แกนนำชุดแรก
เดินทางโดยเรือหางยาว
จากบ้านสบรวก บริเวณ สามเหลี่ยมทองคำ ข้ามไปฝั่งพม่าก่อน
เมื่อเข้าไปในเขตพม่าแล้ว เรือจึงค่อยๆ วิ่งทวนน้ำขึ้นไป พอได้ระยะทางไกลพอควร
และฝั่งตรงข้ามกับฝั่งพม่า มีหมู่บ้านชาวลาวตั้งอยู่ เรือหางยาวจึงแล่นตัดลำน้ำโขงเข้าไปส่ง แกนนำนักศึกษา ชาวนาชุดแรก
ยังฝั่งประเทศลาว และก็ได้รับการต้อนรับจากสหายอ้ายน้องลาวเป็นอย่างดี เนื่องจาก ก่อนเดินทาง คุณพ่อ ส.หลิว
ได้ช่วยประสานงานกับทางสหายอ้ายน้องลาวไว้แล้ว ที่ว่า ต้อนรับเป็นอย่างดี
คือ การต้อนรับอย่างอบอุ่น ตามอัตภาพ เนื่องจากหมู่บ้านนั้นกำลังอดยาก
ทหารต้องกินข้าววันละ 1 มื้อ พวกเราก็ต้องกินข้าววันละ 1 มื้อไปด้วย
เวลาหิวก็ต้องมาเดินเก็บยอดผักกูดตามริมชายฝั่งแม่น้ำโขง
เอาไปต้มกินประทังความหิว แต่ก็สุขใจ เพราะรู้สึกปลอดภัย จากการไล่ล่า เข่นฆ่า
จับกุม จากรัฐบาลฟาสซิส อยู่ที่นี่ ประมาณ 3 วัน พรรคประชาชนปฏิวัติลาว จึงส่ง รถยีเอ็มซีของอเมริกา คันเก่าๆ
ที่ยึดได้จากสงครามปลดปล่อยเอามารับ จากนั้นก็นำไป พักที่บ้านพักเก่าของ ทหาร
ยีไอ อเมริกัน เป็นตึก 2 ชั้น ห้องนอนมีเตียงซึ่งมีที่นอนหนานุ่มแบบโรงแรม
จำนวน ห้องละ 2 เตียง มีห้องน้ำในตัว พร้อมแอร์คอนดิชั่น
แกนนำชุดที่สอง
เป็นชุดหนีตายมาจากการไล่ล่า เข่นฆ่า จับกุม ของรัฐบาลฟาสซิส
โดยทั้งหมด เป็นนักศึกษาผู้ปฏิบัติงานโครงงานชาวนา 3 คน ประกอบด้วย นศ. บัญชี.มช. ส.สุเทพ วงศ์คำตัน และ 2 นศ. จากวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ ส.เล่ากื๋อ ( ส.กร ) และ ส.แค้น ผู้รอดตายอย่างหวุดหวิดจากการลอบวางระเบิดบ้านพักนักกิจกรรม ของ
นศ. วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ ซึ่งถูก พวกกระทิงแดง เข้าไปลอบวางระเบิดใต้ถุนบ้าน
บริเวณ หลังวัดสวนดอก จนเป็นเหตุให้ มีเพื่อนนักกิจกรรมเสียชีวิต 1 คน
และบาดเจ็บอีก 1 คน ส่วนอีกคนหนึ่งคือ สหายชาวนา เชื้อชาติยอง
จากอำเภอสันกำแพง เชียงใหม่ บ้านเกิด นายกทักษิณ ผู้ซึ่งสร้างความบันเทิง
และเสียงหัวเราะให้ทุกเขตงานจวบจนสุดท้ายของชีวิต ส.ชัย
สี่สหายเสือเดนตาย
หลังวันที่ 6 ตุลา 19 ทั้ง 4 ชีวิต ติดต่อกับจัดตั้งไม่ได้ และกำลังถูกไล่ล่า
จนต้องหนีอย่างหัวซุกหัวซุน จึงตัดสินใจ มุ่งหน้าเดินทางมายัง บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ
เพื่อหวังจะหาทางข้ามไปยังประเทดลาว แต่การจะติดต่อหาเรือของคนไทยเพื่อข้ามไปลาวอาจจะเสียลับ
เพราะอาจจะไปเจอ เจ้าของเรือ ที่เป็นลูกเสือชาวบ้านเข้า
แล้วเกิดเจ้าของเรือไปแจ้งความก็จะต้องถูกจับอีก
เนื่องจากเหตุการณ์ ใน ช่วงนั้น เครือข่ายวิทยุยานเกาะ
ที่นำโดย สมัคร-ดุสิต คิดตามพวกมัน ( คือ พวกคอมมิวนิสต์
) ออกอากาศทุกวัน เพื่อให้ สมาชิกกลุ่มนวพล และ ลูกเสือชาวบ้าน รวมทั้งทหาร
ตำรวจ ช่วยกันสอดส่อง ชี้เบาะแส จับกุม บุคคลผู้ต้องสงสัย ดังนั้นทั้ง 4
คนเลยตัดสินใจข้ามไปอยู่ที่ฝั่งพม่าเสียก่อน
แต่ขณะนั้นเงินที่ติดตัวมาถูกใช้ไปหมดแล้ว
ส.เล่ากื๋อ จึงจำเป็นต้องเสียสละ ขายนาฬิกาเรือนโปรด ที่เป็นของขวัญที่ระลึกที่คุณพ่อเป็นคนซื้อให้
เมื่อขายนาฬิกา ได้เงินมาจึงข้ามไปอยู่เขตแดนฝั่งพม่า
อาศัยวัดเป็นที่พักพิง จากนั้นก็พยายามติดต่อ ว่าจ้างเรือหางยาวจากฝั่งพม่าให้ไปส่งยังฝั่งลาว ปรากฎว่าติดต่อได้ลำหนึ่ง เมื่อตกลงราคากันเสร็จ
จึงนัดหมายที่ออกเดินทางในเช้ามืดวันรุ่งขึ้น เช้าตรู่ของวันเดินทาง
ทั้ง 4 คนก็ขึ้นไปนั่งบนเรือ จากนั้นคนขับเรือชาวพม่าก็ติดเครื่องเรือ
และหันหัวเรือบ่ายหน้ามุ่งตรงไปยังฝั่งประเทดลาว เรือวิ่งตัดเฉียงฝ่าทวนลำน้ำโขงขึ้นไป
เพื่อให้กระแสน้ำพัดนำเรือให้ไปจอดที่ริมฝั่งน้ำของหมู่บ้านพอดี
นักกิจกรรมทั้ง 4 ชีวิตบนเรือ
หันกลับไปมองฝั่งไทย ซึ่งแลเห็นอยู่ไกลลิบๆ าก่อนพ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนสนิท
มิตรสหาย ลาก่อน เจ้าทุย ลาก่อนท้องนาอันอุดมสมบูรณ์ ลาก่อนประเทศไทย
แล้ว เราจะกลับมา เราจะพบกันที่ท้องสนามหลวง
พร้อมธงแดง ธงแห่งชัยชนะของประชาชน ทั้ง 4
หันหน้ามองไป ยังฝั่งประเทดลาว ประเทดแห่งเสรีภาพ
ประเทดสังคมนิยม ที่ปลดปล่อยโดยพลังประชาชน
หลังพิงอันอบอุ่นของชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก
ขณะอยู่ในห้วงภวังค์
แห่งจินตนาการอันสวยสดงดงาม เรือได้แล่นมาถึงกึ่งกลางแม่น้ำโขง
ก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เรือหางยาวเงียบลง ทั้ง
4 พลันได้ยินเสียง นายท้ายเรือชาวพม่า ตะโกนสั่งด้วยเสียงอันดังว่า
" กระโดดลงเรือเดี้ยวนี้ กระโดดลงเรือเดี้ยวนี้
กระโดดลงเรือเดี้ยวนี้ ถ้าไม่ โดด
จะขับเรือนำตัวไปส่งตำรวจไทย จะโดด หรือไม่โดด "
พอได้ยินเสียงขู่ ว่า จะนำตัวไปส่งตำรวจไทยเท่านั้น
ความคิดฝันถึงเสรีภาพที่สวยงามในหัวหายวับไปทันที ทั้ง
4 พากันกระโดดลงจากเรือ โดยไม่ได้นัดหมาย และก็ไม่มีใครได้สอบถามกันว่าทุกคนว่ายน้ำเป็นหรือไม่
ทั้ง 4 คน ว่ายน้ำ จ้ำเอา จ้ำเอา กว่าจะถึงฝั่งลาว ใจแทบจะขาดรอนๆ
ทั้ง 4 สรุปร่วมกันว่า "
เสรีภาพ นั้น ไม่เคยได้มาจากการร้องขอแต่ เสรีภาพ ที่แท้จริงนั้น
จะได้มาก็โดยการต่อสู้เท่านั้น !!"
จากนั้นทั้ง 4
ก็เดินทางไปหาทหารบ้านอ้ายน้องลาว แล้วก็แจ้งวัตถุประสงค์ให้อ้ายน้องทราบว่า
"ทั้ง 4 ข้ามมาลาว เพราะถูกรัฐบาลฟาสซิส สุนัขรับใช้จักรพรรดินิยมอเมริกา ไล่ล่า
เข่นฆ่า จับกุม จึงหนีข้ามฝั่งมา เพื่อขอให้สหายอ้ายน้องลาว ช่วยติดต่อ
พรรคคอมมิวนิสต์ไทยให้ด้วย จะได้กลับไปโค่นล้มรัฐบาลปฏิกิริยาขี้ข้าอเมริกา" ทั้ง 4 พักอยู่กับทหารบ้านที่นี่ เป็นเวลา 10 กว่าวัน
พรรคประชาชนปฏิวัติลาวจึงส่งรถ ยีเอ็มซี ของอเมริกา คันเก่าๆ
ที่ยึดได้จากสงครามปลดปล่อยเอามารับ เพื่อไปสมทบกับ แกนนำรุ่นแรก จากนั้นก็นำไปพักที่บ้านพักเก่าของ ทหาร ยีไอ อเมริกัน เป็นตึก 2 ชั้น
ห้องนอนมีเตียงซึ่งมีที่นอนหนานุ่มแบบโรงแรม จำนวน ห้องละ 2 เตียง
มีห้องน้ำในตัว พร้อมแอร์คอนดิชั่น
แกนนำ นศ. ชาวนา ทั้ง 13
ชีวิต พักอยู่ที่บ้านพักเก่าของ ทหาร ยีไอ อเมริกัน ซึ่งเป็นตึก 2 ชั้น
ห้องนอนมีเตียงซึ่งมีที่นอนหนานุ่มแบบโรงแรม จำนวน ห้องละ 2 เตียง
มีห้องน้ำในตัว พร้อมแอร์คอนดิชั่น พร้อมอาหารครบ 3 มื้อ
ซึ่งเป็นการต้อนรับของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ที่ให้เกียรติแก่
ผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง
ทั้ง 13 ชีวิต รออยู่ที่นี่ ประมาณ 10 กว่าวัน สหายเล่าเต็ง
ผู้นำสูงสุดของ พ.ค.ท. เขต 8 ดอยยาว - ผาหม่น และ สหายพัฒน์ ประธานอำนาจรัฐแดง
ดอยยาว - ผาหม่น ก็เดินทางมาถึง รับ 12 คนให้เดินทาง
นั่งเรือไปขึ้นฝั่งที่บ้านกอนตืน เข้าสู่เขตฐานที่มั่น เขต 8 ดอยยาว - ผาหม่น
เตรียมการก่อสร้าง โรงเรียนการเมืองการทหาร 6 ตุลา 19 เพื่อ
รอรับสหายรุ่นต่อๆ ไป ที่ทะยอยกัน ขึ้นสู่ฐานที่มั่น
เข้าเรียนใน โรงเรียนการเมืองการทหาร
ส่วน สหายประสงค์ ส.เล่าเต็ง
จะขอให้พรรคประชาชนปฏิวัติลาว นำเรือไปส่ง โดยวิ่งทวนน้ำผ่านสามเหลี่ยมทองคำขึ้นไป
เข้าไปในเขตพม่า - ลาว แล้วหันหัวเรือกลับ ล่องลงมา เลียบริมฝั่งพม่า
ให้มองดูเป็นเรือพม่า จากนั้นให้ขึ้นบกฝั่งไทย ที่บ้านสบรวก
เข้าไปซ่อนตัวอยู่ในเตาบ่มบ้านสบรวกก่อน
จากนั้นจึงออกเดินทางไปติดต่อกับหน่วยงานในเมือง เพื่อนำมาพบกับสหายทหารป่า ณ
จุดนัดพบ ที่ริมถนนชายฐานที่มั่นในเขตอำเภอเทิง ( ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอป่าตาล
จ.เชียงราย )
ซึ่งวิธีการเช่นนี้ จะย่นระยะเวลาให้เร็วขึ้นกว่า เดินเท้าผ่านใจกลางฐานที่มั่นในที่สุด การนัดหมายครั้งแรก เพื่อให้หน่วยงานเมล์ ประสานงาน ระหว่าง ในเมือง กับ
ฐานที่มั่นก็กำลังจะเริ่มขึ้น
10 กว่าวันก่อนหน้า
สหายเล่าเต็ง และ สหายพัฒน์ จะมารับ ขณะที่ แกนนำ นศ. ชาวนา ทั้ง 13 ชีวิต
พักอยู่ที่บ้านพักเก่าของ ทหาร ยีไอ อเมริกัน ซึ่งเป็นตึก 2 ชั้น
ห้องนอนมีเตียงซึ่งมีที่นอนหนานุ่มแบบโรงแรม จำนวน ห้องละ 2 เตียง
มีห้องน้ำในตัว พร้อมแอร์คอนดิชั่น พร้อมอาหารครบ 3 มื้อ
ซึ่งเป็นการต้อนรับของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ที่ให้เกียรติแก่
ผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง
สหายทั้งหมด ต่างหลบหนีการเข่นฆ่า ไล่ล่า จับกุม ของทหาร ตำรวจ
ลูกเสือชาวบ้าน อย่างหัวซุกหัวซุน ระยะเวลาที่ผ่านมา ต้องคอยระแวด ระวัง
ต้องนอนหลับๆ ตื่นๆ อยู่ในอาการหวั่นวิตกอยู่ตลอด
หลังจากข้ามมาถึงประเทดลาว ประเทดที่ได้รับการปลดปล่อยโดยพลังประชาชน คนทุกข์
คนยาก แล้ว ทำให้พวกเราไม่มีความหวาดกลัวใดๆอีกทั้งสิ้น เพราะที่นี่คือ
ดินแดนแห่ง เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ และสันติภาพ โดยแท้จริง ดังนั้น
เมื่อได้มาพัก ในที่พักที่แสนสุขสบาย เช่นนี้ ก็ทำให้พวกเราได้พูดจาหยอกล้อ
กระเซ้า เย้าแหย่กัน อย่างสนุกสนาน
ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ตามที่ได้รับการอบรมจากพรรค คืนแรกๆ
ทุกคนจึงเอาผ้าห่มมานอนกับพื้น และเปิดหน้าต่าง ให้ลมจากภายนอกพัดผ่าน
นอนมาได้ 2 คืน ปรากฎว่า นอนกับพื้น พื้นก็แข็ง พื้นก็เย็น
เจ็บหลังไปหมด มิหน่ำซ้ำ ยุงก็บินตอมหู ว่อง ว่อง พลิกตัว กระสับ กระส่ายไปมา
ไม่ได้หลับ ไม่ได้นอนทั้งคืน ตกเช้าวันที่ 3 จึงได้ปรึกษาหารือกันว่า ....เอ...สหายอ้ายน้องลาว
เขาให้เรามาพักในห้องแบบนี้ แสดงว่าเขาคงต้องการต้อนรับพวกเราแบบนี้
ดังนั้น คืนนี้ พวกเราต้องปิดหน้าต่าง เปิดแอร์ นอนเตียงกันดีกว่า สหายเรา ที่เป็น นศ.
ก็เป็นลูกของชาวนา และสหายอีกส่วนหนึ่งก็เป็นชาวนา
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยเปิดแอร์ นอนบนเตียงที่ทั้งหนา ทั้งนุ่ม มาก่อน
พอขึ้นไปนอนบนเตียงครั้งแรก มันช่าง อ่อนนุ่ม ยวบยาบ มีสปริง
เด้งดึ๋งได้ ส.เล่ากื๋อ ตัวเล็กหน่อย จึงกระโดดขึ้นไปตีลังกา กลับหัว
กลับเท้าบนที่นอน ที่นี้ พอสหายคนอื่นๆ เห็นสนุก ก็พลอยทำตามมั่ง
เลยสนุกสนานเป็นการใหญ่ ทันใดนั้นก้ได้ยินเสียง " โครม "
เตียงนอนหลังหนึ่งที่ ส.ศรชัย
กระโดดขึ้นไป ตรงกลางหักพับลงจนถึงพื้น ทุกคนเงียบกริบ
จากนั้นจึงค่อยๆ ยกเตียงตัวนั้นมาดัด และคืนนั้นไม่มีใครกล้านอนเตียงหลังนั้นอีก
รุ่งเช้ามา จึงช่วยกันหาไม้มาเป็นคานขวางตรงกลาง และเสริมขาเตียงเพิ่ม
ทำให้ใช้เตียงได้ดีดังเดิม
การเปิดหน้าต่างทำให้มียุงบินรบกวนจนนอนไม่หลับ คืนนั้นจึงปิดหน้าต่าง
และเปิดแอร์ และก็เป็นครั้งแรกที่นอนห้องแอร์ จึงเปิดแอร์
ที่อุณหภูมิต่ำสุด อากาศจึงหนาวมาก แต่ทุกคนก็หลับสนิท
เปิดแอร์ หนาวจัดมาได้ 3 วัน ปรากฏว่า หลายคนเริ่มเป็นหวัดไม่สบาย
มีน้ำมูก เดือดร้อนไปถึง สหายอ้ายน้องลาว ที่ให้การต้อนรับ ดูแล ผปง.
พรรคคอมมิวนิสต์ไทยอยู่ ต้องจัดพยาบาล มาให้การรักษาพยาบาล
วันแรกที่พยาบาลอ้ายน้องลาวมาถึง ทุกคนตกตลึง กันไปหมด
โดยเฉพาะ ส.สุเทพ ถึงกับเข่าอ่อน ทรุดตัวกองลงกับพื้น
" โอ้ โห้ สวยจริงๆ พยาบาล อ้ายน้องลาว สวยจริงๆ " จากนั้นมา
สหายทุกคนพยายามป่วยให้นานที่สุด
เพื่อจะได้รับการดูแลจากพยาบาลสาวสวยจาก พรรคประชาชนปฏิวัติลาวและ
ต่างคนต่างกันแย่งขายขนมจีบ ทำตาน้อย ตาใหญ่ ให้น้องนาง
หวานจนมดตอมเต็มไปหมด จนวันสุดท้าย
ก่อนขึ้นฐานที่มั่น ส.สุเทพ เอ่ยปากชวน
พยาบาลสาวสวยให้มาช่วยปฏิวัติไทย พยาบาลสาวลาว ตอบว่า
" ขอให้อ้ายน้องไทย เสนอทางพรรคเฮามา หากชั้นเทิง ( ชั้นบน ) หันซอบ
(เห็นชอบ ) ฮื้อ (ให้)ไป ข้อยก็จะไป ฮบ(รบ )เคียงคู่อ้ายน้องไทยจนกว่าการปฏิวัติจะสำเร็จ
เด้อ "
ส.ประสงค์ ( ส.ตะวัน ) หลังจาก
นัดหมายเรื่องการจัดส่ง คนขึ้นฐานที่มั่นกับ
ส.เล่าเต็ง ส.พัฒน์ ที่ลาวแล้ว
ก็ลักลอบเดินทางกลับเข้าไทยผ่านพม่าโดยทางเรืออีกครั้งหนึ่ง
กลับมาถึงไทย ก็เข้าพักที่สถานีบ่มใบยาสูบบ้านสบรวก
ใกล้กับสามเหลี่ยมทองคำ เพื่อแจ้งข่าวการนัดหมายส่งคนขึ้นฐานที่มั่น
ให้กับจัดตั้งงานในเมืองได้ทราบ
จะได้เตรียม หน่วยเมล์ ( หน่วยขนส่งข่าวสาร คน
เสบียงอาหาร เกลือ ยารักษาโรค หนังสือ รวมทั้งอาวุธ ฯลฯ ) และนัดหมาย กับ
สหายเราที่เด่นแดง ให้เตรียมตัว เพื่อส่งขึ้นฐานที่มั่นก่อน
ปรากฏว่า จัดตั้งงานในเมือง
ได้มีการเตรียมการตั้งหน่วยเมล์ ขึ้นมารองรับ
โดยให้หน่วยเมล์เช่าบ้านในเขตเทศบาลเมืองเชียงราย หลังหนึ่งไว้ เป็นจุดพักคน
สิ่งของ ก่อนส่งขึ้นฐานที่มั่น หน่วยเมล์ของเขต 8 ชุดแรก
ผู้รับผิดชอบ ประกอบด้วย ส.เรณู น.ศ. มช. และ ส.สันต์ นร.อาชีวะ จากลำพูน
ส.เรณู ได้นัดพบ ส.ประสงค์ ที่ขนส่งเชียงราย โดยที่ทั้งสองยังไม่รู้จักกัน
แต่ได้นัดหมายเรื่องเครื่องแต่งกายของแต่ละฝ่าย และคำถาม คำตอบ
ซึ่งเป็นรหัสลับกันไว้แล้ว
ถึงวันนัดหมาย
ต้นเดือนพฤศจิกายน 2519 อากาศกำลังหนาวเย็น
ส.เรณู ในชุดเสื้อเจ็ทเก็ตฟิลล์สีเขียว
แบบของทหารอเมริกัน
พันคอด้วยผ้าขะม้าตาหมากรุกสีแดงขาว คีบบุหรี่ระหว่างนิ้วกลางกับ
นิ้วนางด้วยมือซ้าย ยืนเตร่ไปมาบริเวณ สถานีขนส่ง
รอเวลาที่ รถขนส่งประจำทางสามเหลี่ยมทองคำ เชียงราย จะมาถึง
เมื่อรถประจำทางเข้าจอดเทียบชานชลา ส.ประสงค์ ในชุดเสื้อกันหนาวสีน้ำเงิน
พันคอด้วยผ้าขะม้าตาหมากรุกสีน้ำเงิน-ขาว สวมหมวกไหมพรมสีน้ำเงินเข้ม มือขวา
ถือหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ก็เดินลงจากรถ
ส. ประสงค์ หันมองไปรอบๆ
แล้วก็เจอกับบุคคลที่แต่งตัว และมือคีบบุหรี่ ตามที่ได้นัดหมายไว้ แต่เพื่อให้แน่ใจ
จะต้องเข้าไปถามรหัสก่อน ว่า เป็น ส.เรณู หรือไม่ ส.ประสงค์ จึงควักบุหรี่
ขึ้นมา แล้วถามว่า ขอโทษครับ ขอยืมไฟแช็ค ซิปโป้
หน่อยครับ ไฟแช็ค ซิปโป้ ไม่มีครับ
มีแต่ไม้ขีดกล่องแบบ ป๊อกโซ่ ครับ ส.เรณู ตอบ
เมื่อรหัสถามตอบตรงตามที่ตกลงไว้ สหายทั้งสองจึงเข้าไปจับมือกัน
แล้วรีบขึ้นมอเตอร์ไซด์ ซ้อนท้ายกัน ขับกลับเข้าบ้านพักทันที
ที่บ้านพัก ส.ประสงค์ได้พบกับ
ส.สุทิน
นศ.วค.เชียงใหม่ ด้วยกัน ทั้งสองถลาเข้ากอดกันด้วยความดีใจ ที่ทั้งคู่รอดตายมาจากการไล่ล่าของตำรวจ ทหาร
รัฐบาลเผด็จการมาได้
ส.ประสงค์ นอนที่บ้านหน่วยเมล์อยู่
2 3 วัน รอวันเวลาที่จะติดต่อกับสหายทหารป่าที่ริมถนนชายเขตฐานที่มั่นเขต 8
และแล้ววันนัดหมายก็มาถึง
21.00 น. ท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็น ส.ประสงค์ พร้อมกระเป๋าเดินทางใบเล็กๆ
และถุงย่าม นั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซด์ ส.เรณู ขับจากตัวเมืองเชียงราย
มุ่งหน้าตรงไปยังอำเภอเทิง ผ่านที่ว่าการอำเภอเทิง
เลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าตรงไปยังอำเภอเชียงของ โดยหยุดให้ด่านของทหาร ตำรวจ อปพร.
ซึ่งตั้งอยู่ตลอดเส้นทางตรวจ เป็นระยะๆ ประมาณ 23.30 น. มอเตอร์ไซด์หน่วยเมล์
ก็เข้าบริเวณจุดนัดพบ ริมถนนสายอำเภอเทิง อำเภอเชียงของ
ทั้งสองขับมอเตอร์ไซด์ ส่องไฟไปตามถนนอย่างช้าๆ เพื่อสังเกตุ รหัสลับ คือ
วาง กิ่งไม้เป็นรูปกากบาท บริเวณริมถนน ที่สหายทหารป่าจะนำมาจัดวางไว้
วิ่งรถไปมาไม่รู้กี่รอบก็หาไม่พบ เจอแต่ ยอดไม้เล็กๆ
ที่วางทับกันคล้ายรูปกากบาท ส.เรณู กล่าวว่า ..เอ..จะเป็นยอดไม้นี้หรือเปล่า
? ส.ประสงค์ ตอบว่า ไม่ใช่ดอก มันเล็กเกินไป
ถ้าใช่ต้องกิ่งใหญ่ๆ ซิ พูดจบก็ใช้เท้าเตะยอดไม้นั้นทิ้ง ไป กลับก่อน
ถ้าวันนี้ไม่เจอ ทหารป่าบอกว่าพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ ส.ประสงค์ ชวน ส.เรณู กลับ
คืนแรก ทั้งสองจึงยังติดต่อกับสหายทหารป่าไม่ได้
วันรุ่งขึ้น ส.เรณู ได้ปรึกษากับ
ส.สันต์ ว่าเพื่อไม่ให้เสียเวลา ให้ ส.สันต์ เอา ส.สุทิน ซ้อนรถมอเตอร์ไซด์ไปอีกคันไปด้วย
หากเจอสหายทหารป่า ก็จะได้ส่ง ส.ประสงค์ และ ส.สุทิน เข้าป่าไปเลย
จะได้ไม่ต้องเสียเวลา คืนนั้น พอได้เวลา รถมอเตอร์ไซด์
ทั้งสองคันก็วิ่งออกจากบ้านพักในเขตเทศบาลเมืองเชียงราย
เพื่อนำพาสหายทั้งสองไปส่งให้กับสหายทหารป่า แต่หากว่าคืนนี้
ยังไม่พบสหายทหารป่าอีก การนัดหมายทั้งหมดระว่างในเมือง กับ เขต 8
ก็จะขาดสะบั้นลงอีกทันที ดังนั้นทุกคนจะต้องพยายามสังเกต
รหัสลับบริเวณจุดนัดพบให้ได้
รถมอเตอร์ไซด์ทั้งสองคัน
วิ่งเข้าด่านทหาร ตำรวจ ให้พวกปฏิกิริยา ตรวจค้น
ผ่านแต่ละด่านออกมาได้อย่างหายใจไม่ทั่วท้อง ในที่สุด
รถมอเตอร์ไซด์ทั้งสองคันก็เคลื่อนตัวเข้าบริเวณจุดที่นัดหมายอีกครั้ง
คืนนี้ รถทั้งสองคัน ค่อยๆขับส่องไฟไปบนถนนอย่างช้าๆ รอบที่หนึ่งผ่านไป
ไม่เห็นมีกิ่งไม้ใหญ่ๆ มาวางเป็นเครื่องหมายกากบาทสักจุดเลย
รอบที่สอง รถทั้งสองคันวิ่งช้าลง ส่องไฟไปทั่วก็ยังไม่เห็น
พอถึง รอบที่สาม ส.ประสงค์ อดไม่ได้จึงบอกให้รถทั้งสองคันจอดที่จุดที่มี
กิ่งยอดไม้เล็กๆวางเป็นรูปกากบาท
ซึ่งวางไค้วกันไว้แบบเดียวกับเมื่อคืนที่ผ่านมา พอรถจอด
ส.ประสงค์ ก็ตะโกนขึ้น สหาย สหาย
ทันทีทันใดนั้น
ทุกคนก็ต้องตกตลึง เมื่อเห็นดาวสีแดง บนหน้าหมวกของชายในชุดเครื่องแบบทหาร
สะพายปืนอาก้า 3 4 คนโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ข้างทาง ทหารป่า ถามขึ้นด้วย
สำเนียงของคนอีสาน
ว่า สหายชื่ออะไร ครับ
"สหายประสงค์ ครับ ส.ประสงค์ ตอบ
ผมสหายพรหม เป็นหัวหน้าหน่วยลำเลียงครับ งั้นดับเครื่องรถก่อน
แล้วจูงรถมอเตอร์ไซด์ เข้ามาทางหลังพุ่มไม้นี้ก่อนนะครับ
เมื่อจอดรถดีแล้ว ส.เรณู ส.สันต์ ส.ประสงค์ ส.สุทิน ก็เข้าไปจับมือกับ ส.พรหม ส.เล่านา ส.สันติ ส.มั่น ส.ประโยชน์ ใช้เวลาหลังพุ่มไม้ไม่ถึง 5 นาที
ส.เรณู กับ ส.สันต์ ก็นัดหมายแผนหลัก และแผนสำรอง
ในการส่งสหายในเมืองเข้าสู่ฐานที่มั่นกับ ส.พรหม เป็นที่เรียบร้อย ก่อนจาก ส.เรณู
กับ ส.สันต์ ก็ดึงมือ ส.ประสงค์ กับ ส.สุทิน มาจับ พร้อมกับกล่าวเบาๆ
ว่า
เราจะพบกันอีกครั้ง ในวันที่ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
ถนอมร่างกายด้วยนะ สหาย
จากนั้น มอเตอร์ไซด์
ทั้งสองคันก็ติดเครื่อง ค่อยๆขับมุ่งตรงไปยังเขตอำนาจรัฐขาว
เพื่อปฎิบัติหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเขตงานในเมือง กับ
อำนาจรัฐสีแดงฐานมี่มั่นเขต 8 ดอยยาว ผาหม่น ต่อไป ขณะเดียวกัน ส. ประสงค์ ส.สุทิน ก็เดินตามสหายทหารป่า
เข้าไปในเขตฐานที่มั่นอำนาจรัฐแดง คนหนึ่ง เข้าไปเพื่อเตรียมการขยายเขตงานใหม่
กระโดดข้ามเข้าไป ในแนวหลังของศัตรู ส่วนอีกคนหนึ่ง เข้าไปเพื่อร่วมกับมิตรสหาย
ที่นำโดย
ส.อินทร ก่อสร้างโรงเรียนการเมืองการทหาร 6 ตุลา 19
ให้เป็นสถานที่ฝึกฝนนักปฏิวัติรุ่นใหม่ ที่ทั้ง แดงและเชี่ยวชาญ
7 วันต่อมา ผู้นำนักเรียน นักศึกษา ชาวนา ปัญญาชน ฯลฯ
ก็เริ่มถูกทะยอยส่งขึ้นสู่ฐานที่มั่น ชุดแรกๆ ได้แก่ ส.น้าพันธ์ ส.น้านวล พร้อมลูกสาวทั้งที่กำลังผลิสาว
และที่ยังเล็กๆอยู่รวม 4 คน ได้แก่ ส.ติ๋ม ส.นุช ส.ตุ่น ส.ตู่ นอกจากนี้ยังมี ส.บิน (น้องสาว ส.น้านวล) ส. น้อย นศ.พยาบาล จาก มช. ส.หลิว ครูประชาบาลจาก
อ.เชียงแสน โดยมี ส.ผู้กองเล่ายี ( พ่อหลวงเกิด ) ส.จำเนียร ( ส.อีสาน
จากหมู่บ้านนาบัว อ.เรณูนคร จ.นครพนม หมู่บ้านเสียงปืนแตก ) ส.สันติ ส.ประโยชน์ ส.มั่น
ขายาว ส.เล่าใช่ ฯลฯ เป็นผู้ไปรับ แล้วนำขึ้นภู เข้าเขตฐานที่มั่นไปพักที่สำนัก
65
สำนัก 65
-สำนักของหน่วยงานลำเลียง
สำนัก 65
เป็นสำนัก ของ
หน่วยงานลำเลียง อยู่ในเขตไทย มีหน้าที่รับ - ส่ง จดหมาย เอกสาร
หนังสือ ข่าวสาร คน เสบียง อาหาร ยารักษาโรค เกลือ เสื้อผ้า อาวุธ ฯลฯ
จะต้องผ่านสำนักนี้ มีทั้งเพื่อเข้าไปในเขตฐานที่มั่น เขต 8 หรือส่งผ่านไปเขต 7
หรือส่งไปแนวหลังไม่ว่าจะเป็น ลาว เวียดนาม จีน สปท. และในทางตรงกันข้าม ก็มี
ทั้งคน จดหมาย ข่าวสาร สิ่งของ และ อาวุธ ถูกส่งจากแนวหลัง
ส่งผ่านลงไปให้กับผู้ปฏิบัติงานในเมือง และ ผปง. เขตงานใหม่
ส.ประสงค์ ขึ้นไปปรึกษางานกับ
ส.เล่าเต็ง ที่สำนัก 65 ได้เพียง 2 วัน ก็ต้องเดินทางกลับลงมา
เพื่อไปบุกเบิกเขตงานใหม่ สวนทาง กับ คณะของ ส.น้าพันธ์ ที่จุดนัดพบข้างถนนเทิง
เชียงของ ซึ่งคนรัก ของ ส.ประสงค์ ( ในขณะนั้น )ร่วมอยู่ด้วย โดยได้ยินเสียงพูดของหญิงคนรัก
แต่ไม่มีโอกาสได้เข้าไปทักทาย เพราะกลัวเสียลับ และ กลัวคนรักเป็นห่วง
จึงต้องรีบขึ้นรถ เพื่อไปบุกเบิกเขตงานใหม่ ขณะเดียวกัน ในฐานะลูกที่ดีของพรรค
ซึ่งต้องยึดมั่นในคำขวัญ 3 ไป ของพรรคที่สอนว่า
1. ไปในที่ยากลำบาก 2. ไปอย่างไม่มีเงื่อนไข
3. ไปในที่ที่พรรคต้องการ
1 ปีหลังจากนั้น ส.ประสงค์
ก็มีโอกาสมาเยี่ยมคนรักอีกครั้งหนึ่ง และ ก็นับเป็นครั้งสุดท้าย เนื่องจากเขาก็ต้องรับบทบาทนำในเขตงานแนวหน้า
ซึ่งการทำงานเต็มไปด้วยความยากลำบาก และต้องถูกล้อมปราบอยู่เนืองๆ จากสภาพที่ต่างคนต่างอยู่ และไม่มีโอกาสได้พบปะส่งข่าวคราวถึงกันและกันเลย
ประกอบกับต่อมาเกิด วิกฤติศรัทธาในขบวนการปฏิวัติ ความรักของทั้งสองจำ
ต้องเลิกลากันไป
คณะของ ส.น้าพันธ์ ที่มีเด็กผู้หญิงเล็กๆ
เดินทางร่วมมาด้วย ต้องใช้เวลาเดินทางค่อนข้างช้า กว่าจะมาถึงสำนัก 65 ที่สำนัก
65 คณะ ส.น้าพันธ์ ได้พบกับ คณะของสหายที่เดินทางล่วงหน้าก่อนแล้ว ได้แก่ ส.สุดเขต
แกนนำกลุ่มครูประชาบาลเพื่อประชาชน ( ปช.ปช. ) และ สหาย......(
จำชื่อจัดตั้งไม่ได้ ) ข้าราชการระดับสูงของกรมประชาสัมพันธ์ ที่พบเห็นการเสนอข่าวที่ใส่ร้ายป้ายสีขบวนการประชาชนจนทนไม่ได้
ได้ตัดสินใจเข้าป่า ประกาศการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ผ่าน
สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย ( สปท. ) ที่เข้าป่าพร้อมภรรยา
ชื่อจัดตั้ง ส.เดือน และ
ลูกน้อยอีก 2 คน คนเล็กวัย 3 เดือน กำลังแบเบาะ
ส.เดือน เล่าให้ฟังว่า
หลังจากหน่วยเมล์มาส่งลงจากรถแล้ว ทุกคนก็รีบหลบเข้าไปซ่อนอยู่กับสหายทหารป่า
หลังพุ่มไม้ข้างทาง ขณะนั้นบังเอิญ มีรถสายตรวจของทหาร ที่ติดไฟสปอร์ตไลท์
บนหลังคาวิ่งผ่านมา และส่องไฟเข้าไปแถวพุ่มไม้ข้างถนนตลอดเส้นทาง
ทำให้ทุกคนต้องหมอบราบ นิ่งอยู่กับพื้น และที่ ส.เดือน กังวลเป็นที่สุด
ก็คือ
กลัวลูกน้อย ร้องไห้เสียงดังขึ้นมาตอนนั้น หากลูกน้อยร้องไห้ขึ้นมา
ทุกคนต้องตายหมด เธอจึงรีบเอามือปิดปากลูกน้อยไว้แน่น
จนกระทั่งแสงไฟจากรถตรวจการณ์ค่อยๆ ไกลออกไป
ๆ จนหายลับตาไปในที่สุด
เมื่อ รถตรวจการณ์ผ่านไปแล้ว
ส. พรหม จึงสั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อม
เดินตามเกาะหลังกัน อย่าให้แตกแถวออกจากกัน
โดยไม่ให้ใช้ไฟฉาย และห้ามไม่ให้มีเสียงดัง เพราะหากมีเสียงดัง หรือ
แสงไฟเกิดขึ้น ศัตรูจะใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มบริเวณที่เห็นแสงไฟ หรือ
ได้ยินเสียงของพวกเราทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้อยร้องไห้ขณะเดินขึ้นภู
เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับคณะ
เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับการปฏิวัติ ส.เดือน จึงตัดสินใจนำเอายานอนหลับให้ลูกน้อยวัย
3 เดือนดื่มผสมนมทันที แม้เธอจะทราบดีว่า ยานอนหลับเม็ดนี้
ลูกน้อยของเธอ อาจจะเป็นเจ้าหญิงนิทรา ไปตลอดชีวิต
แต่เพื่อชัยชนะของการปฏิวัติ ถึงแม้ ลูกน้อย สุดที่รักของเธอ
"จะต้องตาย" เธอ และ สามี ก็ยินดีที่จะ เสียสละ
หน่วย ส.ย.ท.
"หน่วย ย."-"หน่วยดาวประกายพฤกษ์ "
ช่วงหนึ่งของชีวิต
ใน
โรงเรียนการเมืองการทหาร 6 ตลา 19 เขต 8 ดอยยาว - ผาหม่น จ.เชียงราย
ได้มีโอกาสร่วม
หน่วย ส.ย.ท. ซึ่งมี
สหายต้น สมาชิกพรรค เป็นจัดตั้ง หน่วย
ส.ย.ท. ขณะนั้นที่จำได้ประกอบด้วย ส.นิด เป็นเลขาธิการหน่วย ส.นิภา ส.มาก ส.จันทา
ส.บุญ และ
ส.สุนทร ทั้งหมดล้วนเป็น สหายนักศึกษา ซึ่งเป็น ย. ตั้งแต่ในเมือง เมื่อขึ้นมาบนฐานที่มั่น
จัดตั้งก็ได้ให้มีการรวบรวม ตั้งหน่วย ย. โรงเรียนในโรงเรียนขึ้น ส.ต้น
ได้อบรมพวกเราอย่างเข้มงวด ทั้งด้านโลกทรรศน์
และชีวทรรศน์ โดยเฉพาะชีวทรรศน์ ทำให้พวกเราปรับปรุงตนเองอย่างสม่ำเสมอ
หน่วย ย. ของเรา มีการนัดประชุมกันทุกอาทิตย์ โดยแอบออกมาพบกันที่ลำห้วย
ด้านล่างของโรงเรียนการเมือง ฯ เวลาคุยกันก็ห้ามใช้ไฟ และพูดคุยกัน
ด้วยเสียงเบาๆ เพราะกลัวจะเสียลับ มีอยู่คืนหนึ่งขณะที่กำลังประชุมหน่วย
ส.สันติ
ซึ่งเป็น ส.ม้ง
มีหน้าที่สอนการทหาร และคุ้มกันโรงเรียน เข้ายามอยู่
ได้ยินเสียงคุยกันของพวกเรา จึงส่องไฟฉาย พร้อมกับตะโกนมายังพวกเรา ว่า "
นั่นใคร ๆ ออกมา เดี๋ยว ยิง นะ "
แต่ ส.ต้น ก็ให้พวกเราหมอบอยู่นิ่งๆ
สักครู่ เมื่อไม่เห็นมีอะไรเคลื่อนไหว ส.สันติก็เดินตรวจไปทางอื่นต่อ พอ ส.สันติ
เดินผ่านไปแล้ว พวกเราทุกคนถึงกับถอนใจด้วยความโล่งอก เพราะกลัว จะถูก ส.สันติ
ยิงสุ่มเข้ามา ณ. จุดที่พวกเราหมอบอยู่
ซึ่งช่วงแรกที่กำลังมีการก่อสร้างโรงเรียนขึ้น
ก็เคยเข้าใจผิดเกิดการยิงต่อสู้กันจนสูญเสีย มาครั้งหนึ่งแล้ว
หน่วย ย. โรงเรียน
ใช้ชีวิตจัดตั้งร่วมกันมาจนกระทั่งเรียนจบหลักสูตร
ก่อนที่จัดตั้งจะส่งนักเรียนที่จบแล้วไปปฏิบัติงานตามหลักการ 3 ไป
ที่สอนพวกเราว่า 1. ไปในที่ที่ยากลำบาก 2. ไปโดยไม่มีเงื่อนไข 3.
ไปตามที่พรรคเรียกร้องต้องการ สหายต้นได้ให้พวกเราช่วยกันตั้งชื่อหน่วย ย.
ของพวกเราไว้ เพื่อจะได้จารึกว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตเราได้สังกัดหน่วย ย.
หน่วยหนึ่ง ณ.โรงเรียนการเมืองการทหาร 6 ตุลา 19 เขต 8 ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ
ตี 2 แล้ว พวกเราแหงนมองขึ้นไปดูบนท้องฟ้าในคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว เราเห็นดาวดวงหนึ่งส่องแสงเป็นประกายสดใสแจ่มจรัสกว่าดาวดวงใด
เราจึงได้ให้ชื่อหน่วย ย. ของพวกเราว่า หน่วย " ดาวประกายพฤกษ์

28 ปีผ่านไป "ดาวประกายพฤกษ์ " ดวงนั้นยังคงเปล่งแสงเป็นประกาย ดาวประกายพฤกษ์
ดวงนั้นหาใช่ใครที่ไหน ดาวประกายพฤกษ์ ดวงนั้น
คือ
สหายต้น จัดตั้งของพวกเรา ผู้ซึ่งเป็นประกายไฟ
ส่องชี้นำทาง และสว่างไสวอยู่ในใจของพวกเรา
ให้รับใช้ประชาชนต่อไปตราบนิจนิรันดร์
คารวะปฏิวัติ
CHAI_