรสหายพูดถึงมากในระหว่างงานศพ หลายคนบอกว่าเป็น ‘ชีวิตที่ขาดหายไปของเขา’

แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น เพราะในฐานะผู้รักชาติรักประชาธิปไตยคนหนึ่ง ช่วงนี้จึงเป็น ‘ช่วงชีวิตที่เติมเต็มสมบูรณ์ที่สุดของเขา’ และของพวกเรา เพราะเราได้ตัดสินใจกระทำในสิ่งที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต คือเข้าร่วมขบวนการต่อสู้เพื่อชาติเพื่อประชาชนที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของเรา เพียงแต่เป็นเรื่องที่ผองเพื่อนบางส่วนไม่ได้ทราบเท่านั้น

จนกระทั่งถึงบทสุดท้ายที่เกิด การแยกตัวระหว่างกลุ่มนักศึกษาปัญญาชนกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและสถานการณ์โลกได้ ชี้ว่า ทิศทางการไปสู่อุดมการณ์สังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ ไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างแน่นอน ส่วนในอนาคตรูปแบบหรืออุดมการณ์ทางสังคมจะเป็นอย่างไรนั้น เป็นเรื่องของคนรุ่นปัจจุบันและรุ่นอนาคตจะเป็นผู้กำหนดคิดค้นและเป็นผู้ตัดสิน

การยุติบทบาทและตัดความสัมพันธ์ทางการเมืองของพวกเรา กับ พคท. จะจบสิ้นไปในระหว่างปี 2522 – 2529 ซึ่งแล้วแต่การตัดสินใจของแต่ละคน ในห้วงนั้นเองที่ทุกคนต้องหันกลับสู่สังคมและดำรงตนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ไกรวุฒ มีส่วนสำคัญอย่างมากในการเกื้อกูลเพื่อนพ้องน้องพี่และมิตรสหายที่อ่อนแอกว่า ให้สามารถตั้งหลักขึ้นมาใหม่ ตั้งแต่การช่วยเหลือทางความคิด ปลุกปลอบให้มีกำลังใจ ให้คำแนะในการเริ่มต้นใหม่ ให้ความช่วยเหลือทางการเงินไปจนกระทั่งเป็นเพื่อนกินเหล้า ในยามเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวท่ามกลางฝูงชนและสังคมเมืองใหญ่ที่กลายเป็นสิ่งแปลกหน้าสำหรับสหายทั้งหลาย

ผมจะบอกเล่าเรื่องราวของ ไกรวุฒ ศิรินุพงศ์ ให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถจะจำและทำได้ อย่างไรก็ดี หากผมบอกเล่าไม่ครบถ้วนหรือบอกเล่าผิดเนื่องจากความจำเลอะเลือน ก็หวังว่าทุกคนที่รู้จะช่วยกันเติมให้เต็ม ให้สมบูรณ์ที่สุดในโอกาสต่อไป ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้บอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ของไกรวุฒและผองเพื่อน ของ ‘มีชัยและบรรดาสหายของเขา’ ในขบวนการปฏิวัติ

น้องใหม่ มช.

ผมรู้จักกับไกรวุฒครั้งแรกกลางปี 2516 ซึ่งเป็นช่วงการเริ่มเทอมแรกในเดือนมิถุนายน เมื่อเขาก้าวเข้ามาเป็น นักศึกษาใหม่ ที่ ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มช. โดยทักทายกันครั้งแรกในร้านเหล้าหน้า มช. ตอนนั้น มันยังเรียกผมว่า ‘พี่’  อยู่ เพราะผมเรียนอยู่ปี 3 แล้ว แต่พอคบๆ กันไป กินเหล้ากันไป ผมคงแสดงความไม่น่าเป็นพี่ออกมาให้เห็นเรื่อยๆ ผ่านไปไม่ถึง 2 ปี มันก็เลิกเรียกผมว่า ‘พี่’  ไปแล้ว เหลือแต่ ‘ตุ๊ก’ ‘ไอ้ตุ๊ก’ หรือ ‘ไอ้เหี้ยตุ๊ก’ ก็แล้วแต่สถานการณ์ สถานที่และระหว่างอารมณ์ แล้วก็เป็น ‘สหายมีชัย กับ สหายฐาน’ อีกสักปี 2 ปี ในระหว่างไปเป็น ทหารในกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) สังกัดพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

ณ เวลานั้น มช. กำลังตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตย และ กระตือรือร้นในการ รื้อทิ้งประเพณีต่างๆ ในมหาวิทยาลัยที่มีความล้าหลังที่สุด เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ เช่น เกษตรฯ หรือ จุฬาฯ คือ ปัญหาระบบซีเนียริตี้ ประเพณีรับน้องและประเพณี (ซ้อม) เชียร์ ที่มีทั้ง    ความรุนแรงใต้      ระบบว้ากเกอร์และการบังคับขู่เข็ญ ซึ่งที่จริงก็มีทั้งขู่เล่นและเอาจริงๆ น้องปีหนึ่งเข้าใหม่ก็ไม่รู้หรอกว่าใครเอาจริงหรือใครแค่แกล้ง เพื่อความสนุกสนาน ทำให้รุ่นน้องส่วนใหญ่ต้องกลายเป็นเด็กลงไปยิ่งกว่าตอนเรียนมัธยมเสียอีก การบังคับซ้อมเชียร์อย่างเป็นบ้าเป็นหลังทำให้น้องใหม่ประสาทเสีย บางคนก็ถูกกระทำทารุณจนรับไม่ไหว ทำให้มีเรื่องมีราวกันทุกปีอย่างที่เป็นข่าวกันบ่อยๆ

แต่อย่างผมหรือไกรวุฒไม่ค่อยจะถูกกระทบเพราะเรื่องนี้สักเท่าไหร่ เพราะเราเป็นพวกกินเหล้าเมากัญชา หัวทิ่ม ‘ตากหงาย’ มาตั้งแต่ใส่ขาสั้นแล้ว เมื่อเข้าในวงเหล้าแล้ว มันก็รู้จักมักคุ้นกับบรรดาว้ากเกอร์ทั้งหลายไปหมดแล้ว ก็เห็นเป็นเรื่องขำๆ บางทีก็ผสมโรงทำเรื่องซ่าๆ ให้เกิดความมันส์ตามประสาคนชอบสนุกและชอบมีเพื่อนมาก

แต่เด็กส่วนใหญ่ไม่ใช่แบบเรา พวกเขาก็จะถูกข่มจนแข้งขาอ่อน ถูกปลูกฝังและทำลายความเป็นอิสระตั้งแต่ต้น ภายใต้คำขวัญระบบซีเนียริตี้ ‘รุ่นน้องเคารพรุ่นพี่ ทุกคนมีความสามัคคีและมีความเข้มแข็ง’ ระบบนี้เองกลายเป็นต้นตอระบบอุปถัมภ์ การเล่นพรรคเล่นพวก และการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายในสังคมสมัยใหม่ของไทย เราจึงเห็นว่า จะต้องรื้อทิ้ง สร้างเนื้อหาใหม่ขึ้นมาในประเพณีรับน้องและประเพณีเชียร์กีฬา

จากการพูดคุยเสวนาในวงเหล้ากันหลายๆ ครั้ง ทำให้ทราบว่า ไกรวุฒเคยทำกิจกรรมมาก่อนตอนใส่ขาสั้นอยู่สามเสนวิทยาลัย โดยร่วมงานกับกลุ่มยุวชนสยามและร่วมก่อตั้งศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย เป็นหนึ่งในคณะผู้จัดทำหนังสือ ‘กด กด กด’ ของศูนย์กลางนักเรียนด้วย แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นแกนนำใน 2 องค์กรดังกล่าวแต่อย่างใด

เมื่อเข้ามารัฐศาสตร์เทอมแรก ไกรวุฒกับกลุ่มเพื่อนมีบทบาทในกลุ่มนักศึกษาปีหนึ่ง โดย ‘ยอด’ เพื่อนในกลุ่มเป็นประธานรุ่น มีเพื่อนๆ ที่สนิทสนมและเกื้อกูลกันมาตลอดหลายคน อาทิ หลุยส์, สิงห์, ปุ๊ เป็นต้น เวลานั้นกระแสต่อต้านเชียร์ก็ยังแรก นักศึกษาปีหนึ่งกลุ่มนี้ก็มีบทบาทในลักษณะนั้นเช่นเดียวกันซึ่งเป็นบรรยากาศทั่วไปในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

สมาชิกแนวร่วมฯ

พี่นิสิต จิรโสภณ หรือ พี่บินห์ รุ่นพี่รัฐศาสตร์ ตอนนี้คงอยู่ปี 6 แล้ว ได้ติดตามดูแลอี๊ดอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ ทั้งด้วยความเป็น ‘คนใต้’ บวกกับ แถมเป็น ‘คอเหล้า’ ประเภทกินจุ กินดุ กินนาน ใจใหญ่ ใจถึง หลังจากนั้นไม่นาน ไกรวุฒก็ได้ตัดสินใจเข้ามาร่วมใน ‘กลุ่มแนวร่วมนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่’ กลุ่มนักศึกษาอิสระของ มช. ที่ขยายตัวแตกหน่อมาจากกลุ่มวลัญชทัศน์ที่ยุบตัวลง

อี๊ด-ไกรวุฒก็ต้องวิ่งรอกไปมาระหว่างวงเหล้าของผองเพื่อนรัฐศาสตร์ทั้งรุ่นพี่รุ่นร้อง กับวงสัมมนาประชุมกับแนวร่วมนักศึกษา ซึ่งพวกนี้ก็ประชุมกันดึกดื่นค่อนคืนพอๆ กับวงเหล้า บางทีก็มากกว่าวงเหล้าด้วยซ้ำไป แต่ก็ดีหน่อยที่ว่า กลุ่มแนวร่วมรุ่นนั้น ส่วนใหญ่ก็แหกมาจากวงเหล้า บางก็วงกัญชา แยกมาตั้งวงกันเอง อี๊ด จึงไม่ต้องปรับตัวมาก แต่ก็ต้องเหนื่อยหน่อย เพราะต้องกินทั้งเหล้าและทำงานความคิดการเมืองคู่ขนานกันไป

งานใหญ่ของพวกเราในเทอมแรกของปี 2516 ก็คือ การจัดชุมนุมประท้วงให้มีการคืนสถานภาพ 9 นักศึกษาชมรมคนรุ่นใหม่รามคำแหงที่ถูกสภามหาวิทยาลัยลบชื่อออกจากมหาวิทยาลัย การต่อสู้ครั้งนั้นประสบชัยชนะ ยกระดับสถานการณ์การเมืองให้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง หลังจากนั้นเราก็มีกิจกรรมทางปัญญา แก้ปัญหาความคิด ยกระดับจิตสำนึกกันต่อไป เรามีการประชุมที่ตึกอังกฤษสรุปแนวทางของกลุ่มแนวร่วมฯ ว่า จะต้องเดินแนวทางปฏิบัติ ไม่เอาแนวทางปฏิรูปแบบสังคมสงเคราะห์อีกต่อไป

ผมกับอี๊ดก็เคยนั่งคุยกันเรื่องนี้ด้วยความขบขัน เพราะจริงๆ แล้ว เรายังไม่รู้เรื่องอะไรเลย เข้าใจทฤษฎีการเมืองบ้างนิดหน่อย จึงเป็นการสรุปแบบจินตนาการเอาเองมากกว่า ในใจของเราเองมีแต่เรื่องเกลียดชังระบอบเผด็จการถนอม-ประภาสเท่านั้นเอง ความจริงเราอยากเที่ยวให้สนุกสักพักก่อน ปิดเทอมก็ไปออกค่าย ส่วนเรื่องการเมืองและสังคมเรียนจบแล้วค่อยมาว่ากัน การรัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514 เลยทำให้เราอดได้สนุกตามวัย

กลุ่มเราสร้างงานกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง มีทั้งร่วมกันทำและแยกกันทำ ส่วนใหญ่จะแยกกันทำมากกว่า ในช่วง 14 ตุลาฯ ไกรวุฒกับผองเพื่อนรัฐศาสตร์เป็นกำลังหลักให้พี่นิสิต ในการเป็นการ์ดรักษาความปลอดภัยล้อมรอบศาลากลางเก่า (หอศิลป์เชียงใหม่ปัจจุบัน) ซึ่งเป็นที่ชุมนุมประท้วงต่อสู้ของนักศึกษาประชาชนภาคเหนือ

 ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ พวกเราแนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่ ซึ่งเป็นองค์กรแกนนำอยู่ในเวลานั้น ก็ต้องมีการปรับตัวกันใหม่ ยกระดับทางการเมืองและยกระดับการต่อสู้มากขึ้น เพื่อให้สามารถแบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่วางอยู่ตรงหน้าให้ได้ จึงต้องจัดการศึกษาภายในและจัดประชุมวางแผนการกันบ่อยมาก ก่อนภาคเรียนฤดูร้อนปี 2517 ได้มีการสัมมนาใหญ่ที่เมืองพร้าวถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญทีเดียว เวลาจะเมาก็น้อยลงเรื่อยๆ

ตลอดทั้งปี 17 งานพวกเราเยอะแยะเต็มไปหมด ตั้งแต่โครงการเผยแพร่ประชาธิปไตยในชนบท ซึ่งช่วงนั้นพวกเราก็แบ่งๆ กันไปคนละที่คนละทาง ผมถูกส่งไปร่วมค่ายสัมมนานักเรียนที่ลำปาง ซึ่งเป็นที่มาของการจัดตั้งศูนย์นักเรียนจังหวัดต่างๆ ทั่วภาคเหนือ แล้วก็นำทีมอาสาสมัครนักเรียนลงเผยแพร่ประชาธิปไตยที่เมืองพร้าว ยังได้เข้าไปไหว้ขอพรหลวงปู่แหวนด้วย ส่วนอี๊ดน่าจะไปแถวๆ อำเภอสันป่าตองประมาณนั้น

งานต่อต้านอเมริกาก็เรื่องใหญ่ ไหนจะงานชาวนาและการเรียกร้องความเป็นธรรมอื่นๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาสู่มือนักศึกษาอีกมากมาย พวกเรารับเหมาทำกันทั้งหมดแหละ นอกจากนี้ยังจะต้องอ่านหนังสือทฤษฎีการเมือง หาความรู้ใส่หัวเพื่อไปอภิปรายให้ชาวบ้านฟัง ติดตามสถานการณ์การเมืองเพื่อทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ฯลฯ

ในส่วนของการปฏิบัติทางการเมืองก็ต้องทำกันทุกอย่าง คนก็น้อยจนนับหัวได้ ว่ากันตั้งแต่ออกแถลงการณ์ แจกแถลงการณ์ ติดโปสเตอร์ ทั้งในมอและในเมือง ขายหนังสือ (ส่วนใหญ่พี่นิสิตเป็นคนพิมพ์) นอกจากนี้ยังมีงานชุมนุมกิจกรรมต่างๆ อย่างชุมนุมอาสาพัฒนาของชาญ ชุมนุมวรรณศิลป์ของผมเป็นต้น ตรงวรรณศิลป์อี๊ดก็เข้ามาช่วย ทั้งเขียนบทความ เขียนกลอน (เปล่า) อี๊ด ชอบเขียนกลอนหก เสียดายว่า หาต้นฉบับมาใส่ไม่ทัน

นอกจากนี้ยังช่วยกันหาต้นฉบับหนังสือเก่าๆ ยุคก่อนปี 2500 มาตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร ‘ทองกวาว’ เพื่อเผยแพร่ศิลปะแนวทางเพื่อชีวิตเพื่อประชาชน อี๊ด จะมีคลังหนังสือเก่าเยอะอย่าง ‘อักษรสาส์น’ หรือใหม่มาหน่อยอย่าง ‘แนวร่วมเศรษฐกร’ ส่วนผมได้หนังสือ ‘ไทยใหม่’ มาหนึ่งชุด ขนาดแปดหน้ายก ประมาณ 30 เล่ม สุเมธ สุวิทยเสถียร เพื่อนเก่า ร.ร. ให้มา เสียดายว่ายังใช้ตีพิมพ์ไม่หมดแล้ว ชาตรี หุตานุวัตร หนอนหนังสือประจำกลุ่มแนวร่วมฯ ขอยืมไปอ่านที่บ้านริมน้ำ ปรากฏว่า มีคนไปเผาบ้านมันไหม้หมดทั้งหลัง หนังสือหนังหาก็ถูกเผาเป็นจุณไปด้วย ส่วนตัวชาตรีไม่เป็นไร เพราะไอ้พวกนั้นมันไปลอบเผาตอนไม่อยู่บ้าน

ห้าเสือ มช.

ในช่วง ปลายปี 17 พี่นิสิตเข้ากรุงเทพฯ แล้ว ส่วนใหญ่จะพิมพ์หนังสือทั้งในนาม ‘กลุ่มแนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่’ และ ‘ชมรมหนังสือแสงตะวัน’ ทั้งไปเป็นบก.หนังสือพิมพ์อธิปัตย์ ของ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยด้วย พวกรุ่นใหญ่ระดับวลัญชทัศน์ก็จบออกไปหมดแล้ว พวกเราก็ปรับขบวนกันใหม่ ไกรวุฒได้เข้ามาเป็น 1 ใน 5 ของคณะกรรมการแนวร่วมฯ ซึ่งประกอบด้วย ตุ๊ก masscom 14, ปาน รัฐศาสตร์ 15, ชาญ รัฐศาสตร์ 14, ก๊อง ทันตแพทย์ 14, อี๊ด รัฐศาสตร์ 16 ถือว่า เป็นกลุ่มที่มีบทบาททั้งด้านความคิด ด้านการจัดตั้งและด้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาและประชาชนภาคเหนือ นับตั้งแต่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก และพิษณุโลก

ในกลุ่มคณะกรรมการได้แบ่งงานรับผิดชอบออกเป็นด้านๆ เพื่อทำให้เราสามารถควบคุมดูแลการเคลื่อนไหว การจัดกลุ่มศึกษาและการจัดตั้งการเมืองเพื่อยกระดับสมาชิกให้มีความสามารถมากขึ้น เสียสละมากขึ้น และมีสมาชิกใหม่เข้ามาแบกรับความรับผิดชอบร่วมกันมากขึ้น

โดย ตุ๊ก ดูแลงานเคลื่อนไหวชาวนา โครงงานชาวนา งานศูนย์นักเรียนเชียงใหม่และศูนย์นักเรียนจังหวัดต่างๆ

ปาน ดูแลงานนักศึกษา ฝั่ง มช.และฝั่งสวนดอก ซึ่งเป็นเด็กสายวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ร่วมกับ ก๊อง ซึ่งอยู่ทางฝั่งสวนดอกอยู่แล้ว รวมทั้งงานด้านพรรคนักศึกษา ศูนย์นักศึกษาภาคเหนือและงานกลุ่มองค์กรประชาชนในเมือง

ชาญ ดูแลงานด้าน สมช.และชมรมกิจกรรมส่วนกลางทั้งหลาย

อี๊ด ดูแลงานด้านการจัดตั้งหน่วยการ์ดรักษาความปลอดภัยให้กับการชุมนุมและการเคลื่อนไหวทั้งหมด โดยมีกำลังหลักจากรัฐศาสตร์ กับดูแลด้านงาน นศ. วิทยาลัยครูเชียงใหม่ และสายวิทยาลัยครูทั้งหมด งานวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพและนักศึกษาเทคนิคอื่นๆ งานกลุ่มประชาบาลเพื่อประชาชน งานกรรมกรและการเคลื่อนไหวในเมือ

 การแบ่งงาน ที่ว่านี้ ไม่ใช่ว่าเป็นการแบ่งชนิดเด็ดขาดตายตัว แต่เป็นการเน้นความรับผิดชอบเฉพาะด้าน ซึ่งหมายถึง จะต้องดูแลคนหรือผู้ปฏิบัติงานในสายนั้นๆ ด้วย ซึ่งต่อมาขยายตัวเป็นร้อยๆ พันๆ คน ส่วนการกระโดดข้ามสายไปมาก็มีเหมือนกัน ตามความสัมพันธ์ทางสังคม ตามความสนิทชิดเชื้อเข้ากันได้และภารกิจพิเศษของแต่ละคน

ประธานวรรณศิลป์

ปีการศึกษา 2518 อี๊ด ได้รับเลือกให้เป็นประธานชุมนุมวรรณศิลป์ สมช. ต่อจาก ชาตรี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อทำให้แนวรบด้านวรรณกรรมเข้มข้นเหมือนเดิม ผมว่าเขาชอบนะ ช่วงนี้อี๊ดมีงานกลอนออกมาหลายชิ้น คิดว่าอาจจะพอหาได้ ถ้าเห็นสำนวน ผมว่าผมจำได้แน่นอน แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีส่งไปตีพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์เอเชียบ้างหรือไม่

ขณะที่ทำกิจกรรมไป สิ่งหนึ่งที่ อี๊ดไม่เคยขาดหาย ก็คือ ความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ไม่ว่ารุ่นไหนต่อรุ่นไหน เวลาลงกรุงเทพฯ ทีก็ตระเวนไปทั่ว ไม่ว่าจะก้าวหน้าล้าหลังยังไงก็คือเพื่อน ทั้งนั้น ส่วนกับเพื่อนรัฐศาสตร์ก็ยังแนบแน่นเหมือนเดิม เวลามี ‘ปอย’ (งาน) ตีกันจะต้องมีอี๊ดไปเป็นประธานเสมอ ที่มีบ่อยจะเป็นนัดตีกันแบบดวลเดี่ยวกับพวกเกษตรแถวสนามฟุตบอลที่ติดไปทางสระน้ำรุจิรวงศ์ ใครมีปัญหากับใครก็ลงดวลกันเป็นคู่ๆ แล้วก็แล้วกันไป นอกจากนั้นยังมีเพื่อนๆ จากสามเสนวิทยาลัยด้วย ทั้งพวกที่เอนฯ พร้อมกันและที่เอนฯ เข้ามาก่อน อย่าง ‘แต๊ก-พิชัย’ เป็นต้น

ไกรวุฒ มีแผลเป็นเบ้อเริ่มที่หัวไหล่น่าจะด้านซ้าย ผมเคยถามเขาว่า “ไปโดนอะไรมาวะ” อี๊ด บอกว่า “ได้มาสมัยอยู่ ม.ศ.4 ปีที่สอง ไอ้แต๊กมันไปมีเรื่องกับจิ๊กโก๋แถวโรงเรียนแล้วไม่บอกกู วันนั้นนั่งเล่นอยู่เพลินๆ แถวริมคลองประปา อยู่ๆ ไอ้แต๊กมันหน้าตาตื่น ลุกพรวดพราดขึ้น กูเลยเอี้ยวตัวหันไปดูข้างหลัง ไอ้จิ๊กโก๋มันฟันดาบโช้ะลงมาพอดี แทนที่กระบาลกูจะแยก หัวไหล่เลยรับเคราะห์แทน” ว่าแล้วก็หัวเราะหึหึ

แต๊ก-พิชัย เข้าเรียน masscom รหัส 15 ทำกิจกรรมกับกลุ่มละครของอาจารย์คำรณ ตอนเราเข้าป่าที่ เขต 7 แต๊ก ก็เข้าไปด้วยกัน ใช้ชื่อจัดตั้งว่า ‘สหายธารา’ และเสียสละในป่า เนื่องจากถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดถล่ม

ปัญหาของเด็กเส้น

อี๊ด กับ ผม ชอบไปไหนด้วยกันเสมอเวลาทำกิจกรรม โดยเฉพาะไป บ้านศูนย์นักเรียนเชียงใหม่ตรงวัดควรค่าม้า ประตูช้างเผือก ยึดเอารถมอเตอร์ไซค์ ‘mz’ ของ  หลุยส์-ดำรง คงสกุล (ประธานนักศึกษารัฐศาสตร์) เป็นพาหนะ คนหนึ่งตัวเตี้ย คนหนึ่งผอมสูง คนเตี้ยขับ คนสูงซ้อนท้าย เพราะอี๊ด ขี่รถเครื่องไม่เป็น สภาพที่ไม่สมดุลทำให้เป็นที่ขบขันของผู้พบเห็น ผมเคยถามอี๊ดว่า “คนฉลาดอย่างมึงสอบตกได้ไงวะ” อี๊ดหัวเราะ เล่าความหลังให้ฟังว่า ที่สอบตกซ้ำชั้น ก็เพราะไม่พอใจที่ญาติผู้ใหญ่ฝากเข้าเรียน กลายเป็นเด็กฝาก ก็เลยสอบตกประชดซะเลย แล้วย้ายจากสายวิทย์ไปเรียนสายศิลป์

ปัญหาของ อี๊ด จะพ้องกับปัญหาของ แก้ว-กอบแก้ว เดชาวาศน์ รายนั้น เป็นเด็กเส้นเตรียมอุดม ทุกสิ่งทุกอย่างผู้ใหญ่จัดการให้หมด กลายเป็น ‘คุณหนู’ มาเรียนเชียงใหม่ก็เลยรู้จักแต่นั่งเครื่องบิน ทั้งสองคนเลยเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย เป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่นั้นมา ส่วนผมก็เป็นโรคอิจฉาคนรวย แม่ง!... นอกจากมันจะเรียนเก่งแล้ว ยังเสือกมีเงินเรียนพิเศษอีกต่างหาก นั่นเป็นความรู้สึกสมัยเรียนมัธยมต้นอยู่ร้อยเอ็ดวิทยาลัย สมัยนั้นว่างๆ ก็จับคู่ตีกับเด็กรวยในตลาดเสียเลย... ความจริง ตอนอยู่ ป.6 ป้าผมก็ฝากผมเข้าเรียนโรงเรียนเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด เป็นเด็กฝากเหมือนกัน!!

เข้าจัดตั้ง

การจัดตั้งเป็นรูปแบบสำคัญของการต่อสู้ทางการเมือง องค์กรทางการเมืองหรือ พรรคการเมืองหนึ่ง จะต้องมีองค์กรจัดตั้งขึ้นมาดำเนินการทางการเมืองของตนทั้งสิ้น พวกเรา แนวร่วมฯ ก็มีการจัดตั้งองค์กรของตนค่อนข้างรัดกุมเหมือนกัน เพื่อทำงานกับองค์กรหรือกลุ่มบุคคลที่รายล้อมอยู่รอบด้าน มันก็เป็นรูปแบบบริหารจัดการชนิดหนึ่งที่ทุกองค์กรต้องมี ยิ่งในสถานการณ์ที่เพิ่งมีการก่อตัวของการต่อสู้กับอำนาจรัฐขนาดใหญ่เช่นนั้น จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก พวกเราก็ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง เรียนรู้ด้วยกัน ขัดแย้งกัน น้ำตาร่วงกันคนละหลายหยดกว่าจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้

ผมกับอี๊ดก็เคยพูดกันแบบขำๆ แบบว่า ตอนที่ยังไม่รู้ฟ้ารู้ฝน พูดคำใหญ่คำโต จะปฏิวัติอย่างนั้นอย่างนี้ พอการจัดตั้งเพื่อการปฏิวัติมาถึงตัว พากันหุบปากเงียบกริบไปเลย ความจริงก่อนหน้านี้ ผมรู้จักคอมมิวนิสต์ก็จากหนัง ‘เหตุเกิดที่บ้านพังโคน’ นั่นแหละ แต่ดันไปประทับใจ หัวหน้าคอมมิวนิสต์ ‘สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์’  วิ่งหนีหัวซุกหันซุนออกจากหมู่บ้าน

เรื่องจัดตั้งมาถึงเราประมาณช่วงฤดูร้อนปี 2517 พี่นิสิตเรียกผมไปคุย แจ้งให้ทราบถึงการจัดตั้งของฝ่ายปฏิวัติ ซึ่งจะทำให้สามารถรวมกำลังของประชาชนทั่วประเทศไปเอาชัยชนะได้ เป็นการรวมพวกเราเข้ากับขบวนปฏิวัติของประเทศโดยผ่านทาง สันนิบาตเยาวชนแห่งประเทศไทย (สยท.) เรื่องอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรมาก เพราะโดยกลุ่มเราก็มีทิศทางการศึกษาทฤษฎีต่างๆ ไปในแนวทางนั้นอยู่แล้ว โดยมองว่าเป็นทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชนได้

ผมเข้าใจว่า พี่นิสิตวางผมกับปานเป็นตัวเชื่อมให้ขบวนทางเหนือ ปานเป็นเด็กประวัติดี ครอบครัวดี หัวใจเกินร้อยจึงไม่แปลกที่จะถูกเลือก ส่วนผมถูกเลือกเพราะอะไร ไม่รู้เหมือนกัน สำหรับผมเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นมาก ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งที่เข้ามาสู่วงจรชีวิต เราไม่ได้คิดเรื่องนี้ไว้ก่อน ไม่ได้วาดอนาคตไว้แบบนี้ ที่วางเป้าหมายไว้ก็คือ การเป็นนักหนังสือพิมพ์เท่านั้น เพราะเราเป็นคนสนใจเรื่องราวของโลกและความเป็นไปของผู้คน แต่วิถีทางการเมืองของประเทศที่เป็นอยู่ทำให้ทางที่เราเดินเป็นเส้นทางนั้นทางเดียว ซึ่งจะต้องตั้งมั่นให้แน่วแน่ด้วย

ผมคิดว่า น่าจะชวนอี๊ดเข้าจัดตั้งในช่วงต้นปี 18 ช่วงก่อนปิดเทอมปลายเพราะจะต้องเร่งรัดเพื่อให้กลุ่มแกนของแนวร่วมฯ เป็นเอกภาพและมีระดับการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเท่าๆ กัน จะได้ทำงานหรือประชุมกันรอบเดียว ไม่ต้องมีวงซ้อนมากเกินไป พอช่วงซัมเมอร์ ชาญก็เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ เพราะเรียนจบแล้ว ส่วนผมกับเกษตรเข้าทำงาน หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยรายวัน สำนักงานภาคเหนือ

ตอนไปเป็นเทรนนีที่สำนักงานใหญ่ เทรนเนอร์ของพวกเรา ก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล นี่แหละ ตอนนั้นน่าจะเป็น บก.ข่าว หลังจากสอบถามสองสามคำ สนธิ ก็โยนเราลง สนามหลวงไปทำข่าวม็อบชาวนา

เมื่อขึ้นเดือนเมษายนข่าวร้ายก็มาเยือนเรา พี่นิสิตเสียชีวิตเพราะตกรถไฟที่ประจวบฯ เข้าใจว่าถูกฆาตกรรม เพราะ ตอนนั้นพี่นิสิตเป็นหัวหน้าข่าวหนังสือพิมพ์อธิปัตย์ กำลังเดินทางไปทำข่าวทางใต้ ตอนได้รับข่าวผมจำได้ว่ากำลังอยู่บ้านตรงวัดควรค่าม้า ไม่อยากเชื่อเลยว่าเกิดเรื่องนี้กับเราจริงๆ นี่เป็นคนใกล้ชิดกับพวกเรามาถูกฆ่าตาย ในสำนึกหนึ่งบอกว่า สงครามจริงมาถึงตัวเราแล้วนะ

 ถึงเวลานั้น พวกเราก็แปรสภาพแนวร่วมฯ เป็นหน่วยหนึ่งของ สยท. เต็มรูปแบบแล้ว ไม่มีกิจกรรมทางการเมืองในนามแนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่อีกแล้ว เรื่องที่พี่นิสิตตาย ได้เปิŨ