Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

[หมายเหตุ บก. 2519me.com    /      ความจริงเวบไซท์นี้ ต้องการจะบันทึกแต่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ภาคประชาชน โดย นักศึกษาปัญญาชนกรรมกรชาวนา ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ในช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เท่านั้น? แต่....เนื่องจาก บก. เห็นว่า ข้อเขียนนี้น่าจะมีประโยชน์พอสมควร สำหรับคนรุ่นหลังที่ใฝ่ศึกษาเรียนรู้ประวัติอีกหน้าหนึ่งและอีกด้านหนึ่งของประเทศไทย ที่จะได้เข้าใจเหตุการณ์อีกด้านหนึ่ง ของ ความสัมพันธ์ของผู้คนในภูมิภาคแถบนี้-แถบลุ่มแม่น้ำโขง จึงขอนำข้อเขียนอันเป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนซึ่งใช้ชื่อว่า "ประสิทธิ์" มาเผยแพร่ไว้ ณ ที่นี้ อีกที่หนึ่ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าของข้อเขียนจะ "ไม่ว่าอะไร" เพราะ เวบไซท์นี้ ไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวอะไรและไม่ใช่ธุรกิจหวังกำไร-นอกจากกำไรชีวิตของคนรุ่นหลังที่จะผ่านประสบการณ์ "ช่วงนั้น" ด้วย  ตัวหนังสือ โดยไม่ต้องผ่านประสบการณ์จริงเช่นนั้น....ในอนาคต!/หวังว่านะ...]

http://www.thaioctober.com/yabbse/index.php?board=6;action=display;threadid=881

ศึกลำโดมเลือด

โดย ประสิทธิ์

คำนำ

เรื่องนี้เป็นผลงานอันดับ 1 ในชุด "บันทึกเลือดพนมดงเร็ก"   ซึ่งผมเอามารีไรท์ใหม่  ใครเคยอ่านแล้ว ก็ลองอ่านใหม่ได้ เอามาเปรียบเทียบดู ผมเขียนเป็นแบบตัวของตัวเองเลย
...................................................................................................
 

บันทึกครั้งที่สอง

“ศึกลำโดมเลือด” เล่มที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ แต่เดิมผู้เขียนใช้ชื่องานเขียนเล่มนี้ว่า "บันทึกเลือดพนมเร็ก” ซึ่งได้หยิบเอาบทบาทของสหายผู้หนึ่งที่ชื่อว่า ”ส่องแสง” เป็นตัวเดินเรื่องทั้งหมด โดยได้ระบุชัดเจนว่าเป็นการเขียนเพื่อต้องการสื่อสารบอกกล่าวเรื่องราวบางเรื่อง ที่ไม่มีใครเคยรับรู้ และมันกำลังจะตกหล่นไปจากประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนไทย

เขตงานอีสานใต้ (เขต 11) นับเป็นอีกเขตงานหนึ่งที่มีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยพากันหนีร้อนไปพึ่งเย็น ภายหลังการก่อสังหารโหดกลางกรุงฯ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อครั้งกระโน้น

ทันทีที่ "บันทึกเลือดพนมดงเร็ก" ได้ผ่านสายตามิตรสหายจำนวนหนึ่ง ผมก็ได้รับทั้งคำชื่นชมยินดี และคำตำหนิติเตียน ทั้งจากในส่วนเพื่อนมิตรที่เคย “กินน้ำร่วมท่า กินปลาร่วมท้าย กินกล้วยร่วมหวี” ในเขตป่าเขาเขตงานอีสานใต้

สหายจำนวนไม่น้อย มีความเห็นว่าผมควรจะเขียนงานเล่มนี้ใหม่ และให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด  ผมจึงตัดสินใจลงมือปรับปรุงงานเขียนเล่มนี้ใหม่ ภายใต้ชื่อ ”ศึกลำน้ำโดม” เพื่อเป็นอนุสรณ์จารึกถึงลำน้ำแห่งนี้ ที่ซึ่ง ครั้งหนึ่งที่บริเวณต้นธารของมันนั้น สหายทั้งหญิงชายจำนวนมาก ได้เสียสละชีวิตอย่างองอาจกล้าหาญ ในภารกิจปกป้องปิตุภูมิจากทหารเวียดนามผู้รุกราน ในช่วงปี 2523

ผมรู้สึกดีใจ ที่ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้  ได้รับการตอบรับและเป็นที่กล่าวขานถึงในระดับหนึ่ง ในขณะที่ยังมีผู้คนในสังคมนี้อีกมากมาย ยังไม่มีโอกาสรับรู้เรื่องนี้เลยสักนิดว่า ในปี 2523 กองทัพปลดแอกประชาชน(ทปท.) จังหวัดอุบลราชธานี ได้เสียสละพลีชีพในภารกิจปกป้องพิทักษ์อธิปไตย รักษามาตุภูมิที่รักยิ่ง    ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้น มี อดีตนักศึกษาชาวอุบลฯ คนหนึ่งที่มีชื่อจัดตั้งว่า“ส่องแสง” ที่ได้สร้างวีรกรรม ที่วีระอาจหาญ ต่อต้านการรุกรานของกองทัพเวียดนามผู้รุกรานไว้!

โครงกระดูกของเขาและมิตรร่วมรบในวันนี้ ยังคงถูกฝังอยู่บนเทือกเขาผืนป่าพนมดงเร็ก ที่น่าสะพรึงกลัว บริเวณชายแดนไทย-ลาว-กัมพูชา

เรื่องที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้    เขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงของผม ในฐานะทหารคนหนึ่ง ของ กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย(ทปท.)

มีหลายคนตำหนิวิจารณ์งานเขียนของผมว่า ไม่ค่อยมีความงดงามทางภาษาหรือวรรณศิลป์  ผมก็ได้แต่นิ่งรับฟังด้วยดี  และอยากจะบอกความในใจบางสิ่งบางอย่างว่า

งานของผมไม่ใช่นิยาย  ผมเขียนนิยายไม่เป็น เรื่องราวทั้งหมดผมไม่ได้พล๊อตเรื่องนั่งเทียนเขียนขึ้น  กงล้อประวัติศาสตร์ต่างหากที่มันทำหน้าที่พล๊อตเรื่องด้วยตัวของมันเอง  ที่ผมทำได้ก็เป็นเพียงการพยายามเรียงร้อยถ้อยคำตามลำนำที่เป็นจริง โดยมิให้ขาดตกบกพร่องเท่านั้น 

ผมคงไม่สามารถทำงานตามที่ตลาดต้องการได้ เฉกเช่นเดียวกับนักร้องเพลงเพื่อชีวิต ที่ไม่สามารถร้องเพลงตามที่ค่ายเทปบงการได้ฉันท์ใด

ผมเพียงต้องการให้ ประวัติศาสตร์การเมืองไทย รับรู้ว่า ในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นิสิตนักศึกษาจำนวนหนึ่ง ที่จำเป็นต้องหลบหนีเข้าป่าไปพึ่งใบบุญ พคท. ในเขตอีสานใต้นั้น ได้เสียสละชีวิตในการ “รบทัพจับศึก” ต่อต้านการรุกรานจากกองทัพเวียดนาม นั้นเป็นเรื่องจริง มิใช่นิยายคุยเขื่อง ”เอามัน” ในวงเหล้า

งานเขียนของผม ทั้งสามเล่มนี้ ผมอยากตั้งชื่อชุดมัน ว่า "บันทึกเลือดพนมดงเร็ก” ซึ่ง จะประกอบไปด้วย 
1.พิราบราม
2.ศึกลำโดมเลือด  และ
3.ทัพตนแดง

“พิราบราม” นั้นกล่าวถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ผมเรียน  ในช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และได้นำเสนอภาพของขบวนการต่อสู้ของนักศึกษาในรามคำแหง  มาจนถึงการเกิดกรณีการสังหารโหดวันที่ 6 ตุลา 2519 ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการตัดสินใจเข้าป่าจับปืนร่วมกับ พคท. ทางภาคอิสาน(ตอนใต้)

“ศึกลำโดมเลือด” นั้นเดินเรื่องต่อมาจาก ”พิราบราม” โดยเริ่มเรื่องตั้งการเข้าสู่เขตป่าเขาในเขตอีสานใต้ และกระบวนการดำรงชีวิต จวบจนมาถึง กระแสสังคมนิยมล่มสลาย นำมาซึ่ง การรุกรานของกองทัพเวียดนามและการต่อต้านการรุกราน  ที่ต้องเอาเลือดทาแผ่นดิน ของ กองทหารเขต 11 อีสานใต้  และการปิดเขตโยกย้ายงานมายังภาคตะวันออก
 
“ทัพตนแดง” เป็นเรื่องราวที่เดินเรื่องต่อมาจาก   ”ศึกลำโดมเลือด”  เมื่อไม่สามารถต้านยันการรุกรานได้ ก็มีความจำเป็น จะต้องโยกย้ายถิ่นฐานมายังภาคตะวันออก ของประเทศไทย เพื่อรอคอยแนวทางใหม่จากที่ประชุมสมัชชา 4 ของพรรคฯ และ การร่วมมือกับนายทหารกลุ่มยังเตริก์ในการก่อกรณี ”เมษาฮาวาย”อันลือลั่น

ความดี ของ งานเขียนทั้ง 3 เล่ม ผมขอยกให้ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย(ทปท.)  และ วีรชนนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน ที่เสียสละทั้งในเมืองและชนบท ในทุกเหตุการณ์ และในทุกเขตงาน.

ขอกราบแทบเท้าแม่และยาย ที่เพียรสั่งสอนให้ลูกตั้งมั่นเป็นคนดีของแผ่นดิน

ขอบคุณตาทองสุก  ตาแช่ม เสรีไทยนิรนาม ที่มีส่วนผลักดันให้ชีวิตของหลานคนนี้ เลือกเดินบนเส้นทางรับใช้ประชาชน
 

ยังรัก ศรัทธาและเชื่อมั่นในพลังประชาชนไม่เสื่อมคลาย

14  ตุลาคม  2545
บ้านประภาวรรณ  มีนบุรี   

จากใจผู้เขียน

อนุสรณ์สถานวีรชนอีสานใต้  สถานที่บรรจุกระดูกนักรบปฏิวัติ เขตงาน 11 อิสานใต้ในการสู้รบกับกองทหารเวียดนาม  แม้ผมจะไม่สามารถจำรายนามสหายเหล่านั้นได้หมด  แต่ในทุกปีผมต้องทำบุญและคารวะมิตรสหายผมเสมอมิเคยขาดแม้แต่ปีเดียว  และจะทำเช่นนี้อยู่ต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

เรื่องราวที่มิตรสหายจะได้อ่าน ต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริง    ที่บันทึกด้วยความเจ็บปวด  มีหลายครั้ง ขณะที่ผมกำลังเขียนบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้  วีรภาพวีรชนท่านเหล่านั้น ก็เข้ามาตอกย้ำความทรงจำผมเสมอ ว่า ชีวิตที่เหลือต่อไปนี้ จะสานต่อสิ่งที่สหายเหล่านั้นยังทำไม่สำเร็จ ให้บรรลุต่อไป

เขตงาน 11 อีสานใต้ อยู่ระหว่างรอยต่อ 3 ประเทศ ไทย ลาว และกัมพูชา ปัจจุบันพื้นที่ของเขตงานการเคลื่อนไหว ที่สหายของผมพลีชีวิต เอาเลือดทาแผ่นดินปกปักปิตุภูมิ  กำลังจะถูกรัฐบาลชุดนี้ เอาไปทำเป็นสนามกอล์ฟมิตรภาพ 3 ประเทศ ในนาม "สามเหลี่ยมมรกต"  ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านจงจำไว้ว่า  หลุมกลอ์ฟทุกหลุมที่จะถูกขุดขึ้น  ที่ใต้หลุ่มแห่งนั้น คือ ที่ฝังศพของลูกหลานประชาชน ทปท. เขต11 อีสานใต้ 

“...ในสนามรบ เราต่างมีศักดิ์ศรี
เป็นทหาร  เป็นนักรบ

เหมือนกันทั้งสองฝ่าย
จะต่างกันก็อยู่ตรงที่ว่า

ใครจะต่อสู้ไปเพื่ออะไร
เพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของชนชั้นใดเท่านั้น...”

 

๑.

บนหนทางปืน

"เขตงาน 30 ยินดีต้อนรับ   และนี่ปืนติดตัวสหาย      สำหรับการเดินทางในคืนนี้"


สหายเช เป็นคนกล่าวต้อนรับแทนคนทั้งหมด พร้อมทั้งส่งปืนสั้นขนาด 11 ม.ม.พร้อมแม็กกาซีนที่มีลูกเต็มแน่นอีก 2 อันมาให้เขา  ตอนนั้นความรู้สึกของเขา กลับมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก แม้ปืนที่ได้รับมาให้ติดตัวนี้จะเป็นเพียงปืนสั้น  ซึ่งเทียบกับปืนกลอัตโนมัติ "อาก้า" ท้ายพับ ที่ "สหายเช" สะพายอยู่ไม่ได้เลยก็ตาม

"แม่ครับ ผมได้เป็นทหารแล้วครับ ผมมีปืน เป็นของตัวเองแล้วด้วยครับแม่"


นั่นเป็นความคิดคำนึงสุดท้าย ที่ส่งไปถึงแม่ที่กรุงเทพฯ ก่อนออกเดินทางตามสหายหน่วยงานที่ราบ    บ่ายหน้าขึ้นภูเขาดำทะมึน ที่ทอดตัวขวางทาบกับท้องฟ้าไกลลิบอยู่เบื้องหน้าไกลลิบ


...................................................................................................


เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา  ก่อนหน้าที่เขาจะก้าวขึ้นรถบัสสีส้ม ที่มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่จังหวัดศรีษะเกศ  ค่อยๆถูกลำดับขึ้นในสมอง .........

จำได้ว่า เขาได้ล้วงมือเข้าไปควานหากระเป๋าสตางค์ในกางเกงยีนส์  แล้วหยิบแบงก์ใบละร้อยที่มีอยู่ทั้งหมด ยัดส่งใส่มือสหายตะวัน ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวกิจกรรมสังกัดกลุ่ม กพ.กช.  ที่อยู่อาคารเชลียง ในมหาวิทยาลัยรามคำแหงด้วยกัน  พร้อมกับพูดว่า   "ผม...คงไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินอีกแล้วครับสหาย......... ถ้าไม่ตายคงได้พบกัน วันที่ชัยชนะเป็นของประชาชน"

นั่นเป็นความคิด ความเชื่อและเป็นคำพูดสุดท้ายของเขา ก่อนที่จะหันหลังให้กับการศึกษาในมหาวิทยาลัย  อนาคตของบัณฑิตหนุ่มในคณะรัฐศาสตร์ ที่อีกไม่เท่าไรก็จะจบการศึกษาดับวูบลง พร้อมๆกับครอบครัวที่ต้องขาดลูกชายคนโต  ซึ่ง กำลังจะเป็นเสาหลักของครอบครัว

"ทุ่มตรง คุณต้องอยู่ที่หน้าโรงเรียนบ้านโคกชำแระ จำรหัสติดต่อให้ดี พวกป่าจะมารับ ถ้าผิดพลาด หมายถึงคุณกลับกรุงเทพฯ ได้เลย"


นั่นเป็นข้อความที่สหายตะวัน ย้ำแล้วย้ำอีกหลายครั้งหลายครา ก่อนขอตัวลากลับกรุงเทพฯ


....................................


19.00 น. ........
เขากระพริบไฟฉาย 3 ครั้ง ที่ป้ายชื่อโรงเรียนบ้านโคกชำแระ ตามที่ได้นัดแนะกันไว้ ไม่นานนักก็ปรากฏเงาร่างของชาย 3 คน    สูบยาเส้นกลิ่นฉุนไฟแดงวาบ  เดินตรงรี่เข้ามาหา  พร้อมกับเอ่ยถามเป็นสำเนียงเสียงอีสาน ว่า“สิไปไสครับ?”
เขารีบละล่ำละลักตอบเป็นภาษอีสานแบบแปร่ง ๆ หูว่า
“มาหาเฮ็ดงาน”
พร้อมกับยิงคำถามสวนกลับไปทันทีว่า
“เจ้าล่ะสิไปไส”
“ข้อย...มาหาคนงาน”
นั่น...เป็นรหัสโต้ตอบที่สหายตะวันย้ำให้ “เขา” นั่งท่องมาเกือบทั้งวัน
“สหาย...ถ้าพร้อมแล้วก็เตรียมตัวออกเดินทาง...เราจะเดินโดยไม่มีการหยุดพักเลย”
เสียงภาษากลาง ชัดถ้อยชัดคำจากชายหัวหน้าคนกลุ่มนั้นพูด  พลางชี้มือไปยังเทือกเขาตะคุ่ม ๆ ลาง ๆ ข้างหน้า  ซึ่งตั้งเด่นตระหง่านทอดตัวยาวขนานไปกับแนวถนนเลียบชายแดนไทย-กัมพูชา

นั้นคือบทปิดฉากการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย แบบสันติวิธี ที่อดีตนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์  อดีตนักกิจกรรมจากพรรคสัจจธรรม  รามคำแหง คนนี้ ยึดมาตลอดเวลา!!
....................................


สองวันสองคืนเต็ม ที่เขาต้องรอนแรมอยู่กลางป่าเขา ชายแดนประเทศไทย-กัมพูชากับคนที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยในชีวิต จนล่วงเลยเข้าวันที่สามของการเดินทาง ความเหนื่อยล้าความหิวโหยเริ่มถาโถมทับทวี

ทันใดนั้น หูเขาก็ได้ยินเสียงเพลงดังแว่วมาตามสายลมแต่ไกล และเริ่มดังขึ้น ดังขึ้น ดังขึ้น ดังขึ้นและดังขึ้น

“………เจ็บแค้น ถูกพวกมันทำเอา  เพื่อนเราถูกพวกมันจับไป มันจะทารุณพวกเธอ เพียงใด เธอคงหมองไหม้ โดนพวกมันทรมาน
      ตะรางที่มันขังพวกเธอ นั่นแหละเออ คือเครื่องชี้ประจาน  ความร้ายเลวของพวกมัน เผด็จการ ที่มันระรานบีฑาผลาญมวลประชา 
      แค้นสุดแค้นใจ มันต้องใช้ หนี้เลือดนี้กลับมา จะมุ่งไป ยังถิ่นพนา ร่วมกับมวลประชาช่วงชิงชัยของเราคืน 
      จะกลับมา เมื่อประชาได้ชัย เมื่อเราได้โค่นมันล้มด้วยปืน มาไขประตูคุกเอา เพื่อนคืน เราจะสู้ไปหยัดยืนจนได้ชัยมา…………”

 

๒.

สหายใหม่

ทันทีที่เขาข้ามลำห้วยขึ้นไปยังเหนือฝั่งอีกด้านหนึ่ง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของเขาก็คือขบวนสหายหญิงชายเยาวชนราว 30 คน ที่ยืนเรียงแถวคู่กันเป็นรูปแถวตอน คอยจับมือต้อนรับคณะของพวกเขาที่เพิ่งไปถึง  เสียงทักทายเป็นภาษาอีสานดังจนฟังไม่ได้ศัพท์ “แข็งแฮง บ่ สหาย” ว่าแล้วพวกสหายเหล่านั้นก็พากัน ยื่นมือมาสัมผัสกับมือเขา ที่กำลังเย็นเฉียบ  วัฒนธรรมใหม่ที่เพิ่งจะได้สัมผัสเป็นครั้งแรก ทำเอาอดีตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงยืนน้ำตาซึม 

แทบทุกคนต่างแย่งกันไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ ซึ่งในหมู่คนที่ยืนปะปนกันอยู่นั้น  มีสหายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ท่าทางบ่งบอกว่า จะต้องเป็นฝ่ายนำหรือฝ่ายรับผิดชอบอย่างแน่นอน กำลังเดินตรงลิ่วเข้าไปหาเขา “สหายสมบูรณ์แม่น บ่ ครับ  ผมสหายเส็งครับ สหายมีอิหยังมาฝากผม บ่ ครับ”

เขารีบละล่ำละลักตอบกลับไปทันทีว่า "มีครับ” ว่าแล้ว เขาก็ควักจดหมายในกระเป๋าเสื้อด้านบนส่งให้ พร้อมกับพูด ว่า “จดหมายที่สหายพุทธิฝากมาให้สหายเส็งครับ สหายพุทธิบอกผม ว่า มาถึงแล้วให้มอบจดหมายฉบับนี้กับสหายเส็ง  แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย” เขาพูดออกไปตามที่สหายพุทธิบอก โดยไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร………

อาหารต้อนรับเขามื้อแรกในเขตงาน 30 รอยต่อจังหวัดสุรินทร์ กับศรีสะเกษ คือเนื้อสุนัขคั่วแห้งกับตะไคร้เครื่อง แม้เขาพยายามทำใจเพียงไรก็ตาม แต่ก็กินเข้าไปได้เพียงไม่กี่คำ  ก้อนอะไรบางอย่างก็วิ่งมาจุกอยู่ที่ลำคอ และมันกำลังทำท่าจะวิ่งสวนออกมาจากช่องปาก

“ผมมึน ๆ หัวครับ ขอตัวกลับไปนอนเล่นที่เปลหน่อย” เขาออกอุบายหาทางออกให้กับตัวเอง เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นอะไรบางสิ่งบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ …………..

เขาใช้เวลาพักฟื้นเรี่ยวแรงอยู่ที่สำนักเขต 30 นี้ราวหนึ่งเดือนเต็ม……….วันหนึ่ง “สหายเส็ง” ซึ่งเป็น “จัดตั้งใหญ่” (คำเรียกฝ่ายปกครองในเขตป่าเขา) ของเขต 30 ก็ให้คนมาบอกเขาว่าให้เตรียมตัวเดินทาง จะมีอ้ายน้องกัมพูชามารับในอีก 2 วันข้างหน้า

อ้ายน้องกัมพูชาที่ว่านี้ แท้ที่จริง ก็คือ พลพรรคทหารเขมรแดง ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยเมล์ติดต่อสื่อสารระหว่าง “ทับ” หรือ “สำนัก” (ค่ายพัก) ของ พลพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ซึ่งมักจะตั้งอยู่ต้นน้ำตามแนวตะเข็บบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เรื่อยไปจนถึงชายแดนประเทศลาว หน้าที่ของหน่วยเมล์เขมรแดงนี้ในช่วงนั้นคือ คอยรับส่งนักศึกษาที่หนีเข้าป่ามาทางชายแดนไทย-ลาว-เขมร เพื่อขึ้นสู่ฐานที่มั่นภาคเหนือ

อ้ายน้องเขมรแดง บอกว่า เส้นทางการเดินทางต่อจากนี้ไป จะใช้เวลาเดินทางอีกราว 10 วัน ก็จะถึงสำนักสหายอ้ายน้องไทย  ที่ตั้งอยู่ที่ริมลำเซชายแดนประเทศกัมพูชากับประเทศลาว

บทพิสูจน์ของความยากลำบากบทแรกกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว…………เขาเพิ่งรู้ว่า ตลอดระยะเวลาการเดินทาง 10 วันต่อจากนี้ไป อาหารที่ใช้ยังชีพจะมีเพียงเกลือดิบเม็ดใหญ่กับข้าวสารที่ติดตัวมาหนึ่ง “ไถ้” (ถุงผ้าดิบที่ยาวราว 1 เมตร ใส่ข้าวสาร ใช้พาดบ่าเวลาเดินทาง)เท่านั้น แม้หนทางข้างหน้าจะยากลำบากเพียงใด แต่หัวใจของเขากลับพองโตอย่างประหลาด

 

๓.

สำนัก101


“สหายแข็งแฮงดีบ่...” เสียงทักทายแจ๋วๆ มาจากกลุ่มสาวๆ ที่เขาคิดว่าเป็นชาวบ้านบริเวณชายแดนลาว ตะเข็บรอยต่อกับกัมพูชา ซึ่งกำลังสาละวนอยู่กับการลงแขกเกี่ยวข้าวกลุ่มใหญ่

แท้ที่จริงหญิงสาวเหล่านั้น ก็คือ หมู่ทหารลำเลียงหญิงแดง ที่ลงมาพักทำการผลิต ปลูกข้าว, ตำข้าว, ปลูกผัก, ที่ “สำนัก 101” ซึ่งเป็นแนวหลังใหญ่ของเขต 11   และที่สำนักนี้แหละ เข้าได้พบกับเพื่อน ๆ นักศึกษาที่มาพักรออยู่ก่อนแล้วหลายคน

หนึ่งในจำนวนนั้น ก็มี สหายเขียด (ผู้นำนักศึกษาจาก ม.ขอนแก่น) สหายบุญ (เศก ศักดิ์สิทธิ์ นักดนตรีจากวงคุรุชน) และ สหายอาทิตย์ (ศิลปเสริฐ โพธิ์แก้ว นายกองค์การ มศว.ประสานมิตร) ฯลฯ

ทุกคนล้วนแล้วแต่กำลังรอคอยเที่ยวเมล์ ที่จะพาเดินทางขึ้นไปยังฐานที่มั่นภาคเหนือ ยกเว้น “สหายบุญ” ที่กำลังรอการเดินทางกลับไปยังเขตงาน 20 เพื่อปฏิบัติภาระหน้าที่ใน หน่วยศิลปินวงที่มั่นแดง วงดนตรีปฏิวัติของภาคอีสานตอนใต้ ส่วนเขาก็กำลังรอหน่วยเมล์ “อ้ายน้องลาว” เพื่อเดินทางไปเรียนต่อที่ โรงเรียนการเมืองการทหาร ”อต.4”  ซึ่งจัดตั้งเล่าให้ฟัง ว่า โรงเรียนนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ที่อดีตเคยเป็นค่ายทหาร จีไอ.ของกองทัพบกอเมริกัน และพอสงครามยุติ เจ้าค่ายทหารนี้ มันก็เลยกลายเป็นที่ตั้ง ของ โรงเรียนของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ที่ใช้ชื่อว่าโรงเรียน อต.4 เขาใช้เวลาอยู่ที่สำนักแห่งนี้นานราวสามเดือน หน่วยเมล์จากโรงเรียน อต.4 ก็พานักเรียนที่เพิ่งเรียนจบมาหมาด ๆ มาส่งที่สำนัก ที่เขาอยู่

ขบวนของนักเรียน ที่เพิ่งเรียนจบรุ่นนี้ เท่าที่จำได้ มีนักศึกษาปนมาไม่กี่คน หนึ่งในจำนวนนั้น มีเพื่อนซี้ของเขาคนหนึ่งรวมอยู่ด้วย เจ้าเพื่อนซี้คนนี้เมื่อก่อนเข้าป่า เขาได้ทราบข่าวว่า พรรคฯ ส่งไปดัดแปลงหล่อหลอมด้วยการให้ไปสมัครเป็นกรรมกรแบกข้าวสาร อยู่ที่ท่าเรือคลองเตย  นัยว่าเพื่อเป็นการฝึกฝนดัดแปลงโลกทัศน์ให้เป็นของชนชั้นกรรมอาชีพ

แล้ววันที่รอคอยก็มาถึง เมื่อจัดตั้งมีคำสั่งให้เตรียมตัว เดินทางไปโรงเรียนอต.4 กับหน่วยเมล์  “อ้ายน้องลาว” หน่วยนี้ ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น

เขาโชคดีที่ไม่ต้องเดินฝ่าแดน ของ ทุ่งต้น “หนามแทง” เพราะขบวนหน่วยเมล์อ้ายน้องลาวงวดนี้ มีรถสายพานหุ้มเกราะ และรถทหาร ยีเอ็มซี. คันใหญ่เบ่อเริ่มเทิ่มที่ผลิตจากประเทศจีน เป็นพาหนะร่วมขบวน

เจ้ารถยีเอ็มซีคันนี้ พาเขาบุกป่าฝ่าพงได้สามวันสามคืน ก็บรรลุถึงตลาดใกล้เมืองปากเซ ประเทศลาว ซึ่ง ณ.ที่นี้  เขาได้รับคำสั่งไม่ให้พูดจาอะไรกับชาวบ้านร้านตลาดแม้แต่คำเดียว

ตกดึกคืนนั้น เรือเปิดปากที่ทหารอเมริกันเคยใช้ยกพลขึ้นบก กำลังค่อยๆลอยเทียบท่าเรือเข้ามาอย่างเงียบกริบ

แสงจันทร์ลำแสงนวลตา ฉายแสงสาดมายังชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่วันนี้ซ่อนร่างอยู่ในชุดตำรวจลาว  ไออุ่นจากแม่น้ำโขงลอยมาปะทะใบหน้า ผสานกับสายลมที่ปลิวมาอย่างแผ่วเบาอ่อนโยน  ดวงตาคมเข้มดำสนิทราวสีนิลกำลังมองฝ่าความมืดออกไปยังเวิ้งน้ำใหญ่ของแม่น้ำนานาชาติเบื้องหน้า 

จะมีสักกี่คนจะรู้ว่า ยามนี้เขากำลังคิดถึงเรื่องอะไรอะไรอยู่...........
 

 

๔.

โรงเรียนนายร้อย อต.4

จุดสุดท้ายของการเดินทาง เป้าหมายสำคัญที่รอคอยมานานนับเดือน วันนี้มันกำลังปรากฏแจ่มชัดอยู่เบื้องหน้า 

นี่หรือ คือ โรงเรียนฝึกการเมืองการทหาร ที่ถูกเรียกเป็นโค๊ตรหัสที่ได้ยินมาตลอดทาง ว่า "อต.4" 

เดิมก่อนที่จะถูกนำมาทำเป็นโรงเรียนให้กับ พลพรรค พคท. นั้น  โรงเรียนแห่งนี้ เป็นฐานกำลังสำคัญที่สุด ของ กองทัพฝรั่งจากทำเนียบขาว  ซึ่งกว่าอ้ายน้องลาวจะตีแตก พวกเขาได้เล่าให้ฟังว่าต้องเสียสละชีวิตนักรบปฏิวัติและผู้ปฏิบัติงานไปนับไม่ถ้วน และต้องใช้เวลาตีอยู่ถึง 7 ครั้งซ้อนๆจึงจะแตก.........นั่นคือประวัติภูมิหลังของเจ้าโรงเรียนแห่งนี้

แม้ตัวอาคารเรียนค่อนข้างจะเก่า เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวสีทึมทึบ แต่สังเกตดูจากโครงสร้าง ที่คล้ายคลึงกับโรงเรียนประชาบาลในชนบทของไทย ก็จะพบว่ามันแน่นหนาทนแดดทนฝนเอาการ  อ้ายน้องลาวบอกว่าตรงที่ยืนอยู่นี้เรียกเป็นภาษาลาว ว่า "ห้วยน้ำใส”

โรงเรียนแห่งนี้ นับเป็นสำนักแนวหลังใหญ่สำคัญที่สุด ของ  เขตงานอีสานใต้  ซึ่งบริเวณรอบๆ โรงเรียน จะรายล้อมไปด้วย บ้านพักของครอบครัวสหาย ประเมินคร่าวๆด้วยสายตาราวหนึ่งร้อยหลังคาเรือน

ที่นี้มีทั้งโรงพยาบาล โรงเลี้ยงเด็ก โรงเรียนอนุชน โรงเรียนพยาบาล และค่ายทหารอ้ายน้องลาวอยู่รวมกัน  ดูไปแล้วมันคล้ายคลึงกับหมู่บ้านย่อมๆตามแถบชายแดนไทย ที่มีให้เห็นอยู่ดาษดื่นริมถนนมิตรภาพ

สภาพโดยรวมของโรงเรียนนี้งดงามยิ่งนัก เพราะมีสภาพภูมิประเทศตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ที่มี ลำน้ำ (เซ) ไหลผ่าน  รอบๆ โรงเรียนอุดมสมบูรณ์ไปด้วย ป่ากล้วยน้ำว้า มันสำปะหลัง และต้นตะขบ ซึ่งเขามักจะแอบพานักศึกษาจากกรุงเทพฯ ไปลิ้มลองรสชาติแทนของหวานอยู่เนืองๆ

บริเวณรอบๆ โรงเรียนที่ใช้ฝึกกระบวนท่าสู้รบและทฤษฎี ลัทธิมาร์ก-เลนิน และความคิด เหมา เจ๋อ ตง ยามนี้เขียวขจีไปด้วยต้นหางนกยูงซึ่งกำลังเบ่งบานออกดอกสีแดงสด สลับกันต้นคูนที่กำลังออกดอกเหลืองสะพรั่งไปทั่วทั้งบริเวณ(ราวเดือนเมษายน) ช่างงดงามจนยากที่จะบรรยายนัก

ทหารลาวแดง ที่ประจำอยู่ที่โรงเรียน อต.4 นี้ ส่วนใหญ่เป็นเด็กหนุ่มที่ไม่เคยได้ผ่านศึกสงครามในช่วงปลดปล่อย ระเบียบวินัยจึงค่อนข้างหย่อนยาน  ผิดกับทหารเขมรแดงที่ค่อนข้างจะเคร่งครัดในเรื่องระเบียบวินัยเป็นอย่างมาก

จึงไม่เป็นเรื่องแปลกอะไร ที่บ่อยครั้งจะเห็นสหายอ้ายน้องลาว มายืนส่งตาหวานกับนักศึกษาสาวที่มาจากในเมือง ที่นุ่งกระโจมอกไปอาบน้ำที่บ่อข้างๆ โรงเรียน และพอตกตอนเย็น  ทหารอ้ายน้องลาวเหล่านี้ก็ชอบใส่กางเกงยีนส์ (มรดกจากทหาร จีไอ.) มาเดินเตร่ ๆ อวดความโก้หรู แถวๆ เรือนนอนสหายหญิงอ้ายน้องไทยเป็นทิวแถว

แต่พวกสหายนักศึกษาหญิงที่มาจากในเมือง มักไม่ค่อยจะให้ความสนใจกับทหารลาวเสรีพวกนี้เท่าใด ผิดกับสหายหญิงชาวนาที่ค่อนข้างจะชื่นชอบพวกทหารลาวเป็นพิเศษ และมีหลายคู่แอบลักลอบได้เสียกันจนเรียนไม่จบ ต้องตั้งรกรากครอบครัวอยู่ที่นั่น   เสียดุลการปฏิวัติให้กับพรรคลาวไปหลายคน

เป็นที่น่าสังเกตุว่า ทหารอ้ายน้องลาวที่อยู่ที่นี่ เกือบทุกคนเป็นโรคกลัวผี ชนิดขี้ขึ้นสมอง เวลาอยู่เวรยามก็ไม่ค่อยจะเดินไปไหนมาไหน และมักจะพากันนั่งจ่อม อยู่ในหลุมเพลาะที่ขุดอยู่รอบ ๆ โรงเรียน

เขาใช้เวลาฝึกวิทยายุทธ์อยู่ที่นี่ราว 3-4 เดือนเต็ม จึงได้รับคำสั่งให้เตรียมตัวขึ้นสู่แนวหน้า (กลับประเทศไทย) โดยเขตงานที่เขาจะต้องลงไปปฏิบัติงานคือ เขต 11 “สหายจะเลือกไปอยู่ฐานที่มั่นก็ได้ ค่อนข้างปลอดภัย มีเพื่อนนักศึกษาไปอยู่ที่นั่นเยอะ เขต 11 นี้ ค่อนข้างยากลำบากและอันตรายมาก การสู้รบกำลังทวีความรุนแรงแล้วแต่สหายจะตัดสินใจก็แล้วกัน”

นั่นคือ บทสรุป ในเดือนสุดท้ายก่อนจบ หลักสูตรการเมือง-การทหาร ที่สหายเตี๋ยน (เป็นจัดตั้งฝ่ายนำของโรงเรียน อต.4) และสหายลุงบุญมา สอบถามการตัดสินใจของเขา “ผมขออยู่เขตยากลำบากนี่แหละ ไม่ไปไหนทั้งนั้นครับสหาย”

การตัดสินใจครั้งนั้น ส่งผลให้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ที่เขต11 ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา………


“แม่ครับ....! ผมจำเป็นต้องจากแม่ไปครั้งนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่  จะได้มีโอกาส กลับมากราบเท้าแม่  แต่ขอให้แม่ รู้ว่า สิ่งที่ผมและเพื่อน ๆ กระทำกันไม่ใช่การขายชาติขายแผ่นดิน  หรือเป็นคอมมิวนิสต์ที่คิดจะโค่นล้มราชบัลลังก์เหมือนกับที่เขากล่าวหา ถ้าผมตายไปกับภารกิจกู้ชาติกู้แผ่นดินครั้งนี้ ขอให้แม่จงภูมิใจและรับรู้ไว้อย่างหนึ่งว่า ลูกชายของแม่คนนี้ไม่ได้เป็นคนเลว เหมือนอย่างที่ พวกเขาใส่ร้าย ไม่เคยคิดทรยศต่อแผ่นดินไทย ไม่เคยคิดคดปล้นชาติปล้นประชาชน.. แม่ครับช่วยบอกน้องด้วย ว่า พี่ชายของเขาไปเป็นทหารปลดแอก ไปทำหน้าที่ ที่แผ่นดินแม่มอบให้ ถ้าไม่ตายจะกลับไปกราบเท้าแม่ครับ”

นั่นเป็น จดหมายฉบับสุดท้าย ที่ทิ้งไว้หน้าตู้กระจกห้องนอนผู้เป็นแม่ เมื่อตัดสินใจออกจากบ้านย่านลาดพร้าว  ภายหลังได้รับการประกันตัวออกมาเพียงวันเดียว………

 

๕.

บ้านแปดอุ้ม


ชีวิตใหม่บนเขตจรยุทธ์อีสานใต้-เขต 11 ที่เขาตัดสินใจเลือกปฏิบัติงานนั้น มีความยากลำบากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเขตปลายฐานที่มั่นอีสานใต้ ซึ่งมีสภาพการแย่งชิงประชาชนระหว่างอำนาจรัฐในเมืองกับอำนาจรัฐในป่าค่อนข้างสูง

การสู้รบปรบมือระหว่างทหารป่ากับทหารบ้าน มีเป็นระยะไม่เคยขาด และเนื่องจากยังเป็นเขตงานจรยุทธ์ ความเป็นอยู่ของพลพรรคเกือบทั้งเขตงานจึงต้องพึ่งตัวเองเป็นด้านหลัก ทั้งจากการทำไร่ ทำนา ปลูกผักและเลี้ยงสัตว์  อีกทั้ง ยังเป็นแนวหลังใหญ่ ที่ใช้พักรักษาตัวยามเจ็บไข้ได้ป่วย ให้กับกองทหารทั้งหญิงและชาย

ถ้าดูตามแผนที่ประเทศไทยจะพบว่า  เขตงานนี้ตั้งอยู่รอยต่อระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับจังหวัดศรีสะเกษ ช่วงอำเภอน้ำยืนถึงอำเภอกันทรลักษ์

อำเภอน้ำยืนในสมัยนั้น มีฐานะเป็นแค่กิ่งอำเภอที่ทุรกันดารไกลปืนเที่ยงเป็นอย่างมาก ประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนไทยอีสาน ที่ชอบเรียกตัวเอง ว่า "ลาว”  ลำดับต่อมา คือ พวกชนชาติเขมร และชนชาติส่วย ตามลำดับ

คนลาว (ไทยอีสาน)   มักจะรังเกียจ และดูถูกพวกชนชาติ “เขมร” ส่วนพวกเขมร ก็มักจะดูถูก และตั้งข้อรังเกียจพวกชนชาติ “ส่วย” ไล่กันไป จำได้ว่า พวกชนชาติเขมรชอบร้องเพลงด่าลาว ว่า เป็น “ลาวตาแตก” เป็นคำเปรียบเทียบคนลาวว่าชอบทำเรื่องเปิ่น ๆ โง่ ๆ ตื่นตกใจโดยไม่มีสาเหตุ ส่วนพวกลาวก็ชอบด่าพวกเขมรว่า “เขมรตับแหล่” ซึ่งหมายถึงเป็นพวกขี้เหนียว เห็นแก่ได้ ใจดำอำมหิต อีกชนชาติหนึ่งคือ “ส่วย” ซึ่งเป็นชนชาติที่น่าสงสารที่สุด ไม่มีปากมีเสียง จึงมักถูกรังแก และกลายเป็นลูกไล่ แม้แต่เมื่อเข้าไปในขบวนปฏิบัติแล้ว ปรากฏการณ์เช่นว่านี้ก็ยังมีให้พบเห็นอยู่บ่อย ๆ ส่วนชนชาติสุดท้ายนั้น มีจำนวนน้อยที่สุด แต่มีอำนาจมากที่สุดคือ “ชนชาติไทย” ซึ่งในขบวนปฏิวัติแถบอีสายใต้นี้ ชนชาตินี้ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่มาจากในเมืองหรือฝ่ายนำ (ที่มักจะเป็นคนภาคกลาง) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โรงเรียน อต.4 นั้นจะมีกรณีพิพาทระหว่างสหาย ที่มาจาก 4 ชนชาติ เป็นประจำ
....................................................................................

สภาพของบริเวณชายแดนไทย-ลาว-กัมพูชา ในสมัยนั้น ชาวบ้านตกอยู่ในสภาพการช่วงชิงจากกลุ่มคน 2 พวก คือ เจ้าหน้าที่ของทางราชการ กับ พวกคนป่า โดยเฉพาะที่ บ้านแปดอุ้ม

“ บ้านแปดอุ้ม ” เป็นชื่อของหมู่บ้านเชิงเขาแห่งหนึ่ง ของอำเภอน้ำยืน ตั้งอยู่ลึกเข้าไปจากทางหลวง อยู่ใกล้กับชายแดนไทย-กัมพูชา ชาวบ้านทั้งหมดเป็นชนชาติส่วย ที่อพยพหนีสงครามมาจากแผ่นดินกัมพูชา เขามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

เหตุที่ได้ชื่อว่า บ้านแปดอุ้ม ก็เพราะที่ตรงกลางหมู่บ้านนั้น มีต้นยางโบราณขนาดของมหึมา ลำต้นใหญ่มาก ว่ากันว่าเคยลองใช้คนถึง 8 คนโอบรอบลำต้นถึงจะรอบ และนี่คือที่มาของชื่อบ้านว่า”แปดโอบหรือแปดอุ้ม”

ชาวบ้านแปดอุ้ม ดำรงชีพอยู่ด้วย การล่าสัตว์และหาของป่ามาขาย อาทิ หน่อไม้, จับนกขุนทอง และ ด้วยความสามารถพิเศษในการเดินป่านี้เอง  จึงได้รับการดูแลจากหน่วยงาน กอ.รมน.เป็นพิเศษ ที่มอบภารกิจในการหาข่าวคราวความเคลื่อนไหวของพวก "คนป่า” ให้ทางการรับทราบ แลกกับเศษเงินเล็กน้อยที่ได้รับ อาทิ ถ้ามีใครไปพบเห็น “ร้อยเท้า (แตะฟองน้ำ)”,”รอยผูกเปล” ของพวกป่า ที่เหยียบย่ำไปมา จะได้รับค่าตอบแทนจากการรายงานเป็นราคาค่างวด คิดเป็นหนึ่งร่องรอยต่อ 10 บาท ถึง 100 บาท (แล้วแต่ความเก่า ความใหม่ของร่องรอย)

คนบ้านแปดอุ้ม จึงเป็นตำนานการเล่าขานของสหายและผู้ปฏิบัติงานเขต 11 ทุกรุ่นว่า ไว้ใจไม่ได้ และต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ

 

๖.

ดักกง


ในหมู่สหายที่เป็นนักศึกษาปัญญาชนของเขต 11 ที่เขาให้ความสนิทชิดเชื้อนั้น มีอยู่คนหนึ่งที่ชื่อว่า "ส่องแสง"

"ส่องแสง"เป็นคนพื้นเพเดิมของจังหวัดอุบลราชธานี เขาจึงค่อนข้างจะโชคดีกว่าสหายคนอื่นๆที่มาจากในเมืองหลายคน เหตุเพราะเป็นคนพื้นเพภาคอีสาน จึงไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องของการปรับตัวนัก ที่สำคัญ คือเขา มีความสามารถพิเศษ ที่นักศึกษาจากในเมืองหลายคนไม่มี ที่เห็นได้ชัดเจนคือเรื่องของการใช้แรงงาน การจักตอก จักสาน จากไม้ไผ่ นอกจากความสามารถพิเศษดังกล่าวมา “ส่องแสง” เป็นคนรักสัตว์ โดยเฉพาะสุนัขซึ่งเขาเลี้ยงไว้หลายตัว หนึ่งในจำนวนนั้นมีสุนัขเพศเมียสีขาวที่เขาโปรดปรานเป็นพิเศษ ใครไม่รู้ตั้งชื่อมันว่า “อีด่าง”

“อีด่าง” สุนัขเพศเมียตัวนี้ นับได้ว่า เป็นสุนัขแสนรู้ตัวหนึ่งของกองทหาร และมีบทบาทในฐานะ ”นักล่าเต่า ล่าแลน (ตะกวด)” เลี้ยงกองทหารเขต 11 มาตลอด  จวบจนวาระสุดท้าย ของมันที่ต้องเซ่นสังเวยชีวิตในการสู้รบให้กับทหารเวียดนามผู้รุกราน ซึ่งจะได้พูดถึงในโอกาสต่อไป

ชีวิตของนักศึกษาในเขตป่าเขานั้น โดยส่วนใหญ่ทำหน้าที่ เป็นครูสอนหนังสือ ลูกหลานของเหล่าสหาย โดยมีคำศัพท์ที่ใช้เรียกว่า “อนุชน” นอกจากนั้น นักศึกษาส่วนหนึ่ง ก็ได้รับการฝึกอบรมให้ เป็นพยาบาล และ หน่วยเสนารักษ์ น้อยคนที่จะได้มีโอกาสทำหน้าที่สู้รบ เนื่องจาก ไม่ค่อยมีความทรหดอดทน ขาดความชำนิชำนาญในการเดินป่า อีกทั้งส่วนใหญ่ก็ใส่แว่นหนาเตอะ  ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการเคลื่อนไหวปฏิวัติ  โดยเฉพาะในตอนกลางคืน สรุปรวมความได้ว่า นักศึกษาทั้งชายและหญิงส่วนใหญ่ ได้รับมอบหมายภารกิจให้อยู่ทำการผลิตที่แนวหลังเสียเป็นส่วนใหญ่  คงมีเพียงไม่กี่คนที่มีคุณสมบัติสามารถเข้าเป็นทหารได้

“ทหารป่า” หรือ พลพรรคทหาร แห่ง กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย(ทปท) แบ่งออกเป็น 2 พวก คือ ทหารหญิง และ ทหารชาย

“ทหารหญิง” มักจะเรียกตัวเองว่า “ทหารหญิงแดง” ภาระหน้าที่หลักคือการลำเลียงข้าวปลาอาหาร เสื้อผ้าหน้าแพร ยารักษาโรค และกระสุนปืนยามมีศึกสงคราม ส่วน “ทหารชาย” นั้นชอบเรียกตัวเองว่า “ทปท.” ส่วนใหญ่ทำหน้าที่ลาดตระเวนระแวดระวังภัย งานหลักของพวกทหารชายที่โปรดปรานเป็นพิเศษคือการออกล่าสัตว์ เช่น หมู่ป่า อีเก้ง ชะนี หรือแม้แต่ช้าง มาทำเป็นอาหาร

“มูเซอ” หรือ สหายสมิง เพื่อนสนิทคนหนึ่งของ สหายส่องแสง อดีตเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าฝึกหลักสูตรการรบพิเศษแบบเวียดนามที่เรียกว่า “ดักกง” ร่วมกับสหายคนอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนาเกือบทั้งหมด โดยมี “สหายรุด” ลูกชายของฝ่ายนำเขต 30 เป็นผู้บังคับบัญชาและหัวหน้าชุด

หลักสูตรการรบแบบ “ดักกง” ที่ขึ้นชื่อลือชานี้  เป็นที่กล่าวขานกันอย่างมากในสงครามปลดปล่อยเวียดนาม  พวกทหารอเมริกันจะเรียกหน่วยดักกงนี้ว่า “หน่วยรบปีศาจ” ก่อนสงครามเวียดนามจะยุติลง พวก “ดักกง” นี้เองเคยลอบเข้ามาก่อวินาศกรรมสนามบิน จังหวัดอุบลฯ โดยการพรางสีตามลำตัว ให้เข้ากับภูมิประเทศ แล้วคลานเข้ามา  ลอบวางระเบิดเครื่องบิน  ที่จอดอยู่ตามรันเวย์ สร้างความเสียหาย ให้กับเครื่องบินไปหลายลำ หรือแม้แต่ในสงครามเวียดนามเอง ก็มีเรื่องเล่าว่า พวกดักกงนี้ ได้ขุดหลุมซ่อนตัวเองอยู่ใต้พื้นดิน  รอคอยนาทีสังหารทหาร จีไอ. อย่างใจจดใจจ่อ  คือรอตั้งแต่เมื่อเครื่องบิน บี52 เอาระเบิดมาทิ้งปูพรม เพื่อหวังสังหารพวกเวียดกงไม่ให้มีเหลือรอดแม้แต่คนเดียว และหลังจากทิ้งระเบิดปูพรมแล้ว ทหารอเมริกัน ก็จะกระโดดร่มลงมาที่พื้นดิน  ที่ได้รับการเคลียร์ด้วยลูกระเบิดแล้ว ว่ากันว่า ทันทีที่ ทหารพลร่มเหล่านั้นกระตุกร่มลอยอยู่กลางอากาศ พวกดักกงนี้ก็จะโผล่ออกมาจากหลุม ปักหลักยิงถล่มพวกพลร่มอเมริกัน ที่กลายเป็นเป้านิ่งให้พวกเวียดกงประลองความแม่นปืน  แทบทุกคนถูกยิงตายกลางอากาศ โดยไม่มีโอกาสได้ต่อสู้แม้แต่คนเดียว เหตุการณ์แบบนี้มีในหลาย ๆ พื้นที่จนไอ้กันเข็ดขยาด และ นี่คือ ที่มาของกิตติศัพท์ชื่อ หน่วยรบปีศาจ ”ดักกง”  ที่ จีไอ. รอดตายหลายคนจนจำไปจนวันตาย

[ในอดีตก่อนยุค นักศึกษาเข้าป่าหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา-บก.] สหายรุด สหายสมิง และพลพรรครวมหนึ่งหมวด ใช้เวลาฝึก “ดักกง” อยู่ร่วม 3 เดือน ก็จบหลักสูตร เตรียมพร้อมที่จะขึ้นแนวหน้า เพื่อไปปฏิบัติภารกิจที่พรรคฯและจัดตั้งมอบหมายให้ พวกเขาปฏิบัติงานสำเร็จบางส่วนคือสามารถระเบิดเครื่องบินไอ้กันที่สนามบินอุบลได้  แต่ไปไม่รอดตายเกือบหมด  ที่รอดสองคนถูกจับได้ตรงตามที่พิราบขาวเขียนนั้นถูกต้องแล้ว  พวกนี้  วันเข้าลอบจู่โจมสนามบินอุบล  พวกเรายังอยู่ในเมือง    เป็นนักศึกษา  แต่พอผมเข้าป่า ได้พบกับพวกดักกงที่เป็นครูฝึกก็เลยถามเขาเรื่องนี้  เขาเล่าให้ฟังว่า  พวกที่เขาไปทั้งหมด  ลอยคอไปตามลำน้ำมูล (มีอุปกรณ์เหมือนที่ผมจะเขียนในตอนต่อไป)  ไปขึ้นฝั่งที่ อ.วารินชำราบ พวกนี้  วันที่พวกเข้าตี ใส่แต่กางเกงใน  กับระเบิดทีเอ็นทีรอบเอว       พวกหน่วยดักกงนี้     เหมือนพวกกบถในรัสเซีย ที่ถูกเก็บในโรงละครวันก่อน  พวกเขารู้ว่าโอกาสรอดกลับไปมีแค่ 0.01% แต่เขาก็สมัครใจทำ จิตใจสูงส่งจริงๆ ครับ

พวกดักกงชุดที่เป็นครูฝึก ตอนหลังตายหมดทั้งสำนัก โดนอ้ายน้องลาว "เมี่ยน" เสียเรียบ  แล้วก็เลยจะมา "เมี่ยน" พวกอ้ายน้องไทยต่อ  แต่ปรากฏว่า โดนแผนพวกผม "เมี่ยน" กลับไป จนทิ่มแข้วไปหลายคน เอาเท่านี้ก่อนก็แล้วกันเด้อครับ..........

 

๗.

มาเลเรียขึ้นสมอง 

คนเดือนตุลา ดูเหมือนจะมีสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน คือ ขาดช่วงชีวิตวัยรุ่น  บางคนถึงกับแบกโลกไว้ทั้งโลกจนกลายเป็นคนขวางโลก บางคนถึงกับมองเห็นคนอื่นเป็นคนล้าหลังไร้สาระไม่เป็นแก่นสาร จึงไม่แปลกที่คนพวกนี้มีเพื่อนที่คิดเหมือนกันไม่มากนัก

เขาก็เป็นเด็กหนุ่ม ที่ตกอยู่ในภาวะเช่นเดียวกัน กับคนเดือนตุลาในยุคนั้น  ความสุขเมื่อครั้งที่เป็นนักศึกษา คือ การได้ถกเถียงถึงปัญหาของชาติบ้านเมืองแบบหน้าดำหน้าแดง เอาเป็นเอาตาย หมดจากนั่นก็คือ การออกค่ายอาสาพัฒนาในชนบท ในช่วงภาคการศึกษาฤดูร้อน 

ความที่เป็นคนกรุงเทพมาแต่กำเนิด  ความกระหายใคร่อยากที่จะโลดแล่นไปต่างจังหวัดถูกเก็บซ่อนเร้นมาช้านาน  ที่สุดก็ได้เข้าร่วมเป็นตัวตั้งตัวตีสำคัญคนหนึ่งของโครงการ “ครูช่วยสอนชนบท”ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเชลียง ในมหาวิทยาลัยรามคำแหง

อารมณ์ในวัยหนุ่ม บวกกับอุดมคติแบบสังคมนิยม ส่งผลให้เขาชอบที่จะ "วิพากษ์" มากกว่ากว่า "วิจารณ์"  บ่อยครั้งที่เขาชอบที่จะตำหนิรุ่นน้องอย่างรุนแรง เมื่อเห็นว่าพวกรุ่นน้องนี้ชอบกินข้าวไม่หมดจาน

“นี่ถ้าได้ออกไปช่วยชาวนาเกี่ยวข้าวสักครั้ง คงจะกินข้าวหมดจานแน่นอน”
บ่อยครั้งที่เขาชอบยกเอาบทกวีชื่อ “เปิปข้าว” ที่ “จิตร  ภูมิศักดิ์”แต่งไว้มาเปรียบเทียบถึงความยากลำบากของที่มาของเมล็ดข้าว

นั่นคือโลกในอดีตที่ “เขา”และคนเดือนตุลา ในยุคสมัยนั้นแบกเอาไว้โดยไม่คิดจะยกไปให้ใครช่วยแบก!!
.............................


และที่สำนักนา แนวหลังเขต 11 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดนประเทศลาวที่มีลำเซขวางกั้นเป็นเขตแดนประเทศกับอ้ายน้องกัมพูชา วันนี้เขากำลังจะได้รับรู้รสชาติของบทกวีเปิบข้าวของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่เขาชื่นชอบว่ามันเป็นความจริงมากน้อยเพียงไร

ผืนนาไม่ใหญ่นัก ติดกับชายป่าด้านทิศตะวันตกของสำนักนา เป็นที่ขึ้นชื่อลือชานักในเรื่องของความ “แห้งเข็ง เปียกเหนียว” ของผืนดิน  วันนี้แล้วที่เรียวนิ้วที่เคยดีดกีตาร์ฮัมเพลง “Blowing in the win”กำลังจับจอบเงื้อขึ้นสุดล่า ก่อนที่จะฟันฉับลงไปที่พื้นดิน  ไม่นานนักเรียวนิ้วของชายหนุ่มก็แตกเป็นทางเรียว  ด้วยแรงจอบที่เขากระหน่ำฟันลงไปในหน้าดิน

ถึงยามเกี่ยวข้าว ก็ไม่ได้สนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ เหมือนกับบทเพลงของวงดนตรี “สุนทราภรณ์” บางครั้งผืนนาทั้งผืน ก็มอดไหม้ไปกับไฟป่า ทั้งๆที่ยังไม่ทันจะเก็บเกี่ยว บางครั้งโขลงช้างป่าก็พากันเดินพาเหรด มารูดกินรวงข้าว ก่อนที่มนุษย์ตัวเล็กเหล่านี้จะได้เก็บเกี่ยว  ภูมิปัญญาชาวบ้านมีเท่าไรถูกขุดออกมาใช้กับแบบไม่ต้องยั้ง  “หุ่นไล่กา” หลายตัวยืนเด่นเป็นสง่า  หน้าที่มันมิใช่ไล่แต่กาอย่างเดียว  หมู หมา กา ไก่ ลิง ค่าง บ่าง ชะนี มันต้องไล่หมด นับได้ว่า เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่นัก ที่พรรคและจัดตั้ง มอบให้กับพลพรรคหุ่นไล่กา ที่ยืนสงบนิ่งอยู่ตามหัวไร่ ปลายนา ตามนโยบายพึ่งตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยว

แล้ววันหนึ่ง เขาก็ได้รับคำสั่งให้ เตรียมตัวขึ้นแนวหน้า เพื่อแบกรับภารกิจในฐานะทหารของเขต 11 นั่นเป็นความปรารถนาอันแรงกล้าของเขา นับตั้งแต่จบจากโรงเรียนการเมืองการทหาร อต.4  แต่ทว่าสุขภาพช่างไม่เคยเอื้ออำนวยให้เขาได้เป็นทหารสมอยากสักที เวลาครึ่งหนึ่งของชีวิตที่อยู่ในป่า  หมดไปกับการเจ็บไข้ได้ป่วย โดยเฉพาะกับไข้มาลาเรีย ที่ผูกขาดสนิทแนบแน่นแบบ “สามวันดีสี่วันไข้” จนถูกสหายด้วยกันจากกองทหารล้อว่า เขาเป็น “โรคพ่อตาชัง” เพราะมักจะออกอาการจับไข้ในเวลาทำงานอยู่บ่อย ๆ แต่เวลากินข้าวปลาอาหารจะกินได้มากเหมือบกับคนดีๆ ที่ไม่มีอาการป่วยแม้แต่น้อยนิด ในหมู่ปัญญาชนด้วยกันแล้ว คงมีไม่กี่คนที่จะได้มีโอกาสพบประสบการณ์พิเศษที่เรียกว่า “มาลาเรียขึ้นสมอง” แม้เขาจะไม่ได้แสวงหาโอกาสนี้ก็ตาม แต่แล้ววันหนึ่งเหตุการณ์ไม่ได้คาดฝันก็เกิดขึ้น

เช้าวันนั้นเขาอาสาพยาบาลที่เป็นเวร ว่า จะร่วมเดินทางไปขุดมันกับพวกทหารหญิงแดงที่ชายพักภูไทย-ลาว ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วย “มันเสา” หรือ “มันเหลื่อม” (เป็นชื่อของมันป่าชนิดหนึ่ง) เพื่อเอาไปอบให้คนป่วยกิน ขณะที่เขากำลังสาละวนอยู่กับการขุดมันในหลุ่มลึกราว 1 เมตร  จู่ ๆ สติสัมปชัญญะก็พลันดับวูบลง พวกหมอและพยาบาลหลายคนเล่าให้ฟัง ว่า ต้องใช้กำลังถึง 6 คนจึงสยบความบ้าคลั่งของเขาลงได้ในเช้าวันนั้น

“สหายเสียสติ ร้องดิ้นทุรนทุราย จำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่ชื่อของตัวเอง”
นั่นเป็นคำบอกเล่าของพยาบาลเวร
“นี่ถ้าอยู่บ้านเข้าเรียกผีเข้า”
สหายพยาบาลคนเดิมขยายความ

ด้วยสุขภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานในแนวหน้า  งานเล็กๆน้อยๆ นับตั้งแต่การจักสาน ปลูกผักสวนครัว หาปลา เก็บเห็ดและเลี้ยงไก่ จึงค่อยๆ กลายเป็นภาระหน้าที่หลักของเขาไปในที่สุด

ปืนอ้าก้าท้ายพับที่ได้รับติดตัวมาจากโรงเรียนที่ฝั่งลาว ยังไม่มีโอกาสได้สำแดงความเก่งกาจสามารถของมันเลย แม้แต่ครั้งเดียว.

 

๘.

หัวใจให้เธอ

การจะมีครอบครัวหรือใช้ชีวิตคู่ในป่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เหมือนกับที่เคยมีคนพูดในทำนอง ว่า มีการ “นอนสามัคคี” กันในป่า ซึ่งเรื่องนี้ ไม่มีมูลความจริงแม้แต่นิดเดียว

ประเพณีที่นิยมปฏิบัติในเขตงานอีสานใต้ คือ การหมั้นดูใจกันก่อน โดยจะมีผู้ใหญ่ (จัดตั้ง) ของทั้งสองฝ่ายเป็นผู้คอยสอดส่องดูแล (ควบคุม) ความประพฤติ โดยหนุ่มสาวทั้งสองฝ่ายมีสิทธิมาพบเพื่อจู๋จี๋กันได้ แต่ห้ามล่วงละเมิดเกินเลย การจะมากอดจูบลูกคลำกัน...ไม่ได้เด็ดขาด (ถ้าไม่มีคนเห็นก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง) การจะมาพบปะพูดจาเกี้ยวพาราสีต้องทำเป็นเรื่องราว ให้ฝ่ายรับผิดชอบทั้งสองฝ่าย “รับรู้” และ “อนุญาต” คือ อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่(จัดตั้ง) ซึ่งก็ถือเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามสำหรับกองทหารป่าของพวกเรา

ในป่านี้เวลาคนที่เป็นคู่รักกันจะแอบมาจู๋จี๋กัน โดยจัดตั้งไม่รู้ไม่ได้ ถ้าจะทำให้ถูกต้องเป็นเรื่องเป็นราว  สำหรับในเวลากลางคืนต้องมีแสงสว่างเพียงพอที่ใครจะมองเห็นได้... จะเที่ยวเดินไปไหนสองต่อสอง จับมือถือแขนกันเหมือนกับตามเซ็นเตอร์พอยต์ไม่ได้...ที่สำคัญ คือ  จะต้องรอคอยเวลาและพิสูจน์ตัว ว่า "รักจริง หวังแต่ง" จนเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความพร้อม ขั้นตอนต่อไป คือการ “หมั้นหมาย” การหมั้นในป่านั้น สินสอดทองหมั้น ก็มีเพียงแค่คำมั่นสัญญาต่อหน้าสักขีพยานทั้งสองฝ่าย ที่ท็อปฮิตที่สุด เห็นจะเป็นการใช้ลูกปืนมาหมั้นหมายกัน ที่นิยมส่วนใหญ่จะเป็นลูกปืน “อาก้า” แทนคำ ว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดคิดคดทรยศต่อความรักก็ขอให้ตายด้วยคมหอกคมดาบ

เมื่อเสร็จสิ้นการหมั้นหมาย ก็เหลือแต่การรอยคอยเวลาที่เหมาะสม ซึ่งอาจจะเป็น 1 ปี หรือ 2 ปี  การแต่งงานจึงค่อยเกิดขึ้น

พิธีแต่งงานนั้น กระทำกันอย่างเรียบง่าย เมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อม (สุกงอม) โดย "ฝ่ายนำ" ก็มักจะแวะเวียนมา "ทำงานความคิด" ในเรื่อง ของ “สามช้า” (ไม่ใช่สามช่า) ซึ่งมี เนื้อหาสาระสำคัญที่หลายคนท่องได้ขึ้นใจ
“ไม่มีคนรักก็อย่าเพิ่งคิดมี
ถ้ามีแล้วก็อย่าเพิ่งแต่ง
ถ้าแต่งแล้วก็อย่าเพิ่งท้อง”
พวกทหารเสรี ก็ชอบเอาไปต่อเติมแซวกันเล่นอีก ว่า “ถ้าอยากท้องก็อย่าปล่อยเกิน 3 วัน”

วกกลับเข้ามา พิธีแต่งงาน ซึ่ง ทางจัดตั้งสองฝ่ายจะสรรหาผู้   ที่มีความสามารถพิเศษในการปลูกเรือนหอมาใช้งาน  ส่วนพวกฝ่ายพลาธิการก็จะสั่งซื้อสิ่งของจากในเมือง เพื่อการจัดเลี้ยงอย่างเต็มที่ อาทิ เหล้า บุหรี่ นมข้น น้ำตาล และขนมถั่วตัด (ขนมชั้นยอดที่จะมีในงานประเพณีทุกงานของทางอีสานใต้) สหายอีกจำนวนหนึ่งที่มีความสามารถในการล่าสัตว์ จะออกทำหน้าที่หาเสบียงอาหารเพื่อมาใช้กินเลี้ยงในวันงาน ที่ค่อนข้างจะเป็นประจำและหาง่ายที่สุด  คือ ชะนี ไก่ป่า หมูป่า อีเก้ง กวาง นกกก(นกเงือก)
 

เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ ทั้งเจ้าบ่าว เจ้าสาวและสักขีพยาน ก็จะนั่งล้อมวงที่กลางทับ   ที่อาวุโสแก่พรรษามากหน่อย ก็ให้บทเรียนชี้แนะเทคนิคการครองเรือน ส่วนพวกที่ยังอยู่ในวัยเยาวชน ก็มักจะอวยพรให้คู่บ่าวสาวทั้งสองซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อพรรคและต่อประชาชน เสร็จพิธีแล้วก็มีการดื่มเหล้า(ถ้ามี)คนละเล็กละน้อย และสูบยาซอง(บุหรี่ก้นกรอง สั่งซื้อจากในเมือง) ส่วนสหายหญิงนั้นก็จะกินของหวาน ส่วนใหญ่มักจะเป็นถั่วตัด ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดขนมสำหรับเทศกาลงานบุญทางอีสานใต้ในช่วงบ่าย ก็จะจัดส่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าหอ เป็นอันเสร็จพิธี การแต่งงานแบบชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ประหยัดและเรียบง่าย

ที่เล่ามายืดยาวก็เพื่อที่ผู้อ่านจะได้มีจินตภาพของพิธีมงคลสมรสในป่า ที่เน้นประหยัดเรียงง่าย
...................................................................................................


ช่วงพักฟื้น(ไข้) และทำการผลิตนี่แหละ ที่เขาได้มีโอกาสพบกับ ทหารหญิงแดงคนหนึ่ง ซึ่งก็คือคนที่ตะโกนเสียงใส ทักทายเขาครั้งแรก เมื่อวันที่เดินทางมาถึงเขตงานนี้ใหม่ ๆ เขาเวียนถามสหายหลายคนจนรู้ว่าเธอ ชื่อ ”กานต์” แต่จะด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบได้ เธอได้ขอเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ตุ้ม”

“สหายตุ้ม” ถ้าเธอไม่พูดหรือสนทนากับใคร จะไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นลูกสาวชาวนาจนๆคนหนึ่งจากอำเภอน้ำยืน ความที่เธอผิวขาว หน้าตาคมคาย จมูกโด่ง รูปร่างสมส่วนอวบอัดสมวัยสาว ที่ผู้ชายทั้งโลกต้องการ พื้นเพเดิมจบการศึกษาชั้น ป.7 จาก โรงเรียนประจำอำเภอน้ำยืน โดยหารู้ไม่ว่าผู้เป็นพ่อของเธอ  ทำหน้าที่เป็นแกนบ้านให้กับพลพรรค พคท. มาเนิ่นนานแล้ว จนกระทั่งเมื่อเกิด "การเสียลับ" ครอบครัวของเธอ จึงมีความจำเป็นต้องเดินทางเข้าป่า  ความใฝ่ฝันของหญิงสาวในวัยแรกรุ่นที่อยากจะได้เป็นนางพยาบาลของเธอก็ถูกจุดประกายขึ้น เพียงคำพูดชักชวนง่าย ๆ ของผู้เป็นพ่อว่าจะส่งไปเรียนหมอที่ประเทศลาว แค่นั้นมันก็เป็นเหตุผลเพียงพอที่ “เธอ” ตัดสินใจเลิกเรียน หอบตำรับตำราชั้น ป.7 มาเรียนต่อในป่า ก่อนจะเกิดกรณีสังหารโหด 6 ตุลาคม เพียงไม่กี่เดือน

เขาก็เหมือนกับสหายชายในกองทหารหลายคนที่รุมหมายปองเธอ!!!


แม้เขาทั้งสองไม่มีโอกาสได้พบกันมากนัก เพราะคนหนึ่งอยู่กองทหารชาย ส่วนอีกคนอยู่กองทหารหญิง แต่จากข่าวคราวที่ “ลือ” กันไปมา ทำให้ทั้งสองต่างรับรู้ความรู้สึกซึ่งกันและกัน เขาทั้งสองคนมีข้อต่างกันก็ตรง “ชนชั้น” (เป็นคำศัพท์ที่พวกในป่าชอบพูดกัน) เขาตกอยู่ในฐานะชนชั้น “นายทุนน้อย” ทฤษฏีปฏิวัติของท่านประธานเหมา เจ๋อ ตง ชี้ชัดว่าทำการปฏิวัติไม่ถึงที่สุด ผิดกับ “สหายตุ้ม” ที่เป็นลูก “ชาวนา” ซึ่งทางทฤษฎี ถือเป็นชนชั้นปฏิวัติ ที่เป็นกำลังหลักของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม

นั่น...! เป็นปัญหาสำคัญประการแรก ที่เขาจะต้องฝ่าข้ามไปให้ได้ ถ้าเขาต้องการ...........แต่แล้วกลางดึกคืนวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังปฏิบัติหน้าที่เป็นเวรยามที่สำนักแนวหลัง ซึ่งทั้งเขาและเธอลงมาพักรักษาตัวอยู่ ช่วงหนึ่งของการสนทนาข้ามเปลนอนของบัดดี้คู่ซี้ สหายตุ้มกับสหายระวีก็ดังเข้าหูเขา “คั่นไผอยากได้ฉันเป็นเมีย ต้องหาญแลนฝ่าบักแตก 3 หน่วย หรือก็ต้องเป็นสมาชิกพรรค แม้นว่าถ้าเป็นพวกนักศึกษา ก็ต้องเป็นนักรบดีเด่น" นั่นคือ คำพูดบางตอนของสหายตุ้ม  คนที่เขากำลังหลงรักหัวปักหัวปำ ซึ่งถ้าเขาไม่ได้ยินด้วยหูของตัวเอง ใครมาบอกเล่าให้ฟัง รับรองว่าคนอย่างเขาไม่มีทางเชื่ออย่างแน่นอน

“ผมรับความคิดนี้ของสหายตุ้มไม่ได้”
เขาบอกกับผู้บังคับบัญชา เพื่อบอกต่อไปยังฝ่ายรับผิดชอบของฝ่ายหญิงเพื่อยืนยันการตัดสินใจขอยุติการทาบทามหมั้นหมาย

"สหายตุ้ม” เป็นผู้หญิงคนเดียวและคนสุดท้ายที่เขาเคยรัก ก่อนที่ครอบครัวของเธอจะตัดสินใจกลับคืนเมืองในฐานะผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ในปลายปี 2525.

 

๙.

เข็มและเอ็นวิเศษ

วันเวลาช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า “เขา” ใช้มันหมดไปกับการดูแลรักษาตัวเอง โดยเฉพาะกับไข้มาลาเรีย ที่ดูเหมือนจะผูกใจรักใคร่สนิทสนมกับเขาจนแทบจะแยกกันไม่ออก ในที่สุด “ฝ่ายนำ” ก็ลงมติกันว่า ควรจะให้เขาอยู่แนวหลังไปอีกระยะหนึ่ง โดยได้จัดเข้าอบรมเสนารักษ์เบื้องต้นหลักสูตร 6 เดือน

เขาถูกส่งตัวเข้าคอร์สฝึกอบรมนี้ร่วมกับสหายหญิงและสหายชาย ซึ่งทั้งหมดเป็นลูกชาวนาทั้งสิ้น หนึ่งในจำนวนสหายหญิงนั้น มีอดีตคนที่เขาเคยรักและพยายามลืมรวมอยู่ด้วย

“หมอแดง” ซึ่งเป็นลูกครึ่ง “จปล.” (เจ๊กปนลาว) เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาแพทย์หมอที่เธอได้ร่ำเรียนมาจากเมืองจีน ดูเหมือนวิชาที่สร้างปัญหาหนักอกหนักใจมากที่สุด อ การแทงเข็มรักษาโรค เหตุเพราะเขาเป็นโรคกลัวเข็มมาตั้งแต่เล็ก

เขายังจำได้ดี ว่า เมื่อครั้งที่เดินทางไปถึงเรียนการเมืองการทหารที่โรงเรียน อต.4 ใหม่ๆ นั้น  ภายหลังจากจบการฝึกกระบวนท่าสู้รบในแต่ละวัน จะมีพยาบาลคอยเดินแทงเข็มให้แทบทุกคนในเวลากลางคืนก่อนนอน มีแต่เขาเท่านั้นแหละที่ประกาศก้องเสียงดังฟังชัด “เป็นตาย ผมก็ไม่ยอมให้สหายเอาเข็มมาแทงผมเด็ดขาด” นั่นเป็นคำยืนยันหนักแน่นทุกครั้ง ที่พวกพยาบาลถือเข็มเดินผ่านมาแถวๆ เรือนนอนของหมู่เขา

อยู่มาวันหนึ่ง เขาพลาดล้มตกลงไปในหลุมเพลาะ ขณะกำลังฝึกเข้าจู่โจมตีค่ายในค่ำวันหนึ่ง  และวันนั้น นั่นแหละ  เป็นวันที่เขาตัดสินใจ   ใช้บริการของ  “หมอตุ๋ม”  พยาบาลสาวลูกจีนหน้าตาหมดจด ที่เพียรพยายามมาโฆษณาชวนเชื่อ สรรพคุณของการแทงเข็มว่า “ไม่เจ็บและรักษาอาการที่เกี่ยวกับการเจ็บปวดกล้ามเนื้อได้ดีชนิด แทงปุ๊บหายปั๊บ” ราวกับเป็นเข็มวิเศษ “หมอตุ๋ม” ศิษย์เอก ของ ”หมอแดง” คนนี้  ก็เป็น จปล. เช่นเดียวกัน อัธยาศัยใจคอโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สมกับหน้าที่พยาบาลที่รับผิดชอบอยู่  ท่วงทำนองของสหายตุ๋ม ที่มีจิตใจรับใช้ประชาชน บอกได้คำเดียว ว่า นี่แหละ คือ ท่วงทำนองของชาวพรรคคอมมิสต์ ที่หาไม่ได้แล้วในยุคปัจจุบัน อดีตเธอ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมในจังหวัดบุรีรัมย์ เคลื่อนไหวงานการเมืองในนามกลุ่ม ปช.ปช.  และหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา เธอถูกคุกคามมาตลอด  ที่สุดจึงตัดสินใจหนีเข้าป่าก่อนเกิดกรณีนองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ทิ้งเป็นปริศนาให้กับปชปช.และผู้ร่วมงานในครั้งนั้นว่า “เธอหายไปไหน”

และทุกครั้งที่ "เขา" เหนื่อยหน่ายท้อแท้ กับการอบรมหลักสูตรพยาบาล ที่แนวหลัง  เสียงของ “หมอตุ๋ม” ที่เคยพูดกับเขา ที่โรงเรียน อต.4 ยังคงกังวาลก้องอยู่ในโสตประสาทว่า “เราเป็นหมอของมวลประชา รับใช้ประชาชน ต้องอย่าลืมว่าป่วยที่ตัวเขา แต่เจ็บที่ใจเรา ประชาชนไทยล้วนแล้วแต่เจ็บป่วยทั้งทางกายและทางใจ ต้องการหมออย่างพวกเราไปดูแลรักษา” คำพูดสั้นๆ เมื่อวันวาน กลับมีความหมายลึกซึ้งในวันนี้ และมีบทบาทอย่างมากสำคัญสำหรับการตัดสินใจของเขาอีกครั้งหนึ่ง !!!

“เข็ม” ที่เขาได้รับการฝึกแทงอยู่นี้มี 2 แบบ คือ เข็มจีน และ เข็มเวียดนาม

“เข็มจีน” นั้นเรียวแหลมเล็ก มีสีขาวเหมือนสแตนเลส ส่วน “เข็มเวียด” นั้นก็มีลักษณะเหมือนกับของจีน แต่โคนเข็มจะเป็นสีทอง ว่ากันว่า เข็มเวียดนั้นมีอาการเจ็บเล็กน้อยเวลาแทง เมื่อจบการอบรม  ผมก็เหมือนกับนักเรียนพยาบาลคนอื่นที่ได้รับ “เข็มแทง” คนละ 1 ชุดเป็นเครื่องมือประจำตัว นอกจาก “เข็มแทง” ที่ผมชอบเรียกว่า “เข็มวิเศษ” นั้น ยังมี “ขวดยาเม็ดแดง” ที่เรียกว่า “ขวดวิเศษ” ทุกคนจะได้รับการแจกจ่ายเป็นสมบัติประจำตัวเช่นเดียวกัน “ผ้าพันแผล” สำหรับยาเม็ดแดงนั้น มีเรื่องเล่าขานกันต่อ ๆ มาว่า ในขวดยานั้นจะมี “ยาเม็ดสีแดง” บรรจุอยู่ 1 เม็ด และจะใช้ก็ต่อเมื่อ เกิดภาวะคับขันถึงขั้นชีวิตจริง ๆ เพราะยาเม็นนี้จะช่วยได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น อุปกรณ์ที่สร้างความงุนงงตัวสุดท้ายสำหรับผม คือ “หลอดเอ็นคน” ซึ่ง มีลักษณะเป็นหลอดยาใส ปิดหัวปิดท้าย ความยาวราว 5 นิ้ว ข้างในบรรจุด้วยด้ายเอ็นเส้นหนึ่งกับน้ำยาหล่อเลี้ยง  ซึ่งผมได้เพียรพยายาม ถามว่า เส้นเอ็นข้างในเป็นเอ็นอะไรกันแน่ คำตอบที่ได้รับแตกต่างกันไปจนบัดนี้ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ แต่มีหลายคนพูดว่าเป็น “เอ็นจากตัวคน” วงการแพทย์จีนคิดค้นขึ้น เพื่อใช้กับคนในยามบาดเจ็บ... แล้วในที่สุดผมก็ได้ประสบการณ์จากความมหัศจรรย์ของเจ้าเอ็นนี้ด้วยตัวเองในเวลาต่อมา
.............................


ชีวิตความเป็นอยู่ในป่า ไม่ว่าจะอยู่ แนวหน้า หรือ แนวหลัง ไม่แตกต่างกันมากมายนัก มาจนกระทั่ง เมื่อ รัฐบาล ของ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ สามารถเจรจากับ รัฐบาล ของ พรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นผลสำเร็จ ประกอบกับสถานการณ์ทางสากลไม่เป็นผลดีต่อขบวนการปฏิบัติทั่วโลก พรรคคอมมิวนิสต์ไทย (พคท.) ก็ได้รับผลสะเทือนจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไปอย่างช่วยไม่ได้ ทุกเขตงานของอีสานใต้ถูกตัดขาดความช่วยเหลือจากพันธมิตรใหญ่ คือ “จีน” ในขณะที่ โซเวียด และ เวียดนาม ก็เพียรพยายาม ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่ก็ได้รับการปฏิบัติเสธจากฝ่ายนำของอีสานใต้มาตลอด และจากจุดนี้เองความขัดแย้งระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ไทย-ลาว-เวียดนาม ก็ค่อย ๆ ก่อรูปขึ้นวันละนิด สภาพของความอดอยากค่อย ๆ คืบคลานเข้าสู่เขตงานอีสานใต้ โดยเฉพาะเขต 11 ที่ผมสังกัดอยู่นั้น คำขวัญ พึ่งตัวเอง ทำการผลิต ถูกโฆษณาโหมกระพือไปทั่วเขตงาน ข้าวทุกมือที่กิน ต้องปนด้วยเผือกหรือมันป่า ตามแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย ความที่เป็นคนไม่ค่อยจะแข็งแรงเป็นทุนเดิม ส่งผลให้เริ่มมีอาการเจ็บป่วยอีกครั้ง แต่ คราวนี้ไม่แต่เพียงไข้มาลาเรียเท่านั้นที่กำลังคุกคามชีวิต    มหันตภัยร้ายแรงจากความหิวกำลังคืบคลานเข้าหาผมโดยไม่รู้ตัว 

วันหนึ่งขณะที่กำลังโหมโค่นต้นไม้ เพื่อเผาทำไร่ข้าว สายตาทุกคู่ก็เหลือไปเห็นว่าต้นที่กำลังโค่นอยู่นั้นเป็นต้น "หมากคอแรน" (ลักษณะเหมือนลูกลิ้นจี่แถบสมุทรสงคราม มีรสเปรี้ยวอมหวาน) ซึ่งกำลังมีลูกสุกแดงเต็มต้น ทุกคนต่างวิ่งเข้ารุมทึ้ว “หมากคอแรน” แบบตายอดตายอยาก หนึ่งในจำนวนนั้นก็มีผมรวมอยู่ด้วย เพียงแค่ 3 คำ เท่านั้น  ผมก็ต้องทิ้งตัวลงนอน  เอามือกุมท้องชักดิ้นชักงอ  ทั้งอาเจียนและถ่าย ผสมปนเปกันออกมาจนหมดสิตสัมปชัญญะ  กว่าจะรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตัวเองนอนเปลอยู่ในโรงพยาบาลที่แนวหลังชายแดนไทยลาว

“คุณหมดสติไม่รู้ตัว พวกเขาจึงหามคุณมาหาผม” อาประกิต หมอใหญ่ประจำเขต 11 พร้อมกับพูดเสียงตำหนิดังลั่นว่า “กินอะไรตะกละตะกลาม ไม่รู้จักบันยะบันยัง”
ผมหมดแรงที่จะอธิบายโต้ตอบว่ามันไม่ๆได้เป็นอย่างที่หมอกำลังตำหนิ  ที่จริงแล้วผมกินไปแค่ 3 ลูกเท่านั้นเอง ไม่ได้มากมายเหมือนกับที่หมอประกิตพูดเลย

เช้าวันรุ่งขึ้น  ผมจึงได้รู้จากหมอ ว่า ไอ้โรคที่ผมกำลังเป็นอยู่ มันคือ โรคกระเพาะอักเสบแบบเฉียบพลัน  “คุณต้องงดอาหารแข็งทุกชนิด กินแต่ข้าวต้มกับเกลือ อย่างน้อยเป็นเวลา 3 เดือน ถ้าคุณอยากหายขาดก็ต้องอดทน” หมอประกิตพูดแกมตำหนิผมอีกครั้ง เวลา 3 เดือนแห่งการรอคอย ไม่ได้ทำให้อาการผมดีขึ้นเลย เพราะความยากลำบากของเขตงาน ที่กำลังขาดยารักษาโรค

ที่สุด “หลอดเอ็นคน” ที่ผมข้องใจมาตลอดในความวิเศษตามคำเล่าลือ ตั้งแต่ครั้งการอบรมพยาบาล  กำลังจะแสดงคุณสมบัติให้ประจักษ์กับผมด้วยตัวของตัวเอง

“ผมจะใช้เอ็นคนรักษาคุณ ทนเจ็บนิดหน่อยก็แล้วกัน เหลือวิธีนี้วิธีเดียว มิฉะนั้นผมจะส่งคุณกลับไปรักษาตัวที่บ้าน” หมอประกิตบอกกับผม เพื่อรอฟังการตัดสินใจ “อาหมอจะทำอย่างไรก็ได้ครับ ขออย่างเดียวอย่าส่งผมกลับบ้าน ถ้าจะตาย ผมขอตายอยู่ในป่านี้แหละ” ผมยืนยันการตัดสินใจต่อการรักษากับหมอประกิต “ผมจะฝังเอ็นเข้าตัวคุณเพื่อรักษาโรคกระเพาะ เพราะถ้ายังขืนรักษาคุณอยู่อย่างนี้ คงต้องเวลาอย่างน้อยก็ 7-8 เดือนจึงจะหาย” วิธีการฝังเอ็นคนก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เพียงแค่ใช้เข็มยาว (คล้ายเข็มร้อยดอกไม้) ร้อยด้ายเอ็นคน ที่ทุบออกมาจากหลอดยา แล้วแทงร้อยบริเวณหน้าท้อง (พุง) จากด้านหนึ่งไปยังด้านหนึ่ง พาดขวางลำตัวบริเวณกระเพาะอาหาร โดยก่อนหน้านั้นจะต้องฉีดยาชาบริเวณหน้าท้องให้ทั่วเสียก่อน

ผมได้ค้นพบความวิเศษของเอ็นประหลาดที่ติดอกติดใจมานานด้วยตัวเอง ไม่นานนักอาการเจ็บกระเพาะของผม ก็ดูเหมือนจะค่อยๆ ดีวันดีคืนราวปฏิหารย์ “เอ็นตัวนี้จะละลายไปเองภายในเวลาไม่เกิน 20 วัน แล้วคุณจะรู้สึกดีขึ้น ยาของประเทศจีนมีอะไร ๆ ที่ยังเป็นเรื่องเหลือเชื่ออีกหลายอย่าง ถ้าสหายถามผม ผมก็ตอบคุณไม่ได้ว่ามันเป็นเอ็นคนหรือเปล่า เพราะทางจีนเขาไม่ได้บอกมา ได้ยินแต่เขาพูด ๆ กันว่าเป็นเอ็นคน เท็จจริงอย่างไรอันนี้ผมไม่รู้ แต่มันก็ทำให้สหายหายได้ภายในระยะเวลาอันสั้น เท่านี้ก็ดีแล้วมิใช่หรือ”

“พรุ่งนี้คุณกินข้าวแข็งได้แล้ว” หมอประกิตบอกในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังบรรจงซดน้ำข้าวผ่านลำคอ.

 

10

ยาเม็ดแดง


หายจากโรคกระเพาะอักเสบเฉียบพลันได้ไม่นาน  ผมก็ได้พบกับ ความมหัศจรรย์ของเจ้ายา “เม็ดแดง” ด้วยตัวเองอีกครั้ง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ของสถานการณ์การสู้รบ ของ “แนวหลังใหญ่” บนผืนแผ่นดินกัมพูชา ระหว่าง “เขมรแดง” กับ “เขมรเสรี”

หลังจากจบหลักสูตรพยาบาลระยะสั้น ผมยังไม่มีโอกาสได้ “ลองวิชา”หลักสูตรหมอชั้น 2 แม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ผมและหมอประกิต กำลังขับเกวียนซึ่งเพิ่งกลับจากการไปหาปลาที่ริมเซ บ่ายหน้ามาตามเส้นทางเดิม เส้นทางนี้จะต้องผ่านค่ายทหารร้างที่กองทหารพิทักษ์ชายแดนของกองทัพเขมรแดง เคยใช้เป็นฐานบัญชาการช่วยรบของ "หน่วยตัดหลัง" สำหรับการรุกตอบโต้กองทัพเวียดนาม-เฮง สัมริน พลันสายตาของหมอใหม่และหมอเก่า เหลือบไปเห็นศพของทหารเขมรแดง 2 คน ที่ร่างกายแหลกเหลวจนแทบไม่มีชิ้นดี  ที่บริเวณด้านหลังค่าย ที่เคยเป็นโรงครัวปรุงอาหาร ใกล้ๆ กองขี้เถ้า ที่เคยมีเตาไฟตั้งอยู่ มีร่างของอ้ายน้องเขมรแดงกำลังนอนดิ้นส่งเสียงร้องครวญครางเป็นที่น่าเวทนา ตามร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลเหวะหวะ ด้วยฤทธิ์การฉีกทำลายของลูกระเบิด เดชะบุญชะตาของทหารเขมรแดงนายนี้ยังไม่ถึงฆาต

ผมและหมอประกิต ได้ช่วยกันสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้ทราบว่า ทหารเขมรแดงนายนี้มีชื่อจัดตั้งว่า “สมามิตรจัม” (สหายจัม) สังกัดหน่วยลาดตระเวนชายแดน กองทหารพิทักษ์ชายแดนเขมร-ลาว  ออกเดินทางลาดตระเวนมาตามชายแดน มาด้วยกันทั้งหมด 1 หมู่  พอมาถึงตรงค่ายนี้ก็เข้ามาพักก่อไฟหุงข้าวในโรงครัว แต่ปรากฏว่าถูกพวกเขมรเสรีแบบเอาระเบิดมาฝังไว้ใต้เตาไฟก็เลยเกิดระเบิดขึ้น

“ปู ปู ไวยขยม ออย เงิบเฮย”
สมามิตรจัม ละล่ำละลักส่งภาษาเขมร ขอร้องให้ผมและหมอประกิต ช่วยลงมือสังหารให้พ้นจากสภาพความทุกข์ทรมานเสียที

“สมามิตร ขยม เทอ อ๊อด บาน ปะคอมมิวนิไท อ๊อด เมียน นโยบาย เนี่ย”(สหาย ผมทำไม่ได้ พรรคคอมมิวนิสไทยไม่มีนโยบายแบบนี้)

“ออย แต่เมี่ยน จีวิต ติ๊ก ๆ ปะเยิงบานรักษา”
(ขอแต่ยังชีวิต แม้น้อยนิดพรรคเราก็ต้องรักษา)

พูดจบ หมอประกิตก็ตรงเขาช้อนร่างของ “อ้ายน้องเขมรแดง” คนนั้น อุ้มตัวปลิวขึ้นมานอนบนเกียวน มิไยที่จะได้ยินเสียงแกมร้องขอให้ ”ยิงทิ้ง” สลับกับลมหายใจที่เริ่มขาดเป็นช่วงๆ

“สหายไปเอายาเม็ดแดงในบาโล(เป้)ผมใส่ปากเขาหน่อย ให้เขาเคี้ยวอย่าให้กลืนเด็ดขาด" หมอประกิตออกคำสั่งเข้มกับผม นี่เป็นครั้งแรก ที่ผมจะได้ประจักษ์ถึงความวิเศษมหัษจรรย์ของเจ้ายาเม็ดแดง ที่ได้ยินเสียงร่ำลือมานาน นับตั้งแต่เดินทางเข้าป่า หมอประกิต ทุ่มเทความรู้ความสามารถและยาที่มีทั้งหมด พลิกตำราภาษาจีนเป็นเล่ม ๆ อดตาหลับขับตานอนหลายคืน  อุทิศเวลารักษาอ้ายน้องเขมรแดงคนนี้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ราว 6 เดือน สภาพของคนตายแล้วเกิดใหม่อย่าง “สมามิตรจัม” ก็ค่อยๆดีขึ้นเป็นลำดับๆๆ กระดูกที่แตกละเอียดทั้งหมด แม้วันนี้จะไม่สามารถคงรูปเดิมได้ แต่สหายจัมม์เขาก็สามารถขยับเขยื่อนตัวไปไหนมาไหนได้บ้างแล้ว ภาษาไทยกระท่อนกระแท่น พร้อมน้ำตาที่เอ่อล้นคลอเบ้าตาของเขา จะเริ่มไหลรินทุกครั้ง ที่หมอประกิตสอบถามถึงสุขภาพอาการ “ผมจะซื่อสัตย์ต่อพ่อ (เรียกหมอประกิตว่าพ่อ) จะซื่อสัตย์พรรคคอมมิวนิสต์ไทย และประชาชนไทยไปตลอดชีวิต” นั่นเป็นคำพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ที่เขาบอกกับทุกคนที่แวะเวียนไปเยี่ยมเขา อาการของ ”สมามิตรจัม” ดีวันดีคืน  ผมกับสหายจัมม์เลยกลายเป็นเพื่อนสนิทกันไปโดยปริยาย ผมได้รับการถ่ายทอดวิชาหาอยู่หากินจากสหายจัมม์ อาทิ การรู้จักชนิดของเห็ดป่าที่กินได้และกินไม่ได้ วันนี้  ผมและสหายจัมม์กลายเป็น “บัดดี้” ที่ออกไปเก็บเห็ดและออกหาปลาด้วยกัน วิธีการหาปลา สานงอบ ใหม่ๆแปลกๆ ของสหายจัมม์ ถูกนำมาถ่ายทอดให้กับผมแบบไม่หวงวิชา..............

อยู่มาวันหนึ่ง ทหารหน่วยลาดตระเวนกลับมาจากการ “หายิง” ได้อุ้มเอาลูกลิงตัวน้อยที่เกาะติดอกมากับแม่ มาฝากเลี้ยงเป็นเพื่อน ทั้ง “เขา” และ “สมามิตจัม” ดีใจกับเจ้าลูกลิงตัวน้อยตัวนี้มาก “บักสี” เป็นชื่อที่ “เขา” ตั้งชื่อให้ เพราะอากัปกิริยาอาการที่ทะลึ่งตึงตังที่เขาเรียกว่าลิงทโมน “บักสี” เป็นลิงฉลาด  แต่ไม่ค่อยจะเป็นที่ชื่นชอบสบอารมณ์ของสหายหญิง เหตุเพราะมันชอบแยกเขี้ยวยิงฟัน  ทำปากขมุบ ๆ ขมิบ ๆ เหมือนกับกำลังด่าทุกครั้งที่สหายหญิงเอามือไปตบหัวมัน

ช่วงนั้น การสู้รบระหว่างพลพรรคเขมรแดงกับพรรคเฮงสัมริน นับวันยิ่งจะทวีความดุเดือดแหลมคมขึ้นทุกขณะ ผืนแผ่นดินชายแดนไทย-กัมพูชา ถูกกองกำลังทั้งสองฝ่ายใช้เป็นสมรภูมิรบ ปักหลักแลกกระสุนกันแทบไม่เว้นแต่ละวัน และทุกครั้งที่มีเสียงปืนใหญ่ดังขึ้น “บักสี” จะส่งเสียงร้องดังก้อง "ทับ" (เป็นคำเรียกค่ายทหารในป่า) ด้วยความตระหนักใจ เป็นที่น่าสังเวช

ครั้งหนึ่งขณะที่มันกำลังปีนป่ายอยู่บนยอดไม้กลางทับทหาร พลันก็มีเสียงปืนใหญ่ยิงมาตกข้าง ๆ ทับที่ “บักสี” กำลังปีนต้นไม้เล่น ด้วยความตกใจ ในเสียงปืนใหญ่ “บักสี” จึงปล่อยมือที่กำลังโหนเถาวัลย์อยู่ ร่างเล็กกระจ้อยร่อยของมันก็ร่วงระเห็ดตกลงมาจากยอดไม้เสียงดังตุ้บใหญ่ ในครั้งแรกๆทุกคนพากันตกใจ แต่พอต่อมาพฤติกรรมแบบนี้ก็มีให้เห็นเป็นประจำทุกครั้งที่มีลูกกระสุนปืนใหญ่ตกมาใกล้ ๆ ต้นไม้ที่มันปีนอยู่

ราวปี 2522 พรรคฯไทย และกัมพูชา จับมือจัดตั้งกองกำลังผสมพิเศษร่วม (สากล)ชายแดนไทย-กัมพูชา ภารกิจอันนี้พรรคคอมมิวนิสต์กัมภูชาเรียกมันว่า “ภารกิจทางสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ” ที่ต้องช่วยเหลือพรรคพี่พรรคน้องที่ยังไม่สามารถปลดปล่อยประเทศชาติของตัวเองได้

“ผม” ถูกจัดให้สังกัดอยู่ในหน่วยนี้ ร่วมกับสหายทุกเขตงานในอีสานใต้ภายใต้การบังคับบัญชาของ “ลุงเตือน” และ “สมามิตรธัมม์” โดยมีสหายลุงบุญมาร่วมรับผิดชอบอยู่ห่างๆ “สมามิตรธัมม์” หรือ “สหายธัมม์” เป็นคนทางตอนใต้ของประเทศกัมพูชาอดีตเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ของมหาวิทยาลัยพนมเปญ ในแผ่นดินรัฐบาลสีหนุ มีความรู้เชี่ยวชาญในภาษาฝรั่งเศสชนิดหาตัวจับยาก เป็นนายทหารหนุ่มที่ “พลพต” ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ เดิมสังกัดกองทหารปืนใหญ่ ทำหน้าที่คำนวณพิกัดเวลายิงปืนใหญ่ ว่ากันว่า ในสงครามปลดปล่อยกัมพูชา 17 เมษายน “ดร๊อปปรัมปีเมษา” สมามิตรธัมม์คนนี้ เป็นนายทหารหนุ่มที่มีบทบาทยิ่งนัก อุปนิสัยส่วนตัวเป็นคนอ่อนโยน ขี้เล่น รักสนุก แต่แววตาดุกร้าน  ในวัยที่อายุเพียง 30 เศษ ๆ กับภาระหน้าที่ทางสากลนิยมที่ใหญ่หลวงนัก

“สหายธัมม์” ไม่ค่อยเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ และสภาพทางสังคมของไทยนัก บ่อยครั้งที่เขาทั้งสองคน มักจะมีปากเสียง     ถกเถียงกันในแทบทุกเรื่อง ที่มีความเห็นต่างกัน   อาจจะเป็นเพราะ เราทั้งสองคน ต่างก็เป็นปัญญาชน  ที่มาทำการปฏิวัติทั้งคู่ แม้จะชอบแลกเปลี่ยนและปะทะคารมกันอยู่เนื่องๆ แต่ทั้งสองคนก็รักใคร่ชอบพอกันจนถึงขั้นกรีดนิ้วผูกข้อมือดื่มเลือดสาบานเป็นพี่น้อง

“เมืองไทยนายทุนเยอะ มีรถขับเกือบทุกคน แต่ประชาชนอดยาก”
“สหายธัมม์” ชอบพูดแบบนี้เป็นประจำ ึ่ซึ่งผมก็จะตอบโต้ว่าไม่เป็นความจริง คนไทยที่มีรถไม่ใช่จะร่ำรวยทุกคน  ส่วนใหญ่ยังเป็นหนี้ไฟแนนซ์อยู่ทั้งนั้น “คนไทยชอบใส่กางเกงยีนส์ แสดงว่าชื่นชอบนิยมอเมริกา มากกว่าสินค้าคนเอเซียด้วยกัน” นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่สหายธัมม์ชอบยกมาถกเถียงกับผม  แม้จะเพียรพยายามอธิบายอย่างไรว่ามันไม่เป็นความจริง พร้อมกับชี้แจงว่า เมืองไทยมีโรงงานผลิตกางเกงเยอะแยะ และยังได้ส่งไปขายในต่างประเทศด้วย ไม่ได้ไปหาซื้อมาจากฝรั่งมังค่าอะไร ผมก็ยังเป็นเหมือนกับคนไทยทั่วไป  ที่ยังปกป้องคนไทยด้วยกัน บ่อยครั้งที่ผมชอบสวนคำถามกลับไปว่า “แล้วทำไมเขมรต้องใส่ชุดดำทั้งประเทศ ไม่เห็นจะสวยหรือน่าอยู่ตรงไหนเลย”

“สหายธัมม์” ก็จะเพียรพยายามอธิบายเหมือนกันว่า ประเทศกัมพูชา    กำลังอยู่ในภาวะสร้างเนื้อสร้างตัว เพิ่มจะปลดปล่อยมาใหม่ ๆ จะสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้ และไม่ได้ร่ำรวยเหมือนกับเมืองไทยนี่ ที่ยังไม่ทันปลดปล่อยก็มีนาฬิกาใส่โก้กันทุกคน นั่นเป็นหนึ่งในหลายๆ คำพูด ที่สร้างความอึดอัดใจให้กับคู่สนทนาอย่างผมเป็นประจำ “ปลดปล่อยใหม่ ๆ มันสับสน ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ส่วนหนึ่งเป็นพวกศัตรู ที่สวามิภักดิ์ ส่วนหนึ่งเป็นพวกเสรี ที่เข้ากองทัพ เพราะสถานการณ์มันเอื้ออำนวย ขาดการยึดกุมแนวทางนโยบายของพรรค หลายคนชอบแก้แค้นในเรื่องส่วนตัว       โดยไม่คำนึงถึงส่วนรวม  ส่วนหนึ่ง ก็คือ   พวกปฏิปักษ์ปฏิวัติที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพ ซึ่งพวกนี้ชอบตอกลิ่ม ขยายความขัดแย้งให้บานปลายออกไป....” คำอธิบายที่ยืดยาวของสหายธัมม์ ทำเอาผมต้องนิ่งฟังทำตาปริบ ๆ

แล้ว ไฟสงครามปลดปล่อยครั้งใหม่ ใน พูชา ที่เกิดจากการชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน ของ พลพรรคเฮง  สมิริน  โดยการสนับสนุนจาก รัฐบาลฮานอย กับ รัฐบาลเขมรแดง ก็กำลังลามเลียไปทั่วดินเขมร

ผม และ “สหายธัมม์” ไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันอีกเลยหลังจากสงครามครั้งใหม่ระเบิดขึ้น ข่าวคราวของเขาหายสาบสูญไป พร้อมๆกับการเกิดข่าวว่า “พนมมาลัย” กลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพลพรรคเขมรแดง ในปี 2524

โชคดีสหาย................
ขอให้ปลดปล่อยประเทศของสหายได้สำเร็จอีกครั้ง..........ลาก่อน

 

๑๑.

.....คะแมร์กะฮอม

เขตงานอีสานใต้ นับเริ่มตั้งแต เขต 11 (อุบลฯ-ศรีสะเกษ) เขต 30 (สุรินทร์-ศรีสะเกษ) เขต 20 (บุรีรัมย์-ปราจีนบุรี-นครราชศรีมา) และเขต 404 (ปราจีนบุรี-จันทบุรี-ระยอง-ชลบุรี) ทั้ง 4 เขตงานนี้ ล้วนแล้วแต่ติดกับชายแดนกัมพูชา แทบทุกเขตงาน การต่อสู้เคลื่อนไหวของพลพรรค พคท.ในช่วงปี 2523 ของเขตงานอีสานใต้ประสบกับความยากลำบากนานัปการ โดยเฉพาะสภาพของการดำรงอยู่  ที่จะต้องเลือกระหว่างการเดินทางตามกัน “จีน” หรือตามก้น “โซเวียต”  ซึ่งความเห็นฝ่ายนำส่วนใหญ่กระเดียดไปทางจีนมากกว่าทางโซเวียต

โดย เฉพาะเขต 11 นั้น เป็นเขตที่วางตัวลำบาก เนื่องจาก ตอนปลายของเขต ส่วนหนึ่งอยู่ในดินเขมร จึงค่อนข้างมีความสัมพันธ์อันดี กับ พลพรรคเขมรแดง ในขณะที่อีกปลายหนึ่งของเขตนั้นก็ผูกพันอยู่กับ อ้ายน้องลาวและอ้ายน้องเวียด เทือกเขาชายแดนไทย-ลาว และไทย-กัมพูชา ที่เป็นผืนป่าดงดินผืนใหญ่นั้นในสมัยนั้น นอกจากจะเป็นฐานกำลังของพลพรรคคอมมิวนิสต์ไทยแล้ว ยังเป็นที่ซ่องสุมของกองกำลังหลายฝ่าย อาทิ ฝ่ายลาวขาว ฝ่ายเขมรกลุ่มวังเปา ฝ่ายเขมรกลุ่มนายพลอินตัม ฝ่ายเขมรกลุ่มลอนนอล ด้วยเหตุดังที่ได้กล่าวมา การปะทะกันระหว่างกลุ่มคนติดอาวุธที่อาศัยอยู่ในป่าของคน 4-5 กลุ่ม จึงมีค่อนข้างมาก นี่ยังไม่นับรวมพวกทหารพรานที่นานๆ จะขึ้นมาลาดตระเวนขึ้นมาบนภูเขา....นี่แหละคือความสับสนและยากลำบากของเขต 11 ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

ช่วงนั้นผมกำลังเกิดข้อกังขา กับ ทัศนะ จุดยืน ของ พรรคและผู้ปฏิบัติงานหลาย ๆ เรื่อง  แต่อย่างไรก็ตาม  ผมก็ยังคงปฏิบัติงานด้วยความตั้งใจเสมอมา และ ในช่วงนั้นเอง เขตงานอีสานใต้ทั้งหมดก็ได้เริ่มโครงการ “จับมือทำปฏิวัติส่งออก” กับพลพรรคเขมรแดง  บ่อยครั้งที่ผมต้องกลับมาครุ่นคิดว่าสิ่งที่ พรรคกำลังจะปฏิบัติอยู่นี้ไม่น่าจะเป็นแนวทางนโยบายที่ถูกต้อง  แต่ทว่าหนูตัวไหนล่ะกล้าเอาลูกกระพรวนไปผู้แขวนคอแมว ผมได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า ขณะนี้แนวความคิดการปฏิวัติของฝ่ายนำในเขตอีสานใต้ ได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดของฝ่ายเขมรแดงอย่างมากมาย  นับตั้งแต่รูปธรรมในการแต่งตัว ที่เริ่มมีการใส่ชุดดำ ผ้าขาวม้าลายเคียนคอ การใช้ผ้าเปลผูกที่เอว แทน การแบกเป้ไปไหนมาไหน จนมักจะโดนแซวจากพวกเขมรแดง ว่าแบกบ้านมาทำปฏิวัติ

ในที่สุด การดำเนินการจัดตั้งกองทหารรบร่วมไทย-กัมพูชาก็ได้เกิดขึ้น โดยได้มีการรวมกำลังทั้งสองฝ่ายเข้าเป็นทหารกองเดียวกัน ภายใต้ชื่อ “กองพิเศษ”  ภาระหน้าที่หลัก ก็คือ ปฏิบัติการทางการทหารตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา เริ่มต้นด้วย การบังคับจับเกณฑ์ผู้คนตามเถียงไร่ปลายนา ให้เข้าร่วมการปฏิวัติ โดยกาารจัดส่งไปอบรม "หลักสูตรระยะสั้น" ที่แนวหลังของแต่ละเขต เนื้อหาการอบรมโรงเรียนการเมือง-การทหาร นั้นส่วนใหญ่จะพูดถึงสภาพของสัมคม ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และฐานะทางการต่อสู้ของ พคท. ที่เรียกว่า "การปฏิวัติ 7 บท"

จุดที่กองทหารที่ผมสังกัดอยู่ และ “อ้ายน้องเขมรแดง” จะปฏิบัติการร่วมกันนั้นส่วนใหญ่ จะอยู่ในบริเวณชายแดนของจังหวัดอุบลฯ (ได้แก่ บ้านน้ำยืน บ้านแปดอุ้ม บ้านค้อ บ้านโนนสูง บ้านแก้งเรือง เป็นต้น)  ติดต่อกับอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ (ได้แก่ บ้านภูมิสลอน บ้านด่าน บ้านโนนยาง บ้านโศกมะข้ามป้อม) อ้ายน้องเขมรแดงกับพวกผม มักจะมีปัญหาในการปฏิบัติงาน ที่ไม่ค่อยจะเห็นคล้อยกัน เหตุเพราะอ้ายน้องเขมรแดงเห็นคนไทยเป็นศัตรูไปหมด เช่น ถ้ารวยหน่อย ก็เรียกเป็นนายทุน ถ้าเป็นลูกเสือชาวบ้าน ก็ว่าเป็นศัตรู  ถ้าเป็นพระสงฆ์องค์เจ้า ก็ว่าเป็นพวกเอกเปรียบไม่ทำอะไร คอยแต่กินลูกเดียว เหล่านี้เป็นต้น

ข้อขัดแย้งเช่นนี้ได้กลายเป็นข้อถกเถียงกันเกือบทุกวัน  ระหว่างทหารเขมรแดงกับพลพรรค ทปท.ไทยในเกือบทุกจุดของเขตงานอีสานใต้ แม้กระทั่ง “สหายธัมม์” กับผม ที่ได้ผูกมือสาบานเป็นพี่น้องกันก็ต้องปะทะคารมกันหลายยก “สหายยังไม่เข้าใจ สังคมไทยไม่เหมือนเขมร” ผมมักสรุปและยืนยันข้อแตกต่างนี้เสมอมา ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการจัดตั้ง “กองพิเศษ”...........แต่แม้จะไม่เห็นด้วย  แต่ผมก็ไม่อยู่ในสภาพที่จะท้วงติงอะไรได้ แม้มีความเชื่อในใจส่วนลึก ว่า การเข้ามาร่วมทำงานปฏิวัตินั้นต้องเกิดจากความสมัครใจ ตื่นตัวและความพร้อมของแต่ละคน จะใช้วิธีบังคับกะเกณฑ์ไม่ได้ การบังคับกวาดต้อนไม่น่าจะเป็นผลดี ต่อขบวนการปฏิวัติทั้งระยะสั้นและระยะยาว  ผมเชื่อว่าฝ่ายนำทางอีสานใต้แทบทุกเขตงาน ล้วนแล้วแต่รับทราบความรู้สึกของ "สหาย” ว่าส่วนใหญ่ค่อนข้างไม่เห็นด้วย วิธีการนี้  โดยเฉพาะพวกนักศึกษาที่ไปจากในเมือง  แทบทุกคนมีปัญหากับวิธีการนี้ แต่ก็จำต้องทำตามแนวนโยบายของทางชั้นบน

ในช่วงเวลานั้น สงครามตามแนวบริเวณชายแดน ระหว่าง ทหารฝ่ายรัฐบาล กับ  พคท. ที่มีเขมรแดงหนุนหลังก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเขต 11 นั้นมีการตัดถนน จากกัมพูชา ขึ้นมาตามสันเขาชายแดนไทย เพื่อลำเลียงอาวุธหนัก อาทิ ปืนไร้แรงสะท้อน  เดก้า 57,  ปืนครก 81,   ปืนใหญ่ 105 มม.  “เราจะบุกหนักหน้าแล้งนี้” เป็นคำพูดของสหายฝ่ายนำคนหนึ่ง  แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่สำหรับผมนั้นกลับขนลุกชันด้วยความปลื้มปิติ  อย่างน้อยสงครามที่กำลังดำเนินอยู่นี้ ก็คงใกล้จะยุติเต็มทีแล้ว  ในขณะเดียวกัน สหายฝ่ายนำ ก็ยังคงเดินหน้าทำ การปฏิวัติส่งออก ตาม แนวนโยบายเขมรแดง อย่างไม่ลืมหูลืมตา และดูเหมือน ว่า “บ้านแปดอุ้ม” จะกลายมาเป็นเหยื่อถูกเช็คบิลเป็นบ้านแรก ตามทฤษฏีบังคับปฏิวัติแบบเขมรแดง แล้วเวลาที่ ผมรอคอยก็มาถึง เมื่อได้ข่าวจาก “จัดตั้ง” ว่าจะลงมือปฏิบัติการย้ายบ้านแปดอุ้มในคืนเดือนมืด อีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

ดังที่เคยได้เกริ่นมาแต่แรกแล้วว่า คนบ้านแปดอุ้ม ส่วนใหญ่เป็นชนชาติส่วย ที่มีฐานะค่อนข้างยากจน ดำรงชีพอยู่ด้วยการหาของป่า ล่าสัตว์และสะกดรอย หรือรายงานความเคลื่อนไหวพวกคอมมิวนิสต์ แต่โดยส่วนลึกแล้วชาวบ้านทุกคนล้วนแต่มีน้ำใจงดงาม มีความเอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน โดยเฉพาะในยามเกี่ยวข้าวหรือดำนา  ประเพณีลงแขก ที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน ก็ยังหลงเหลืออยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้

ก่อนคืนข้างแรม ผมและสหายีก 2 คนได้รับคำสั่งให้ลงไป ”สอดแนม” บ้านแปดอุ้ม ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงสำหรับการปฏิบัติการในไม่กี่คืนข้างหน้านี้ จุดที่ผมและพรรคพวกได้รับคำสั่งให้ไปซุ่มสังเกตการณ์นั้น เป็นทางรถลากไม้เก่า ของ กลุ่มตังฮั้ว ซึ่งเชื่อมต่อ ระหว่างพลาญหินชายป่ากับเส้นทางเข้าบ้านแปดอุ้ม แต่ยังไม่ทันที่พวกเราจะได้ลงมือทำอะไร สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าในชีวิตนี้จะมีโอกาสได้เห็นก็เกิดขึ้น


“โครม! โครม! โครม!” ยินเสียงอะไรบางอย่างทิ้งตัวลงไปในกอไม้ ประสานกับเสียงตะเบ็งเซ็งแซ่ เหมือนกับคนหมู่มากกำลังอพยเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง  บางส่วนก็กำลังวิ่งตรงมาตามเส้นทางที่พวกผมแอบซุ่มอยู่  พลันที่สายตาเหลือบไปบนยอดไม้ จึงได้รู้ ว่า เจ้าของต้นเสียง นั้น คือ ลิงป่าฝูงใหญ่ ที่กำลังแกว่งตัวกระโดดโครมไปมาตามยอดไม้ โดยมีลูกเล็ก ๆ ร้องตามกระจองงองแง

“ขะหมึด ๆ ๆ” (ลิงกัง) เสียงกระซิบบอกจากทางด้านหลัง พร้อมกับชี้มือไปทางที่มาของเสียงเจ้าขะหมึดตัวเขื่องกำลังนั่งนิ่ง สังเกตการณ์อยู่บนยอดไม้ ในขณะที่พื้นดินด้านล่าง  เสียงจอแจกำลังเพิ่มความดังขึ้นๆๆ  เงาตะคุ่ม ๆ ของพวกมัน ที่กำลังวิ่งลัดเลาะมาตามเส้นทางนั้น มีทั้งวิ่งหยอกล้อ  บางทีก็ขี่คอกันมาก็มี  เมื่อพวกมันเข้ามาจนถึงระยะใกล้ราว 10 เมตร  จึงสังเกตเห็นได้ชัดเจน ว่า มันเป็นลิงกัง (ชาวบ้านเรียก ขะหมึด) ฝูงใหญ่ ซึ่งขณะนี้กำลังกึ่งวิ่ง กึ่งเดิน มาตามเส้นทางขนไม้เก่า ที่ทอดตัวยาวพาดผ่านชายแดนไทย-กัมพูชา สงครามครั้งใหม่ในกัมพูชา ทำให้เจ้าขะหมึดฝูงนี้ต้องอพยหลบลี้หนีภัยขึ้นสู่แผ่นดินไทย อนินจาแผ่นดินเขมรที่กำลังลุกเป็นไฟ แม้แต่ ”ลิง” ก็ยังต้องพากันหนีหัวซุกหัวซุน และยังไม่ทันที่ผมจะคิดเกินเลยไปถึงเรื่องอื่น “เจ้าจ๋อ” ตัวกระเปี๊ยก ขี้ดื้อตัวหนึ่ง ก็เข้ามายืนถลึงตาดูผมใกล้ๆ และทันทีที่ผมกะพริบตาหันกลับมามองมันเท่านั้น เสียงแผดร้องตกใจสุดขีด ของ เจ้าจ๋อก็ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ขบวนคาราวาน ”ขะหมึด” ต่างพากันกระโดดขึ้นต้นไม้ ส่งเสียงร้องเรียกกัน ลั่นป่า แต่เพียงชั่วอึดใจเดียว ป่าทั้งป่าก็เงียบสงบ  ใบไม้ไม่ไหวติงหยุดนิ่ง เสมือนหนึ่งไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย ณ ที่นี้

แล้ววันที่พวกเรารอคอยก็มาถึง..............ในคืนข้างแรมของเดือนกุมภาพันธ์  ขณะที่อากาศเหนือยอดภูจองนายอยกำลังหนาวเหน็บ กองทหารรบร่วมผสมที่มีทปท.ไทยและอ้ายน้องเขมรแดง ราวหนึ่งหมวดเต็มก็เคลื่อนกำลังพลเข้าปิดล้อมหมู่บ้านแปดอุ้มอย่างเงียบเชียบในค่ำคืนๆหนึ่ง คืนข้างแรมช่างเป็นใจให้กับการเคลื่อนพลในครั้งนี้  ทุกทิศทางที่เป็นจุดที่สามารถหลบหนีออกจากหมู่บ้าน  ถูกทหารหญิงแดงเข้ายึดกุมหมดทุกเส้นทาง

ผมกระชับปืนอาก้าท้ายพับจากโซเวียต ที่ติดมาจาก โรงเรียน อต.4 ไว้มั่น แม้อากาศจะหนาวเหน็บเพียงไร มันก็มิอาจต้านทานเหงื่อเม็ดโป้งๆที่กำลังผุดขึ้นเต็มหน้าผมได้ “สหายทิว ยิงตะเกียงกับไฟที่หน้าค่าย” สหายวิชาญ (เสียชีวิตจากการสู้รบที่ชายดงในเวลาต่อมา) ผู้บังคับบัญชาใหญ่กองทหารเขต 11 ออกคำสั่งเสียงแผ่วเบากับผม เพื่อให้ประลองความแม่นยำในการยิงไฟกลางคืน ตามที่ได้รับการฝึกมาจากหลักสูตรการรบพิเศษ วันนี้ผมกำลังจะเดิมพัน ความแม่นยำกับตะเกียงดวงน้อย  ที่ตั้งอยู่หน้าป้อมยาม หน้าค่าย ตชด. กลางบ้านแปดอุ้ม   "งานนี้จะพลาดไม่ได้" ผมสบถเบาๆในลำคอ “ปัง” แม่นราวจับวาง ทันทีที่เสียงปืนในมือผมแผดก้องกังวานขึ้น ตะเกียงดวงน้อยก็ดับวูบลงทันที  เสียงปืนนานาชนิดพากันก็ระดมยิงราวห่าฝน เข้าสู่จุดที่ตั้งของกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดน ราว 10 นาที เสียงปืนจึงเงียบสงบลง..............."ตะลุมบอน" สิ้นเสียงสหายวิชาญร้องสั่งอีกครั้ง  ทั้งพลพรรค ทปท. และพลพรรคเขมรแดง ต่างทะลึงตัวขึ้นเหนือบังเกอร์ศัตรู  ปืนทุกกระบอกกระชับมั่น แล้วดีดทะยานตัวพุ่งตรงออกไปข้างหน้าราวลูกธนูออกจากหน้าไม้....หลังการตรวจสนามรบ ทั้งหมดจึงได้รู้ว่า แท้ที่จริงค่าย ตชด.นี้ไม่มีคนอยู่แม้แต่คนเดียว! ตะเกียงที่ถูกจุดอยู่ที่หน้าป้อมยามนั้น ก็เป็นการจุดพรางตาเอาไว้ตั้งแต่พลบค่ำ

ผมรีบรี่เข้าไปดูผลงานการยิงตะเกียงตรงบริเวนป้อมหน้าค่าย  อนิจจาขวดตะเกียงยังอยู่ครบ ไม่มีสิ่งใดบุบสลาย หรือพอที่จะบอกได้ ว่า โดนลูกกระสุนปืนผมแม้แต่น้อย

"อ้าวแล้วมันดับได้อย่างไรว่ะ"
ผมสบถในลำคออีกครั้ง
"สงสัยแค่เฉียดๆแล้วตะเกียงมันล้มไฟเลยดับ"
สหายวิชาญที่ก้าวมายืนข้างๆ ผมเอ่ย แบบคนรู้เท่าทันในความคิด

ปฏิบัติการย้ายบ้านแปดอุ้ม ผ่านไปโดยไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิต  พวกเราได้พบความจริงอย่างหนึ่ง ว่า ชาวบ้านแปดอุ้มนี้น่าสงสารยิ่งนัก เด็กชายเกือบทุกคนเป็นโรคผิวหนัง ในขณะที่เด็กหญิงก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยเหาเต็มหัว แทบทุกครัวเรือนมีฐานะยากจน ขาดการศึกษา และทุโภชนาการ แม้แต่ไฟฉายที่พวกผมใช้ส่องนำทาง ยังกลายเป็นของประหลาดให้ ผู้เฒ่าผู้แก่หลายคน ต่างพากันมานั่งล้อมวง”ผิงกระบอกไฟฉาย” ด้วยคิดว่ามันจะมีความร้อนช่วยคลายความหนาวเย็นลงได้บ้าง พวกเราหลายคนนึกสนุก เลยเอาเครื่องบันทึกเสียงที่มีเพลงหมอลำไปเปิดให้ผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนฟัง  พวกเขาพากันตื่นตระหนกตกใจ บางก็เอื้อมมือไปสัมผัส เจ้าเทป "โซนี่” ด้วยความสงสัยระคนประหลาดใจ ว่า มันคือตัวอะไร             

อนิจจา.....คนบ้านแปดอุ้ม ไกลปืนเที่ยงขนาดนี้เชียวหรือ??


แล้วการอพยพในคืนนั้นก็เริ่มขึ้น มือหนึ่งจูงเด็ก อีกมือหนึ่งถือปืน บนบ่าก็แบกพ่อเฒ่า ผมบอกกับตัวเองว่า งานปฏิวัตินี่...ไม่ใช่เรื่องงานง่าย ๆ เลยนะ ในการสรุปงานหลังการปฏิบัติการเสร็จสิ้นลง ผมยืนยันในที่ประชุมว่าปฏิบัติการนี้ เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและจะข้อคัดค้านจนถึงที่สุด ปฏิบัติการบ้านแปดอุ้ม เป็นปฏิบัติการแรก และเป็นปฏิบัติการครั้งเดียวที่ผมได้เข้าร่วม และเป็นครั้งสุดท้ายของเขต  11 ที่ผมสังกัดอยู่

จำนวนชาวบ้านแปดอุ้มที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาในครั้งนั้น รวมทั้งลูกเล็กเด็กแดงแล้วร่วม 300 คน ผู้เฒ่าผู้แก่ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นหน่วยการผลิต จัดตอก จักสาน หาปลา ปลูกผักและทำนา ฯลฯ ที่แนวหลังในดินแดนอ้ายน้องกัมพูชาเด็กๆ ในวัยเรียนทุกคน ต่างถูกส่งเข้าโรงเรียนทุกคน ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ ก็เป็นนักศึกษาที่หนีเข้าป่าช่วง 6 ตุลา นั่นแหละ ส่วนเยาวชนหญิงชายที่เหลือก็ถูกส่งเข้าสู่โรงเรียนการเมืองการทหารในหลักสูตรระยะสั้น ที่ตั้งอยู่ที่เขต 20 ผมเองก็ต้องกลายเป็นครูช่วยสอนไปด้วยกับเขาคนหนึ่ง วันนี้ผมไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับคนเหล่านี้ในอนาคต

ราว 6 เดือนต่อมา คนบ้านแปดอุ้มที่ถูกกวาดต้อนมา ก็ได้ให้คำตอบบางสิ่งบางอย่างกับผม จนยากที่จะอธิบายว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขาเหล่านั้น “ผมจะส่งพวกคุณทั้งหมดกลับบ้าน ใครสมัครใจอยู่ก็อยู่ ใครสมัครใจไปก็ไป”  นั่นเป็นคำประกาศในวันสุดท้ายของการเรียนของ“จัดตั้ง” แต่ทว่าคำตอบที่ผมแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ก็คือ  ทุกคนขออยู่ด้วยความสมัครใจ คงมีเพียง 2 คนเท่านั้นที่แสดงเจตนาขอกลับบ้าน  ซึ่งผมและกองทหารจำนวนหนึ่ง ก็ได้ทำหน้าที่จัดส่งจนถึงชายดงตีนบ้าน

“อาทิว  ฉันขอโทษที่เคยแช่งด่าว่าอาไว้ วันนี้ฉันเข้าใจแล้ว และขอติดตามพรรคทำการปฏิวัติตลอดไป ” สหายวินัย สาวรุ่นหน้าตางดงามที่พวกเรา บุกไปจี้จับตัวเอามาจากเถียงนา ชายแดนจังหวัดศรีษะเกศ ตามนโยบายการปฏิวัติส่งออกกล่าวพร้อมเอื้อมมือมาจับมือผมแน่น ดวงตาวาวโรจน์ ด้วยความปิติยินดี.


(ในรูป คือ ผมกับสหายวินัย ในงานรำลึกวีรชนอีสานใต้ ภาพนี้ถ่ายเมื่อปี2545)

 

๑๒.

.....กองพิเศษ


นับตั้งแต่วันที่ผมเข้ามาปฏิบัติภาระหน้าที่ใน “กองพิเศษ” สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นมาตลอด คือ ความโน้มเอียงในการทำเลียนแบบเขมรแดง ไม่ว่าจะเป็นการบุกจับประชาชนให้มาเข้าร่วมการปฏิวัติหรือการเข้าโจมตีค่ายฝ่ายตรงกันข้าม ตามแนวตะเข็บบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิธีการรบแบบประจำการ

ด้วยความโน้มเอียงดังกล่าวนี้ ข่าวการปะทะตามแนวบริเวณชายแดน จึงมีแทบไม่เว้นแต่ละวัน อาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหลือใช้จากสงครามปลดปล่อยกัมพูชา ถูกลำเลียงขึ้นมาหนุนช่วยพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่อยู่แนวบริเวณชายแดนตลอดแนว ด้วยข้ออ้างพันธะกิจสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ กองทหารที่ผมประจำอยู่ ดูจะพลอยคึกคักไปกับเจ้าของเล่นตัวใหม่ ที่ค่อยๆทยอยขึ้นมาจากที่ราบกัมพูชา เข้ามาสู่เขตงานอีสานใต้ โดยเฉพาะเขต 11 ที่ผมอยู่นั้น ทางฝ่ายนำได้มีคำบัญชาให้เร่งตัดเส้นทางใหม่เพื่อการลำเลียงอาวุธ ให้ทันในช่วงหน้าแล้ง ทันทีที่คำสั่งนี้ถูกถ่ายทอด พวกสหายที่อยู่แนวหลัง ก็เร่งตัดทางทำงานหามรุ่งหามค่ำ วันนี้ ภูเขาเกือบทุกลูกกำลังถูกดัดแปลง ให้กลายเป็นป้อมค่ายยักษ์ เพื่อการตระเตรียมในการทำ สงครามประชาชนเต็มรูปแบบ ในอนาคตอันใกล้ ผมมองดูสภาพการเปลี่ยนแปลงด้วยหัวใจระทึก ด้านหนึ่งก็ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า อีกด้านหนึ่งก็กำลัง.......เกิดคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ “ถูกหรือผิด” แต่ดูเหมือนว่า ทุกคำถามที่เกิดขึ้นนั้น วันนี้ มันได้ถูกลบเลือนด้วยภาพลวงตาของสถานการณ์ปฏิวัติ โดยเฉพาะ กระแสข่าวการ ตีปลดปล่อยจังหวัดอุบล ทำให้ผมหัวใจลิงโลดยิ่งนัก

ต้นฤดูใบไม้ผลิ หน่วยลำเลียงทหารหญิงแดง ก็ค่อยๆลำเลียงอาวุธสัญชาติจีน ขึ้นมาจากแนวหลัง อาวุธบางประเภทผมไม่เคยรู้จักมันมาก่อนเลยในชีวิต อาทิ ปืนต่อสู้อากาศยาน , ปืนไร้แรงสะท้อน เดก้า 57, จรวดอาร์พีจี 41 (เบย์ 41) และปืนครก 105 เป็นต้น.....อนิจจา นี่เลือดไทยจะต้องลงมือเข่นฆ่าเลือดไทยด้วยกันเองจริงๆหรือนี่!......ผมบอกกับตัวเองเช่นนั้น

แต่ยังไม่ทันที่สงครามจริงๆจะเกิดขึ้น “มาเลเรีย” คู่รักคู่แค้นของผม ก็รุกโจมตีระลอกใหม่ แต่ครั้งนี้ผมค่อนข้างจะโชคดีกว่าครั้งก่อนๆ ตรงที่ วันนี้สังกัด “กองพิเศษ” ที่มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าทหารกองอื่นๆ เพียงผมล้มป่วยได้ไม่นาน “สหายธัมม์” ก็จัดการจัดรถพยาบาลทหารมารับตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในอำเภอจอมกระสาน ซึ่งอยู่ติดชายแดนไทย-กัมพูชาด้านอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธาน และที่โรงพยาบาลแห่งนี้ ทำให้ผมได้มีโอกาสได้เห็น สังคมนิยมแบบเขมรที่กำลังถูกเร่งให้ผลิดอกออกผลแบบลัดนิ้วมือเดียว

ทุกเช้าตรู่หลังจากกินยาแล้ว ผมชอบที่จะไปยืนรับลม หลังโรงพยาบาลที่ติดอยู่กับนาผืนใหญ่ของฝ่ายผลิต เมื่อเพ่งมองออกไปยังหัวไร่ปลายนาที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา ก็จะพบว่าถูกประดับประดาด้วยธงแดงผืนใหญ่ ที่กำลังปลิวพัดสะบัดไหว สลับกับเสียงเพลงปฏิวัติที่ส่งกระจายเสียงตามสาย ล่องลอยไปตามสายลม

และในทุกเช้าเช่นกัน ผมก็จะถูกปลุกด้วยเสียงฝีเท้าของกองร้อยทหารรักษาชายแดนที่พากันมาวิ่งวนรอบ ๆ โรงพยาบาล พร้อมเสียงตะโกนออกกำลังกาย
“มวย ปี ไบ บวน ปรัม “ (1 2 3 4 5)
“มวย ปี ไบ บวน ปรัม “ (1 2 3 4 5)
สลับกับการเปล่งคำขวัญ “ปะกอมมินิกัมปูเจียมหาอองจา” (พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาจงเจริญ!!)   เสียงตะโกนซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้จะมีให้ผมฟังในเกือบทุกเช้า จนจำขึ้นใจ

2-3 อาทิตย์ต่อมา เวลาที่พวกทหารวิ่งผ่านโรงนอน ทั้งผมและสหายธัมม์ ก็พลอยผสมโรงตะโกนตามพวกเขาไปด้วยเป็นที่สนุกสนาน  พอตอนสายสักนิดราวๆเก้าโมงเช้า  สถานีวิทยุกัมพูชาประชาธิปไตย ก็จะเปิดเพลงปลุกใจที่พวก “อ้ายน้องเขมรแดง” โปรดปรานหนักหนา คล้ายๆกับที่คอมมิวนิสต์ไทยโปรดปรานเพลง ”นักรบอาจหาญ”  และ  “ศิลปินมาแล้ว” ที่ สหายเทิด ภูพาน ร้องออกวิทยุสปท.แทบจะไม่ผิดเพี้ยน เพลงแรกชื่อ “ปะดึวัดเขียวขไจย” (ปฏิวัติเขียวขจี) เนื้อหาของเพลงจะพูดถึงสังคมเก่าที่เลวทราม กับสังคมใหม่ที่สดใสงดงาม เปรียบได้ดังต้นไม้ที่กำลังผลิดอกออกผล ใบเขียวขจี (คล้ายเพลงสรรเสริญเยินยอ ของ พคท. ประเภทเนื้อไทยทำนองจีน) เพลงที่สองชื่อ “กราเปียดึกได ไวอะคะมังญวน” (ปกป้องประเทศชาติ โจมตีศัตรูญวน) เพลงนี้ ผม ชื่นชอบช่วงตอนสร้อยของบทเพลง ที่ร้องว่า “ไวยอะคะมังญวนเงิบปิงไปร ก้อส้างเจียดเยิงทไม กราเปียตึดได มหาอองจ้า” (เข่นฆ่าศัตรูญวนให้ตายเต็มป่า สร้างสรรค์กัมพูชาชาติใหม่ ปกป้องผืนปฐพีให้เจริญรุ่งเรือง)  วันนี้ผมกลายเป็นทหารเขมรแดงเต็มตัวไปแล้ว ด้วยยูนิฟอร์มกางเกงดำหูรูด ผ้าขาวม้าลายเคียนคอ รองเท้ายางล้อรถ (แย็บ) สูบบุหรี่ไม่มียี่ห้อ (มาจากพนมเปญ) อะไรจะโก้และอภิสิทธิ์ไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว………………..วันๆ ไม่ต้องทำอะไร กินแล้วก็นอนฟังวิทยุ สปท. ฟังวิทยุปักกิ่ง ฟังวิทยุลาว   แล้วก็  ฟังวิทยุเขมรแดง รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง  นานวันเข้าก็พอฟังออกบ้างนิดๆ หน่อยๆ

ทั้ง ผม และ “สหายธัมม์” มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ความกระหายเร่าร้อนที่จะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการเรียนรู้ภาษาซึ่งกันและกัน บ่อยครั้งที่ผมและสหายธัมม์แอบสอนภาษาให้กัน ทั้งที่ ”จัดตั้ง” มีคำสั่งห้ามในเรื่องนี้ เวลาร่วม 3 เดือนที่ผมนอนพักรักษาตัวที่ ”จอมกระสาน” นี้ ทำให้ได้เห็น ”สังคมนิยมแบบเขมร” เต็มตา ซึ่งมีทั้งส่วนที่น่าชื่นชมและข้อกังขามากมาย

วันหนึ่งขณะที่กำลังเดินทอดน่องเข้าไปในหมู่บ้านข้างๆ โรงพยาบาล เป็นเวลาเดียวกับที่กำลังมี การพิจาณาคดีผู้ใหญ่บ้าน นั้น ที่ถูกทางพรรคตั้งข้อหา ว่า มีการกระทำบ่อนทำลายสังคมนิยม เป็นปฏิปักษ์ปฏิวัติ  ฝักใฝ่เวียดนาม คดโกง รังแก และเอาเปรียบประชาชน คณะผู้พิพาษาคดีนี้ทั้งหมด เป็นกรรมการหมู่บ้าน และเจ้าหน้าที่พิเศษจากพนมเปญ โดยมีประชาชนที่ยืนมุงดูทั้งหมดเป็นลูกขุน นี่คือศาลประชาชน ที่วันนี้ได้ ลงมติตัดสินคดีเป็นเอกฉันท์ ให้ ประหารชีวิตผุ้ใหญ่บ้านคนนั้น กลางลานหมู่บ้าน สิ้นเสียงคำตัดสินชี้ขาดของศาลสถิตยุติธรรมที่ไม่มีทนายแก้ต่างให้จำเลย ทหารบ้าน (กองอนุซนาตุ๊ย) 4 คน ก็ตรงรี่เข้าหิ้วปีกผู้ใหญ่บ้านเข้าสู่หลักประหารที่ถูกทำขึ้นอย่างง่ายๆ   โดยมีประชาชนทั้งหมู่บ้าน       เป็นสักขีพยานในการประหาร “ มวย ปี ไบ” (1 2 3) สิ้นเสียงนับ เสียงปืนอาก้าก็ดังขึ้น “ปัง ปัง” รัวสั้นเพียงชุดเดียว วิญญาณผู้ใหญ่บ้านคนนั้น ก็ลอยหลุดออกจากร่าง  หงายหลังตึง เลือดแดงฉานราวน้ำก๊อกแตก  สังคมนิยมแก่จัด   แบบกัมพูชานี้ ทำเอาเส้นผมทุกขุมขนลุกตั้งชัน วูบหนึ่งของความคิด ทำให้ผมนึกไปถึงขบวนการ “เรดการ์ด” ของประเทศจีน หลังการปลดปล่อยใหม่ๆ ก็เที่ยวเข่นฆ่าผู้คนที่มีความคิดไม่เห็นด้วยหรือขัดแย้งกับพรรคฯ มาแทบจะนับไม่ถ้วน....

“แล้วประเทศเราจะเป็นแบบนี้ไหมเนี่ย ?”
ผม ตั้งคำถามกับตัวเอง

ผมออกจากโรงพยาบาลได้ไม่เท่าไหร  ลางร้าย ของ  สงครามครั้งใหม่       บนแผ่นดินกัมพูชา     ก็ค่อยๆ    ก่อตัวเพิ่มขึ้นๆ   แทบทุกวัน การเคลื่อนกำลังพล    ของ รัฐบาลพลพต มายังแนวบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มีให้เห็นตลอดเวลา แม้จะดูคึกคักเข็มแข็งในสายตาของคนทั่วไปก็ตาม  แต่สำหรับผม เงาทะมึนของลางร้ายกำลังก่อตัวขึ้นแล้ว ข่าวคราวที่เป็นจริง ไม่ค่อยได้เล็ดลอดมาเข้าหูพวกทหารเขมรแดงที่สังกัดกองพิเศษ กองเดียวกับที่ผมสังกัดอยู่  พวกเขาไม่เคยระแคะระคายถึงพายุสงครามครั้งใหม่ ที่กำลังก่อตัวใหญ่ขึ้นๆ “สหายธัมม์” ถูกเรียกตัวกลับพนมเปญ  ผมรู้แต่เพียง ว่า สงครามตรงบริเวณชายแดนระหว่างกัมพูชากับเวียดนาม  กำลังทวีความเข้มข้นมากขึ้น  ไม่มีใครจะรู้สึกเฉลียวใจเลยว่าสังคมนิยมแก่ๆ ที่กองทัพเขมรแดงสถาปนาขึ้น  แม้ผมจะแอบชื่นชอบในบางเรื่องก็ตาม กำลังจะพังทลายลงในระยะเวลาอันใกล้นี้ ผมยังจำบทสนทนากับ “สหายธัมม์” ในครั้งหนึ่งที่ ผมเพียรพยายามถามถึงสังคมนิยมในอุดมคติของกัมพูชาว่าจะออกมาในรูปใด

“เราจะต้องพึงตัวเองเป็นด้านหลัก อ้ายน้องจีนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์มาช่วยเยอะ แต่เราส่งกลับคืนไปหมด ขอเอาไว้เพียงอย่างละชิ้นเพื่อเป็นตัวอย่าง เช่น รถจักรยาน หรือรองเทายาง จีนส่งมาให้เป็นลำเรือ แต่ทางพรรคฯ บอกว่าให้ส่งกลับไปขอเอาไว้เพียงแค่ทำตัวอย่าง เราจะต้องพึ่งลำแข้งของเราเอง จะไม่ให้จีนมามีอำนาจเหนือเราเด็ดขาด ไม่ใช่ปลดแอกจากฝรั่งแล้วก็มาอยู่แอกใหม่เป็นคนจีน”

นั่นเป็นคำอธิบายของ “สหายธัมม์” ที่ยืนหยัดถึงจุดยืนกับผม เมื่อครั้งนอนอยู่ที่โรงพยาบาลด้วยกัน
..................................


ห่างจากอำเภอ “จอมกระสาน” ด้วยระยะเวลาเวลาในการเดินทางด้วยเท้าเปล่าราว 12 ชั่วโมง จะเป็นที่ตั้งของสำนักนา ซึ่งเป็นแนวหลังใหญ่ ของ เขต 11 พวกกองทหารชอบเรียกสำนักนี้ว่า “หน่วยพะรุงพะรัง” เพราะ สำนักนี้จะประกอบไปด้วยผู้เฒ่า แม่ลูกอ่อน คนป่วย ที่มาพักฟื้น และชาวบ้านแปดอุ้มที่ถูกกวาดต้อนมา

ผมเองแม้จะสังกัดกองพิเศษ แต่สภาพของร่างกายไม่ได้พิเศษอะไรเลย  เข้าตำราสามวันดี สี่วันไข้ หน้าที่หลักวันนี้จึงต้องกลายเป็นทหารพิทักษ์แนวหลัง ตะลอนๆเก็บผัก หาฟืน ตำข้าว หาปลา จิปาถะ ผมทำทุกอย่างที่พรรคมอบหมายโดยไม่เคยปริปากบ่น สำนึกเดียวที่มีอยู่ คือ งานทุกอย่างล้วนแล้วแต่หนุนช่วยการปฏิวัติ  ตามคำขวัญของแนวหลังที่ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อแนวหน้า” แม้ผมจะถูกเพื่อนๆในกองทหารแซว ว่า เป็น "หารพิทักษ์แม่ลูกอ่อน" ก็ตาม....แต่ก็ไม่เคยย่อท้อและท้อแท้

ไม่มีใครรู้เลย ว่า ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ทหารพิทักษ์แม่ลูกอ่อนคนนี้ นี่แหละ จะต้องประสบกับการรบทัพจับศึกครั้งสำคัญ ที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด!!

 

๑๓.

....กัมพูชาแตก

งานเฉลิมฉลองวันปลดปล่อย 17 เมษายน    “ดร๊อปปรับปีเมษา”  ของ  กัมพูชาในปีนั้น เป็นไปอย่างเงียบเหงา ผมสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง        ที่ผ่านมาโดยตลอด.......3 เดือนล่วงมาแล้ว ที่เสียงปืนใหญ่ทางชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม ทางด้านเมือง “กัมปงเสลา” ที่ยิงโต้ตอบกันไปมาเริ่มดังถี่กระชั้นมากขึ้นๆ โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่จะมีเสียงปืนดังไม่ขาดสายขบวนรถยานยนต์หุ้มเกราะถูกส่งมาเสริมแทบทุกอาทิตย์ ขบวนรถพยาบาลที่บรรทุกคนเจ็บทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้น “กองจะรัช” (หน่วยเสริมพิเศษกำลังบำรุง ที่มีทหารหญิงล้วน ๆ คล้ายกับกองทหารหญิงแดงของ พคท.) ได้รับคำสั่งให้เข้ามา ปฏิบัติการหนุนช่วยต่อต้านการรุกราน จากกองทัพเวียดนาม-เฮง สัมริน เพิ่มมากขึ้นๆ

เสียงเพลง “ปะดึวัดเขียวขไจย” และ ”กราเปียตึกไดไวอะคะมังญวณ” จากเครื่องขยายเสียงดังสนั่นไปแทบทุกหมู่บ้าน ไม่เว้นแม้แต่สำนักของพลพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ซึ่งไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับสงครามครั้งใหม่นี้ด้วยเลย อนุชนและสหายหญิงแม่ลูกอ่อน ที่อยู่แนวหลังทุกคน ได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพแบบฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง สหายหลายคนก็ได้รับคำสั่งจากจัดตั้งให้เปลี่ยนอาวุธประจำกาย อาทิ จากปืนเซกาเซ. (ปืนเล็กยาว บรรจุกระสุนเป็นแหนบ) หรือปืนคาร์บิน ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นปืนกลอาก้า (เอเค 47) แทน

เช้าวันหนึ่ง ฝ่ายนำบอกกับผมด้วยน้ำเสียงเครียดๆ ว่า “ต่อไปนี้สหายต้องทำหน้าที่ทหารพิทักษ์สำนัก ปกป้องแนวหลัง” พร้อมกับกำชับว่า ห้ามยิงปืนในรัศมี 1 กิโลเมตร อาหารการกินให้ใช้การจับปลา ปลูกผักและหาของป่า “ไม่จำเป็นห้ามยิงปืนเด็ดขาด ใครฝ่าฝืนถูกปลดอาวุธ” ผมรู้ดีว่าคำสั่งนี้ บ่งบอกถึงสภาวะของความขัดแย้งภายในกัมพูชาด้วยกันเอง ได้ดำเนินมาถึงจุดใกล้แตกหักแล้ว คำสั่งรหัสและโค๊ดการติดต่อถูกเปลี่ยนใหม่หมด อาวุธประจำกายที่ผมชอบวางทิ้งไว้ไกลตัว บัดนี้มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

“โพล้ง....ฮึ่ม” เสียงปืนใหญ่ที่เคยดังอยู่ไกล ๆ บัดนี้มันค่อย ๆ เคลื่อนใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาทุกขณะ  ทุกขณะและในเกือบแทบทุกวันจะมีทหารเขมรแดง แวะเข้ามาขอเสบียงอาหาร ข้าว น้ำและยารักษาโรค โรงพยาบาลชั่วคราวของสำนักอ้ายน้องไทย ซึ่งที่ผ่านมาเคยเงียบสงบ แต่บัดนี้กลับคลาคล่ำไปด้วยอ้ายน้องเขมรแดงที่บาดเจ็บจากการสู้รบ แม้จะไม่ไช่คู่สงครามก็ต้องกลายเป็นคู่สงคราม อาศัยอยู่บ้านเขาอยู่ อาศัยอู่เขานอน เจ้าของบ้านทุกข์ร้อนจะนิ่งเฉยดูดาย ไม่หยิบไม่ฉวยน่าจะเป็นวิสัยที่ไม่ถูกต้อง เช้าวันนี้ ผมได้รับคำสั่งจากจัดตั้ง ให้ออกเดินทางร่วมไปกับทหารเขมรแดงหมู่หนึ่ง เป้าหมาย อยู่ที่การอพยพทับแนวหลังแม่ลูกอ่อน ของ พวกเรา (พคท.) ออกจากพื้นที่ยุทธศาสตร์ ซึ่งคาดว่า กองกำลังเฮงสัมรินจะเข้าตีในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ “บ้านกราเปีย” และ ”บ้านซนับเจ๊ก” ซึ่งตั้งอยู่ห่างชายแดนไทยราว 40 กิโลเมตร คือเป้าหมายการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ ภาพการอพยพชาว “บ้านแปดอุ้ม” ในอดีตผุดขึ้นมาในสมองของผมอีกครั้ง

การอพยพชาวแปอุ้มในวันนั้น เป็นการอพยพคนให้เข้ามาทำสงคราม แต่ภารกิจในวันนี้ กลับกัน  วันนี้เป็นการอพยพคนเพื่อหนีสงคราม ช้างสารตกมันเข้าห้ำหั่นกัน หญ้าแพรก ก็พลอยแหลกลาญไปด้วย สงครามมีแต่ความเจ็บปวด และการสูญเสีย...................................เด็กเล็กและคนชราจาก “บ้านกราเปีย” และ “ซนับเจ๊ก” ส่วนที่ยังแข็งแรง ที่ผมและสหายจากกองทหารจำนวนหนึ่ง  ไปพามาอยู่บนฝั่งแผ่นดินไทย ได้รับคำสั่งให้เข้ามาอยู่หน่วยผลิต111 ที่สำนักนา ซึ่งเป็นที่มั่นแนวหลังใหญ่สุดท้ายของพลพรรค พคท. เขต 11
 

ราวตี 2 ของกลางดึกคืนเดือนธันวาคม ขณะที่ผมกำลังจะทิ้งตัวลงนอนเปล หลังจากที่ลุกออกไปทำธุระที่โคนต้นไม้ใหญ่ข้างที่นอน เสียงปืนนานาชนิดก็ดังระงมขึ้นทุกทิศทุกทาง กำลังไฟส่วนหนึ่งพุ่งตรงเข้าใส่สำนักนา กำลังไฟอีกส่วนหนึ่งพุ่งเข้าใส่สำนักอ้ายน้องเขมรแดง เสียงกระสุนปืนเอ็ม 79 นับไม่ถ้วนวิ่งฝ่าความมืดพุ่งแหวกอากาศตรงเข้าใส่ทั้ง 2 สำนักจนไฟลุกโชนแดงฉานทาบท้องฟ้า ส่วนเปลนอนของผมนั้น ก็ถูกกระสุนเอ็มนัดหนึ่งทะลุทะลวงจนขาดกระจุย ผมรู้ทันทีว่ากำลัง “ถูกตี”

สัญชาติทหารที่ได้รับการฝึกปรือมา ส่งให้ผมทิ้งตัวลงนอนราบกับพื้นดินในท่าบุคคลสู้รบ ฉวยคว้าเจ้าอาก้าท้ายพับคู่ใจจากโซเวียตเข้ามาแนบอก แล้วก็ส่งเสียงคำรามตอบโต้ทันที
“ปัง ปัง ปัง”
“ปัง ปัง ปัง”
“ปัง ปัง ปัง”
“ปัง ปัง ปัง”

“เลิง เลิง” (ขึ้น ขึ้น)
เสียงบัญชาสู้รบภาษาเขมรดังลั่น สวนเสียงปืนผม ที่ยิงออกไปอย่างไม่มีจุดหมายทิศทาง

สิ้นเสียงคำบัญชา เบื้องหน้าของผมราว 20 เมตร เงาดำตะคุ่ม ๆ ของคนจำนวนมาก กำลังคลานคืบบ่ายหน้าขึ้นมาตรงหลุมเพาะที่ผม สหายดินและสหายกาจ  ปักหลักใช้เป็นที่กำบังกายแลกกระสุนอยู่ “สหายกาจ ลากเอาระเบิดด้ามเขียว ที่เพิ่งเบิกมาเมื่อตอนกลางวันอยู่ใต้เปล มาทางนี้ นับ 1 ถึง 3 แล้วจึงขว้างพร้อม ๆ กัน” ผมร้องตะโกนบอกสหายดินและสหายกาจ จำได้ว่าวันนั้นกว่าที่จะแหวกวงล้อมหนีออกมาได้  ผมกับเพื่อนอีก 2 คน ต้องใช้ระเบิดด้ามเกือบ 40 ลูก จึงสามารถแหวกวงล้อมออกมาได้ เมื่อมาถึงชายป่า จึงพบว่าในมือของพวกเราทั้ง 3 คน เหลือระเบิดด้ามติดมือมากันเพียงคนละลูกเดียว

“ถอยเข้าป่าละเมาะด้านหลัง พบกันที่เชิงเขา”
นั่นเป็นความเห็นร่วมกันของพวกเราทั้งสามคน 

ผลจากการถูกลอบโจมตีในคืนนั้น  ทำให้ "สำนักนา” ของ อ้ายน้องคอมมิวนิสต์ไทยวอดเป็นเถ้าถ่าน

รุ่งเช้า หลังจากที่กองทหารเฮงสัมรินและทหารรับจ้างจากฝั่งไทยถอนกำลังกลับออกไป ผมและสหายอีก 2 คนก็กลับเข้าตรวจซากความเสียหายจากการถูกเผาทำลาย กลุ่มควันไฟยังคงลอยกรุ่นๆ ครกกระเดื่องที่เคยตำข้าวและกองข้าวเปลือก  กลายเป็นขี้เถ้ากองใหญ่ สงคราม เหมือนกับ การสาดน้ำเข้าหากัน ต้องเปียกปอนด้วยกันทั้งสองฝ่าย นั่นเป็นสัจธรรม  เพราะที่ใกล้ๆ บังเกอร์โรงพยาบาลชั่วคราวของสำนักนา  สหายพยาบาลหญิงแม่ลูกอ่อนคนหนึ่งนอนคุดคู้สิ้นใจอยู่ตรงนั้น.....และถัดออกไปไม่ไกลนักสหายผู้ปฏิบัติงาน "ลุงวนา" ก็จบชีวิตลงด้วยเช่นกัน ไม่กี่วันต่อมา กรุงพนมเปญก็มีผู้ปกครองใหม่ ทหารเขมรแดงหลายกองพันแตกทัพมุ่งหน้าขึ้นสู่แผ่นดินไทย ในจำนวนนั้นก็รวมเอาพลพรรค ของ พคท.เขตอีสานใต้ และผมเข้าไปด้วย.......ลาก่อนแผ่นดินอ้ายน้องกัมพูชา ลาก่อนแผ่นดินที่ต้องสาปด้วยไฟสงคราม  สังคมนิยมกัมพูชาที่เพิ่งแตกหน่ออ่อน บัดนี้ถูกตัดรากถอนโคนแล้วอย่างสิ้นเชิง

“ดร๊อปปรัมปีเมษา” คงเป็นได้เพียงตำนานของชาวกัมพูชา ที่มีไว้เล่าให้ลูกหลานฟังถึงความเจ็บปวด เฉกเช่นนิยามปรัมปราในอดีต....อนิจจา!!

การกลับขึ้นแนวหน้าสู่แผ่นดินแม่แบบกะทันหันครั้งนี้ ผมแอบดีใจอยู่ลึกๆ จะเป็นจะตายอย่างไร ก็ขออยู่บนแผ่นดินไทย ผมบอกกับตัวเองเช่นนี้เสมอมา ชีวิตใหม่บนเขต 11 ประเทศไทย  ไม่สุขสบายเหมือนกับการอยู่แนวหลัง ที่กัมพูชาอย่างแน่นอน..............
 

๑๔.

..................เกลือ , กลอย และมันป่า


สงครามครั้งใหม่บนแผ่นดินกัมพูชา ดุเดือด รุนแรง เกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ พลพรรคเขมรแดงจำนวนนับไม่ถ้วน พากันหนีตายขึ้นผืนแผ่นดินไทย    เหมือนมดหนีน้ำ ป่าที่เคยเงียบสงบเมื่อวันวาน  วันนี้กลับคึกคัก อลหม่าน เสียงเด็กร้องไห้กระจองอแง ราวกับตลาดสด ประสานกับเสียงปืนใหญ่จากฐานตีนภูเขาทางฝั่งไทย และเสียงปืนใหญ่จากฐานฝ่ายเฮงสัมริน กระหน่ำยิงใส่ฐานที่มั่นชั่วคราวของพลพรรคเขมรแดงและพลพรรคคอมมิวนิสต์ไทย แทบไม่เว้นแต่ละวัน การติดต่อสื่อสารไปมาของเขตกับจุดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางพรรคฯ ฐานที่มั่นภาคเหนือ , ฐานที่มั่นภูพาน และภาคใต้  วันนี้ถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง

“วันนี้เราต้องพึ่งตัวเอง สหายส่วนหนึ่งต้องถางป่าทำไร ปลูกอ้อย ปลูกมัน ปลูกข้าว อีกส่วนหนึ่งต้องหาเสบียงอาหารมาสะสม เตรียมพร้อมรับมือกับความยากลำบาก” นั่นเป็นคำชี้แนะสั้น ๆ สำหรับการดำรงอยู่ในสถานการณ์ปฏิวัติ ที่วิทยุ สปท. (สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย) ชอบย้ำว่า “เป็นสถานการณ์ที่ดียิ่ง” ซึ่งผมแอบหัวเราะแทบทุกครั้งที่ได้ยินสำนวนประโยคนี้

ชีวิตความเป็นอยู่ในเขตงานอีสานใต้ โดยเฉพาะกับ เขต 11 ที่ผมเคยยืนยันอย่างหนักแน่นกับฝ่ายนำว่าจะไม่ขอย้ายหนีไปไหนทั้งนั้น อนิจจา..วันนี้ มันลำบากอยากแค้นกว่าที่คาดคิดไว้มากมายนัก นับตั้งแต่วันที่กัมพูชาแตก ไม่เคยได้กินข้าวอิ่มท้องแม้แต่มื้อเดียว แต่ก่อนเคยได้ยินแต่เรื่องเล่า ถึงความยากลำบากในการต่อสู้ปฏิวัติของเขตงานภูพานอีสานเหนือ  การอดมื้อกินมื้อ การกินข้าวผสมมัน หรือเรื่องราวอื่นๆ มากมาย ที่สหายผู้เฒ่ามักจะเล่าให้ฟัง แต่วันนี้ เรื่องราวเหล่านั้นมันได้เกิดขึ้นจริง วันที่ต้องกินข้าวผสมมันป่ากับใบไม้ วันที่ต้องกินข้าวผสมกับมันป่าหรือมันสำปะหลัง ที่โหรงเหรงไปด้วยน้ำ จนนับเมล็ดข้าวได้

“...ปักจิตใจเด็ดเดี่ยว
ไม่กลัวความยากลำบาก
ต่อความทุกข์ยากที่กีดขวางอันใด
จับปืนให้มั่น สู่อย่างไม่พรั่นใจ
สงครามประชาชนไทย เราต้องได้ชัยอย่างแน่นอน..."
............................................................

 


“ตื่นนอนเด้อ”
เสียงเวรประจำวันตะโกนเสียงปลุกดังก้องสำนัก
“ปล่อยให้ผมได้ซดโอวัลตินสักหน่อยแล้วค่อยปลุกไม่ได้หรือสหาย”
ผมตะโกนตัดพ้อต่อว่ายามที่เป็นเวรวันนั้น ที่ชอบปลุกเสียงดังทุกทีที่กำลังฝันดี
"วันไหนฝันเรื่องกิน มันตะโกนปลุกแบบนี้ทุกที"
ผมบ่นอุบอิบปนเสียดาย

ความยากลำบากในครั้งนี้ทำให้ ได้ประจักษ์ถึง ความสำคัญยิ่งใหญ่ ของสิ่งที่มองข้ามหลายอย่าง หนึ่งในจำนวนนั้นรวมเอา เกล็ดขาวๆ รสเค็ม ที่เราเรียกว่า “เกลือ” อยู่ด้วย เจ้าเกล็ดเล็กๆ สีขาว  ที่ด้อยค่าในสายตาของคนเมือง แต่กลับมีความสำคัญ  เทียบเท่ากับ ข้าวสาร เมื่อมันอยู่ในป่า ซึ่ง เวลานี้กำลังประสบภาวะการขาดแคลน  "เกลือ" อย่างหนักหน่วง สหาย ที่เคยศึกษาวิชาการทหารที่เวียดนามเล่าให้ฟัง ว่า  ก่อนที่เวียดนามจะได้รับการปลดปล่อย ทหารเวียดนามทุกนายจะได้รับเกลือเม็ด (เกลือที่ใช้ทำไอศครีม) ติดประจำกายคนละหนึ่งเม็ด เพื่อใช้สำหรับการดูดกินน้ำเกลือ ช่วยแก้กระหายน้ำ และอาการอ่อนเพลีย  อย่างได้ผล  สำหรับกองทัพเวียดนามแล้ว "เกลือ" เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของกองทัพฯในครั้งนั้น วันนี้ได้ประจักษ์ถึงบทบาทและความสำคัญ ของ เกลือ  ซึ่งต้องจดจำ   ไปตลอดชีวิต     สำหรับ ผู้ที่ขาดเกลือเป็นเวลานาน  จะเกิดอาการปวดเมื่อยกระดูก โดยเฉพาะตามข้อพับและเส้นเอ็น แขนขาพาลหมดเรี่ยวหมดแรงเอาดื้อๆ สหายหญิงบางคนลำคอเริ่มขยายใหญ่ นั่นคือ อาการของคนที่ขาดเกลือ ถ้ามีใครถามว่าอยากได้อะไรที่สุดในขณะนั้น ผมคงตอบได้อย่างไม่ลังเลว่า วันนี้อยากมีเกลือเป็นของตัวเองสักถุงปุ๋ย

ยังจำวันที่อาหารมื้อแรกขาด (รสเค็ม) เกลือ  ผมบอกกับตัวเอง ว่า ไม่สู้จะรู้สึกอันใดนัก แต่เมื่อนานวันเข้า วันที่ต้องกินปลา กินนก กินไก่หรือกินน้ำพริก ที่ไม่มีน้ำปลาหรือเกลือช่วยปรุงรส  นอกจากจะไม่อร่อยแล้ว ก็แทบจะกล่าวได้ว่าเป็นการ "กินเพื่ออยู่" จริงๆ บ่อยครั้งที่ ผมทดลองวิทยาศาสตร์ ด้วยการเอาปลาเผาคลุกกับขี้เถ้ากินแทนเกลือ ตามที่ผู้เฒ่าผู้แก่บอก แต่ก็ไม่สามารถทดแทนกันได้ วันนี้ผมรู้แล้วว่าทำไมคนโบราณจึงเปรียบเทียบเกลือว่าแพงและมีประโยชน์กว่าทอง
.........................................................................


ภูเขาแถบชายแดนไทย-ลาว และกัมพูชา ในสมัยนั้นค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ไปด้วยหน่อไม้ กลอยและมันป่า ความลำบากยากแค้น ความอดอยาก ทำให้เขาได้เรียนรู้รสชาติและการต่อสู้อีกรูปแบบหนึ่งของชีวิต วันนี้...ผมได้รู้จัก ”มันเสา” หรือ “มันเหลี่ยม” ซึ่งรสชาติโอชากว่าหัวมันป่าใดๆ ที่เคยกิน  เจ้ามันเสานี้หัวมันจะฝังอยู่ลึกใต้ดินกว่า 1 เมตร บางเถาบางเครือต้องใช้เวลาขุดเป็นวันๆ กว่าจะได้ขึ้นมากิน

มือที่เคยอ่อนนิ่มเพราะจับแต่ดินสอปากกา แตกเป็นริ้วๆ เลือดไหลซิบๆ บ้างก็สลับด้วยตุ่มพองน้ำใส ๆ เมื่อต้องทุ่มแรงงัดก้อนหินขนาดมหึมา เพียงเพื่อขุดมันเสาเพียงเครือเดียว
 

มันเสาหรือมันเหลี่ยม หัวหนึ่งจะมีความยาวราว 1 เมตร ถึงเมตรครึ่ง เนื้อแน่นนุ่มเหมือนเผือก เวลานำมาอบ กลิ่นจะหอมตลบอบอวลไปไกล นอกจาก ”มันเสา” หรือ ”มันเหลี่ยม” แล้ว “มันนก” ถือเป็น สุดยอดอร่อยที่สุดของมันป่า หัวใหญ่สุดเท่าที่เคยขุดได้นั้น ยาวราว 1 ฟุต ขนาดเท่าถ่านไฟฉาย

วันนี้ ภารกิจสำคัญสุดของผมคือการออกไปหาขุดหัวมันป่ามาต้มผสมกับข้าวประทังชีวิตไปวันๆ การปฏิวัติไปถึงไหนไม่มีใครรู้ รู้แต่เพียงว่าทำอย่างไรจึงจะมีข้าว มีมัน หรือมีกลอยกิน วันไหนโชคดีก็อาจได้ เต่าเพ็ก (เป็นเต่าบกมักพบอยู่ตามภูเขาโขดหิน) ที่ชอบเดินเกะกะตามไหล่ภู หรือหน่อไม้ ติดมือกลับมาฝากพี่เลี้ยง(เป็นสรรพนามที่ใช้เรียกคนอยู่เวรทำครัว) สำหรับทำเป็นอาหารเย็น นานวันเข้า ”มันป่า” ที่เคยอุดมสมบูรณ์ก็ร่อยหรอ หายากทุกที

จำได้ว่าครั้งหนึ่งในระหว่างหยุดพักอบมันป่าประทังความหิวตอนกลางวัน  เปลวไฟได้ลามเลียติดใบไหม้แห้งบริเวณเชิงพักภู ยิ่งได้ลมเป่ากรรโชกมาวูบเดียว เจ้าใบไม้แห้งนั้นก็กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีทันที พริบตาเดียว ไฟป่าที่เกิดจากความประมาทเผอเรอของพวกเรา ก็ได้เผาพลาญป่าทั้งป่า จนกลายเป็นทุ่งพระเพลิงไป ในชั่วพริบตา เครือเถามันป่าที่เคยเห็นโดดเด่น ก็อันตรธานกลับกลายเป็นขี้เถ้า ผม ถามกับตัวเองว่า แล้ววันพรุ่งนี้จะเอาอะไรกิน เพราะเครือมันป่าได้ถูกพระเพลิงเผาทำลายไปจนหมดสิ้นแล้ว วันรุ่งขึ้นผมและสหายอีกหลายคน ก็ออกค้นหา“ซาก” ขี้เถ้าของเถามันป่า โชคดีที่ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างดี คือ สามารย้อนหาโคนเถามันป่าที่ไหม้ดำได้ เย็นวันนั้นทุกคนที่ไปขุดมันที่พักภู จมูกจะดำกันถ้วนหน้า สอบถามได้ความว่าเป็นเพราะต้องก้มหน้าลงไปใช้ปากเป่าขี้เถ้าหรือซากเครือเถามัน นั่นเอง
....................................................................................


เพียงปีเดียว ภายหลังที่แนวหลังใหญ่กัมพูชาถูกพลพรรคเฮงสัมริน ยึดอำนาจได้สำเร็จ มันป่าทุกชนิดแถบชายแดน ไม่ว่าทั้งเขมรแดงและคอมมิวนิสต์ไทยรุมขุดกิน จนแทบไม่เหลือให้เห็นซาก เมื่อมันป่าหมด พวกเราก็หันเข้าหา กลอย แทนการขุดมันป่า

"กลอย" มีอยู่ 2 ชนิด คือ กลอยข้าวเจ้า และ กลอยข้าวเหนียว สหายผู้เฒ่าคนหนึ่งอรรถาธิบายกับผมพร้อมกับขยายความเพิ่มเติมว่า "กลอยข้าวเจ้า จะมีลำต้นสีเขียวอ่อน มีหนามล้อมรอบ ใบมีลักษณะ 3 แฉกใหญ่ ๆ ลำต้นไม่ใหญ่นัก มักเลื้อยพันกับต้นไม่ใหญ่ หัวสีน้ำตาล มีขนแข็งฝังอยู่ได้ดินไม่ลึกนัก เวลานำมาอบกิน เนื้อกลอยนะเป็นสีขาวขุ่น จะร่วนไม่ติดมือ จึงได้รับการขนานนาม ว่า กลอยข้าวเจ้า ส่วนกลอยข้าวเหนียวนั้น ลำต้นสีม่วง มีหนามล้อมรอบ ใบมีลักษณะ 3 แฉกใหญ่เช่นกัน ที่พบเห็นอยู่บริเวณป่าโปร่งที่มีแสงแดดส่องถึง กลอยข้าวเหนียวจะมีสีเหลืองและติดมือ รสชาติอร่อยพอ ๆ กัน"

เวลาขุดกลอยนั้นไม่ยาก เนื่องจากไม่ได้อยู่ลึกเหมือนกับมันป่า จึงสามารถดึงเครือกลอยขึ้นมาด้วยมือเปล่า  เครือหนึ่งมีอยู่ราว 3-4 หัว การหากลอยไม่ใช่เรื่องลำบาก ที่ยากลำบากจริงๆ คือ การแบกหามกลับมาที่พัก เพราะน้ำกลอยนั้น เวลาถูกตามผิวหนังจะมีอาการผื่นแดง ส่วนวิธีการทำกลอยให้ไม่เมานั้นไม่ยาก ขั้นตอนและกระบวนการสำคัญคือต้องฝานเนื้อกลอยให้บางที่สุดเท่าที่จะทำได้ นำไปแช่หมักในน้ำเกลือหรือใบไม้ที่มีรสเปรี้ยว 3 ถึง 5 วัน แล้วจึงนำไปใส่ตะกร้าหวาย เอาไปแช่ในน้ำไหล อาทิ น้ำตก หริอน้ำในลำธาร ทุกวันต้องไปบีบคั้นน้ำมาทิ้ง ขั้นตอนนี้ทำอยู่ราว 7-10 วันจึงจะนำมาอบกินได้

อนินจา! อานุภาพของความหิวนั้นยิ่งใหญ่ ทำให้คนเราทำอะไรได้ทั้งนั้น ผมไม่เคยคาดคิดว่าเลย ว่า เจ้ากิ้งกือป่า ตัวเขื่องขนาดนิ้วหัวแม่โป้ง จะกลายมาเป็นอาหารอันโอชะได้ในวันนั้น   หรือแม้แต่ การทดลองหลักสูตรเร่งรัดระยะสั้น ของ การแช่กลอยในน้ำไหล เพื่อให้ปราศจากพิษภัย (อาการมึนเมา) ตามสูตร์ที่ชาวบ้านกำชับกำชามาตลอดคือ ต้องใช้เวลาราว 10 วัน เมื่อหมดน้ำเมาก็นำมาอบรับประทานได้  แต่วันนี้วันที่ความหิวมาเยือนหลักสูตรเร่งรัดระยะสั้น 3 วันจึงอุบัติขึ้น

ผมซึ่งนอกจากจะไม่ได้ห้ามปราบสหายด้วยแล้ว ก็จัดอยู่ในประเภทตัวตั้งตัวตีสำคัญ สมทบกับสมัครพรรคพวกในกองทหาร ที่กำลังปฏิบัติสวนทางกับคำตักเตือนของหน่วยหมอและจัดตั้ง “ใครกลัวก็อย่ากิน ยอมเมาดีกว่ายอมอด” ผมประกาศเสียงดังเพราะหิวข้าวจนตาลาย แม้หมอและพยาบาลจะประกาศว่าจะไม่ให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่มีอาการเมากลอยแม้แต่คนเดียว เพียงแค่ 3 ชั่วโมงไล่หลัง หมู่ทหารที่ผมและส่องแสง สังกัดอยู่ด้วยกัน ก็ได้รับรู้ถึงพิษของเจ้า ”กลอย” ที่เพิ่งนำมาอบกินก่อนเวลาอันควร พวกที่กินเขาไปเล็กๆน้อยๆ ก็เพียงแค่ปวดศรีษะ ส่วนพวกที่สวาปามเข้าไปมากนั้นทั้งอาเจียนและอุจจาระ แย่งกันออกแบบทางใครทางมัน สุดท้ายก็หมดแรงนองแผ่หรา ตั้งแต่หัวภูยันท้ายภู

ผมนั้นมีอาการทั้งปวดเมื่อยกระดูกและปวดตามข้อเข่า หมดเรี่ยวหมดแรง แม้แต่จะทรงตัวลุกขึ้นนั่ง หรือลงจากเปลนอนก็ทำได้ยาก ไม่กล้าแม้แต่จะร้องขอความช่วยเหลือจากเหล่าหมอพยาบาล ที่พากันยืนสมน้ำหน้า “นี่ถ้าถูกข้าศึกจู่โจมในตอนนี้ จะเอาเรี่ยวเอาแรงที่ไหนไปสู้รบปรบมือ” ผมพูดกับตัวเอง พร้อมกับนึกเสียใจตลอดมาที่ปล่อยให้ความหิวเข้ามาครอบงำจิตใจ.

 

๑๕.

.......อินไซด์  พคท.


วิถีชีวิตของ ”คนป่า” โดยเฉพาะกับนักศึกษาที่หลบลี้หนีภัยเข้าไปซุกปีก พคท.นั้น ไม่ได้สนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจเหมือนที่หลาย ๆ คนเคย “ฝันเฝื่อง” เมื่อครั้งอ่านหนังสือชีวประวัตินักปฏิวัติ ”เซ กูวาร่า” จบ

นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบสู่ป่าเขา สิ่งแรกที่ทุกคนต้องทำคือ การตั้งชื่อและนามสกุล(ถ้าคิดจะมี) การเปลี่ยนชื่อนั้น ฝ่ายจัดตั้งให้เหตุผลที่ต้องทำว่าเพื่อไม่ให้ ”เสียลับ” เวลาที่มีคนหลีกหนีหายออกไปจากขบวนปฏิวัติ

แม้จะเปลี่ยนชื่อหรือตั้งชื่อใหม่แล้ว พวกที่เคยเป็นเพื่อนเก่ากันมา ก็ยังติดความเคยชินเก่าๆที่ชอบด่าพ่อล่อแม่กันเป็นประจำ บางพวกที่เข้ามาพร้อมๆกันหรือเป็นพวกเดียวกัน มาจากองค์กรเดียวกันมักจะตั้งชื่อร่วมกันเป็นประโยคยาวๆที่มีความ  อาทิ คำว่า รุกรบ ก็เอามาตั้งเป็น สหายรุก , สหายรบ หรือคำว่า กล้าหาญชาญชัย ก็เอามาตั้งเป็นสหายกล้า ,สหายหาญ,สหายชาญ และสหายชัย เป็นต้น

ส่วนใหญ่พวกที่เข้าป่า มักนิยมการตั้งชื่อที่มีความหมายที่เกี่ยวกับการสู้รบ การต่อสู้และการปฏิวัติ อาทิ ตะวัน,ยุทธนา,ระวี,กล้าหาญ เป็นต้น ส่วนพวกกรรมกรที่เข้ามาตามสายการจัดตั้งนั้น สำหรับเขตงานอีสานใต้ ก็จะตั้งมานามสกุลที่เหมือนๆ กันเพื่อบ่งบอกที่ไปที่มา เช่น สิงห์สยาม หรือ ดำรงธรรม หรือ แนวประชา เป็นต้น สำหรับผมนั้นเดินทางเข้าสู่เขตป่าคนเดียว จึงไม่สามารถตั้งนามสกุลได้เหมือนกับสหายบางคน

นักศึกษาที่เข้าป่าในช่วงนั้น ทั้งหญิงและชาย ส่วนใหญ่มักจะได้ทำหน้าที่ ทางการผลิต (เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์) บางคนทำหน้าที่ครูสอนหนังสือ บางคนเป็นพยาบาล บางคนเป็นพลาธิการ (ทำหน้าที่ซื้อเก็บสิ่งของเพื่อการเบิกจ่าย) และบางคนก็เป็นนักดนตรี เมื่อตัดสินใจเข้าป่าใหม่ๆ พวกนักศึกษาโดยส่วนใหญ่ตั้งใจทำหน้าที่สู้รบในกองทหาร แต่พอเอาเข้าจริง การเป็นทหารในสังกัดกองทัพปลดแอกไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หมูๆ เหมือนที่คิด เพราะนักศึกษาจำนวนมากชอบหลงป่า และมักจะมีปัญหาเรื่องสายตา...อุปสรรคทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับการเป็นทหาร ทปท. ทั้งสิ้น

สำหรับ เขี้ยวเล็บที่พรรคฯ ติดให้นักศึกษา โดยเฉพาะในเขตอีสานใต้นั้น ถ้าเป็นผู้ชายก็จะเป็นปืนอาก้า หรือ ปืนเอ็ม 16 และถ้าเป็นผู้หญิงก็มักจะเป็นปืนเอ็ม 16 หรือคาร์บิน แทบจะกล่าวได้ว่าทุกคนตลอดช่วงที่อยู่ป่าปีแรก แทบจะไม่เคยยิงปืนเลยแม้แต่นัดเดียวกัน(ยกเว้นช่วงฝึกในโรงเรียนการเมืองการทหาร) ผมเองค่อนข้างโชคดี คือ มีโอกาสได้ยิงปืนจริงๆ แม้จะไม่กี่ครั้งก็ตาม ส่วนใหญ่เป็นตอนออกไปล่าสัตว์กับสหายชาวนา จำได้ว่าครั้งหนึ่งได้มีโอกาสยิงค่างแว่นตัวหนึ่งบนยอดกกยางใหญ่ ซึ่งกว่าจะได้ตัวก็ต้องนั่งรอให้มันตกลงมาซึ่งกินเวลาเกือบชั่วโมง แต่ที่ตกเป็นเป้าเหยื่อนคมกระสุนปืนผมเป็นประจำ ก็มักจะเป็นพวกนก เช่นนกยูง นกแกง นกเงือก(นกกก หรือนกกระฮัง)ที่ชอบไปรุมกินลูกไทรในหน้าแล้ง นอกจากนั้น ก็จะเป็นกระรอกแดงถึงฆาตชะตาขาดอีก 2-3 ตัวเท่านั้น ที่ตกเป็นเหยื่อกระสุนผม ฉะนั้นวันเวลาที่เหลือส่วนใหญ่ จึงหมดไปกับ การนั่งลูบๆคลำๆเช็ดแต่น้ำมันกันขี้เมี่ยง(ขี่สนิม)ขึ้น จนกระสุนด้านไปหลายนัด นอกจากการตั้งชื่อใหม่ และมีอาวุธประจำกายแล้ว ทุกคนจะได้รับสิ่งของที่เหมือนๆ กัน คือ
1.เป้สนามเขียว ซึ่งสหายที่อยู่เก่าเรียกมันว่า “บาโล” (เป็นภาษาเวียดนาม)
2.ชุดทหารสีเขียวใบไม้ คนละ 2 ชุด
3.กางเกงในหูรูด (ขาสั้น) ที่เรียกกันเล่นติดปากว่า กางเกงประธานเหมา 2 ตัว (ทั้งหญิงและชาย)
4.เปลนอนสีเขียว 1 ผืน
5.ผ้ายางมุ้งหลังคา 1 ชุด
6.ผ้ากอซ์ปิดแผล 1 ชุด
7.รองเท้าผ้าใบ (บู้ต) สีเขียวจากประเทศจีน 1 คู่ (ถ้ามี)  แต่โดยส่วนใหญ่ที่ได้รับจะเป็นรองเท้าแตะดาวเทียม
8.เข็มขัดดาวแดง 1 เส้น
9.หมวกเขียว 1 ใบ
10.ถุงแม๊กปืนเอว หรือ อก
11.หม้ออังโก(หม้อหุงข้าวสนาม)
12.กระติกน้ำ พร้อมก้นกาสีเขียว จากประเทศจีน
...ทั้งหมดที่เอ่ยมาคือยูนิฟอร์มคร่าวๆของพลพรรคอีสานใต้-เขต 11
ซึ่งนักศึกษาที่เข้ามาส่วนใหญ่ก็จะมีทรัพย์สมบัติคล้ายคลึงกัน อย่างที่กล่าวมานั่นแหละ!!
   
อันที่จริงแล้วพวกนักศึกษานั้น ก่อนที่จะเข้ามาถึงเขตป่าเขา มักจะตั้งความหวังว่าเมื่อเข้ามาอยู่ในป่าคงไม่จำเป็นต้องใช้เงิน เสื้อผ้าหน้าแพรก็มาหาเอาข้างหน้า  เงินทองมีติดตัวเท่าไหร่ก็ให้กับผู้นำทางจนหมด เหมือนผมที่ถอดนาฬิกาไซโก รุ่น 5 สุดฮิต ให้กับสหายในเมืองที่มาส่งที่จุดนัด แทบทุกคนทำตัวเหมือนกับพระเวชสันดร สละสิ้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง

ผมล่ะเป็นคนหนึ่งที่อุตส่าห์ลงทุนขว้างบุหรี่กรองทิพย์ก้นกรองทั้งกล่อง(แคตตอน)ออกนอกหน้าต่างรถ บขส. ไปพร้อมๆกับไฟแช็คซิปโปคู่ใจ ด้วยคิดว่าชีวิตในเขตป่าจะต้องละทิ้งจากอบายมุขทั้งปวง เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้เหมือนกับที่คิดแม้แต่นิดเดียว

ความทุกข์ยากลำบากนั้น ใช่จะมีเพียงการ “อดมื้อกินมื้อ”เท่านั้น การดำรงชีวิตอยู่ในช่วงฤดูฝน นับเป็นช่วงที่ลำบากยากเข็นที่สุด โดยเฉพาะกับพวกนักศึกษาที่เคยอยู่สุขสบายในเมือง  การใช้ชีวิตบนเปลนอน โดยมีผ้ายางคลุมนั้น กว่าจะผ่านพ้นช่วงฤดูฝนไปได้ไม่ใช่เรื่องสนุกๆเลยแม้แต่นิดเดียว

ช่วงปีแรกที่อยู่ป่า ผมต้องนอนแช่น้ำที่ไหลเข้าเปลเป็นประจำ จนกระทั่งได้รับการถ่ายทอดกระบวนการอยู่รอดในหน้าฝนว่า จะต้องทำตัวตะขอเป็นรูปตัวเอส ใส่ที่หัวเปลทั้งสองด้าน เพื่อดักน้ำให้ไหลลงพื้น ก่อนที่จะไหลเข้าเปล

ไม่แต่เพียงการนอนที่แสนจะลำบากยากเข็นแล้ว การติดไฟหุงข้าวในฤดูฝนก็เป็นด่านสำคัญที่จะต้องฝ่าข้ามไปให้ได้  ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าผมจะใช้รองเท้าแตะฟองน้ำเปลืองกว่าคนอื่น เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมันหมดไปกับการถูกนำไปใช้แทนกระดาษหรือน้ำมัน ในเวลาก่อไฟหุงข้าว รองเท้าแตะฟองน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผมพอๆกับการมีไม้ขีดไฟเป็นของตัวเอง

การใช้ชีวิตในป่านั้นทุกคนต้องหมุนเวียนสลับเปลี่ยนกันทำงานในทุกหน้าที่ ซึ่งในทุกกลางคืนจะมีการจัดเวรงานกันว่า พรุ่งนี้ใครจะทำหน้าที่อะไร เช่น ไปขุดมัน , เป็นหมดเวร , ไปลาดตระเวน , ทำหน้าที่พี่เลี้ยง ฯลฯ

สำหรับผมแล้ว ดูเหมือนว่าจะได้รับบทที่เล่นเป็นประจำคือ การเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งนอกจากต้องเตรียมการหาข้าวปลาอาหารในวันนั้นแล้ว ยังจะต้องประสานกับฝ่ายนำว่า ในวันนี้จะมีใครเดินทางมาหรือไป เพื่อเตรียมการหุงหาอาหารต้องรับ

และถ้ามีการล่าสัตว์มาได้ ผู้เป็นเวรพี่เลี้ยงในวันนั้น จะต้องจัดการทำให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะแล่เนื้อเถือหนัง ตากแห้ง หรือทำเค็มเก็บสะสมเอาไว้กินนานๆ

นอกจากหน้าที่ประจำดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  กระบวนการดำรงชีวิตในป่านั้น ยังแฝงไว้ด้วย“องค์กรลับ” มากมาย อาทิ หน่วยงานจัดตั้ง สยท.(สันนิบาติเยาวชนไทย)  องค์กรชาวนากู้ชาติ ฯลฯ

สยท.เป็นองค์กรจัดตั้งของเยาวชนพรรคคอมมิวนิสต์ไทย (ของจีนเรียกเร็ดการ์ด)วิธีการทำงานของหน่วยสยท.ที่แฝงอยู่ในทุกส่วนของงาน ก็คือเพาะเป้าสร้างแกน เพื่อหาผู้สืบทอดทางอุดมการณ์ของพรรคฯ

ซึ่งก็หมายความว่าการจะเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จะต้องผ่านการกลั่นกรองหรือรับรองจากการเป็นสมาชิกสยท.มาเป็นระดับๆในระยะเวลาหนึ่ง จนกว่าจะสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีคุณสมบัติการเป็น”กองหน้า” ในทุกเรื่อง

ใช่ว่าใครอยากเป็นสมาชิกพรรคฯ ก็เดินเข้าไปขอใบสมัครแล้วก็เป็นได้เลย เฉกเช่นพรรคการเมืองในปัจจุบัน

การเป็นกองหน้าเยาวชนที่ สยท.กำหนดเป็นรูปธรรมนั้น ผมเองแอบยกมือคัดค้านวิธีการนี้อยู่ในใจตลอดมา เพราะเห็นว่าเป็นการทำเอาหน้ามากกว่าเป็นการทำด้วยจิตสำนึก

สังเกตุดูง่ายๆสำหรับผู้ที่ตกเป็นเป้าบ่มเพาะของ สยท.นี้ จะมีลักษณะผิดแผกแตกต่างไปจากคนอื่น คือชอบที่จะทำงานหนัก หรือชอบรับใช้สหายแบบออกนอกหน้า เหมือนกับพวกข้าราชการที่รู้ตัวว่ากำลังจะมีการพิจารณาให้ 2 ขั้น ก็มักจะทำงานใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชา

บ่ายวันหนึ่งหลังอาหารเที่ยง ขณะที่ผมกำลังจะล้มตัวลงนอนพักกลางวัน (การนอนกลางวันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ของ พคท. ในเขตอีสานใต้ เข้าใจว่าได้รับอิทธิพลมาจากประเทศลาว ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งเศส เมื่อครั้งที่ตกเป็นอาณานิคม ไม่รู้ว่า ในภาคเหนือและภาคใต้มีธรรมเนียมนี้กันหรือเปล่า) ฝ่ายนำ ของ  สยท. (ส่วนใหญ่มักจะเป็นเยาวชนคนหนุ่มสาว ระดับหัวหน้าหมู่หรือหัวหน้าหมวด)ก็แอบเข้ามาพุดคุยกับผม ที่ถูกเขาเรียกว่า ”เป้า” โดยได้ขยายความถึงบทบาทและภาระหน้าที่ของการเป็นกองหน้าของเยาวชน สยท. ซึ่งผมได้ทราบมาบ้างแล้วคร่าว ๆ จากเอกสาร ที่เคยแอบอ่านจากเป้เพื่อนนักศึกษาบางคน ที่เป็นเป้าบ่มเพาะของ สยท. “ผมไม่เคยมุ่งหวังว่าจะได้เป็นอะไร ที่เข้าป่ามานี่เพราะความไม่ชอบธรรมในสังคม และมีความจำเป็นที่ต้องหลบหนีเข้าป่า คนอย่างผมมีไม่โอกาสเป็นสมาชิกพรรคฯ เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ สำหรับคนที่ยังเห็นแก่ตัวและยังเสียสละไม่เพียงพอ” ผมพูดตัดบท เพียงเพื่อไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับองค์กร สยท. “ถ้าผมจะตายไป ก็ขอเป็นเพียงแค่เม็ดทราย ที่ถมทางไปสู่ระบอบประชาธิปไตย นั่นเพียงพอสำหรับผมแล้ว”ผมย้ำเจตนารมณ์ชัดเจนจนฝ่ายนั้นนิ่งอึ้ง

แม้ผมจะทำตัวเป็นลูกหลานหัวแข็ง ของ พคท. แต่ที่สุดแล้วก็ได้รับการรับรองให้เข้าเป็นสมาชิก สยท.ในเวลาต่อมา.

 

๑๖

.............รักเทียม ๆ

ในขบวนปฏิวัติอีสานใต้-เขต 11 นั้น นอกจากจะต้องประสบกับภาวะความอดยากชนิดเลือดตาแทบกระเด็นแล้ว  ยังมีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นวีรกรรมของผม ที่ฝากไว้เป็นประวัติศาสตร์ ของ พคท.

ที่กองทหารผมมีสหายหญิงคนหนึ่ง ที่มีลักษณะทอมบอย กินเหล้าสูบบุหรี่เก่ง จีบผู้หญิงเป็นไฟ ชื่อ ”ส.สมชาย”  ส่วนอีกคนเป็นสหายหญิง ลักษณะเป็นดี้ สังกัดกองทหารหญิงแดงชื่อ ”ส.เรือง” ทั้ง ส.สมชาย และส.เรือง ทั้ง 2 คน พื้นเพเป็นชาวนายากจน แถบอำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี ส.สมชาย นั้นชอบแต่งตัวเป็นผู้ชาย มีพฤติกรรมเป็น ”ทอม” มาตั้งแต่ยังไม่เข้าป่า ผู้ที่รู้ประวัติของเธอเล่าให้ผมฟังว่า พอย่างเข้าสู่วัยรุ่นก็เริ่มกินเหล้า สูบบุหรี่ ตกตอนเย็นก็ออกไปเล่นสาว(จีบสาว)ในหมู่บ้าน ญาติพี่น้องเคยจับปล้ำให้นุ่งผ้าถุงมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จ  สุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลย  อยากเป็นอะไรก็เป็น

สหายสมชายเรียนหนังสือจบชั้น ป.7 ก็ ”เสียลับ” ให้กับทางการ จึงต้องเดินทางเข้าเขตป่าเขา  และแบกความเป็น ”ทอม” ติดตัวเข้ามาด้วย อีกทั้งปฏิเสธที่จะอยู่กองทหารหญิง และไม่ขออยู่หน่วยไหนทั้งสิ้นยกเว้นกองทหาร สุดที่จะคัดค้านต้านทานจากจัดตั้ง  ส.สมชาย ก็ได้เข้าประจำที่กองทหาร และได้รับการศึกษาเพิ่มเติมในหน้าที่เสนารักษ์ ซึ่งเธอทำได้ดีพอสมควร

วันใดที่เธอมี"รอบเดือน” สมชายจะไม่ยอมลุกออกจากเปลเดินไปไหนมาไหนเด็ดขาด
...........................


เมื่อผมขึ้นมาอยู่กองทหารใหม่ๆ ก็สังเกตุเห็นความผิดปรกติของสหายคนนี้ แม้จะพยายามเก็บความสงสัยไว้ แต่ก็เก็บได้ไม่นาน จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อได้โอกาสเหมาะ ผมจึงได้ซักถามประวัติความเป็นมาของ ส.สมชาย กับจัดตั้งว่าเป็นอย่างไรมาอย่างไร สหายสมชายจึงได้มาสังกัดกองทหาร

“แกไม่ยอมอยู่กับกองทหารหญิง ยืนยันว่าขออยู่กับทหารชาย เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงแม้แต่นิดเดียว ไม่รู้จะทำอย่างไร แม้จะดูตะขิดตะขวงใจแต่ก็ไม่ได้มีข้อห้ามว่าผู้หญิงจะเป็นทหารในกองทัพไม่ได้”
นั่นคือคำอธิบายของจัดตั้งแบบสั้นที่สุด

แม้สมชาย โดยเนื้อแท้จะเป็นผู้หญิงร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่เธอมีบางสิ่งที่ ส.หญิงไม่มี แม้แต่ส.ชายบางคนซึ่งรวมถึงผมด้วย  ก็ยังไม่มีคุณสมบัติในข้อนี้ เธอไม่เคยหลงป่าแม้แต่ครั้งเดียว แถมจำทางได้เก่ง ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน ส่วนจิตใจนั้นไม่ต้องพูดถึง กล้าหาญเด็ดเดี่ยวกว่าผู้ชายแท้ ๆ หลายขุม แม้ในยามมีศึกสงครามเข้ามาประชิดตัวก็ไม่เคยหวันไหว
.....................................................


การเคลื่อนไหวทำงานของพลพรรคคอมมิวนิสต์ไทย (พคท.) ในอดีตนั้นพวกที่อยู่แนวหน้าจะแบ่งการทำงานออกเป็นหน้าที่ใหญ่ ๆ คือ “หน่วยงานมวลชน” และ “หน่วยทหาร”

“หน่วยทหารมวลชน” จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายบุ๋น คอยขยายแนวร่วม ด้วยการเผยแพร่แนวความคิด อุดมการณ์ ปรัชญาการปฏิวัติของพรรคฯ ให้มวลชนรับรู้ ส่วน“หน่วยงานทหาร” จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายบู๊ มีหน้าทำลายศัตรูทุกรูปแบบและวิธีการ หน้าที่ประจำคือการออกลาดตระเวน ดูแลความสงบเรียบร้อยไปมาในอาณาบริเวณเขตงาน เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งรับประทานอาหารเย็น “สมชาย” ก็ปรากฏตัวขึ้น ในสภาพไม่ผิดกับซากศพ “ทุกคนตายหมดแล้ว เหลือผมคนเดียว เดินไม่ไหว คลานมาตลอดทางตั้งแต่ท้ายภูยันหัวภู อาทิตย์หนึ่งเห็นจะได้” สมชายบอกกับสหายหลายคนที่กรูกันเข้ามาพยุงร่าง “พวกเราถูกซุ่มโจมตี สหายอีก 2 คนเสียชีวิตทันที ผมเองถูกยิงที่ขาและกลางหลัง ต้องตัดสินใจวิ่งฝ่าวงล้อมออกมาจึงรอด” ขณะที่เธอกำลังเล่าเรื่องอยู่นั้น ผมสังเกตเห็นว่า บริเวณที่ถูกยิงนั้นมีหนอนกำลังไต่ยั้วเยี้ยออกมาจากปากแผล  ผมบอกกับตัวเองว่า สหายหญิงคนนี้ใจเด็ดเกินกว่าที่ใครจะมาดูแคลนได้ ส.สมชาย ใช้เวลารักษาตัวเองอยู่ราว 2 เดือนก็หายเป็นปกติ

แต่วีรกรรมของเธอในเรื่องของความซื่อสัตย์ อดทน ยืนหยัดต่อขบวนปฏิวัติ ถูกร่ำลือโจษขานกันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และ นับแต่นั้นมาไม่มีใครกล้าตั้งคำถามว่า เหตุใด ส.สมชายที่เป็นหญิงจึงได้เข้าสังกัดกองทหารเขต 11 เคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารชายคนอื่น ๆ
..............................


ดังได้เกริ่นไว้แต่แรกแล้วว่า “ส.เรือง” ที่เป็นคนรักของ “ส.สมชาย” นั้นสังกัดทหารหญิงแดง หน้าที่หลักคือเป็นพยาบาล , ลำเลียงอาหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ “ส.เรือง” ผูกสมัครรักใคร่กับ “สมชาย” แบบออกหน้าออกตา ฉันท์ชู้สาวทั้ง ๆ ที่เป็นผู้หญิงด้วยกันทั้งคู่ ความรักที่ทั้ง 2 คนนี้ช่วยกันบ่มจนสุกงอมนั้น อยู่ในสายตา ของ “จัดตั้ง”หัวคร่ำครึกมาตลอด และค่อนข้างจะไม่ค่อยพอพอใจในพฤติกรรมที่ทั้งสองทำมาโดยตลอด

“ต้องจับทั้งสองคนนี้แยกจากกัน” สหายผู้เฒ่าฝ่ายนำคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา ท่ามกลางอากาศที่กำลังหนาวเหน็บในเดือนธันวาคม “เพื่ออะไรครับอา?” ผมผูกเปลนอนอยู่ข้างๆ ตะโกนถามแทรกขึ้นมา

“มันเป็นเรื่องพิลึก ที่ผู้หญิงจะมีอะไรกัน”
ผู้เฒ่าฝ่ายนำคนเดิมย้ำความคิดและท่าทีไม่เห็นด้วยอย่างเห็นได้ชัด
   
ผมรู้สึกอึดอัดกับทัศนคติของฝ่ายนำ ที่ส่วนใหญ่คัดค้านความรักของทั้งสองคนนี้  แม้ผมจะเพียรพยายามชี้แจงกับทุกคน ว่า มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ และเป็นสิทธิส่วนบุคคล

ไม่มีจัดตั้งสักคนที่เข้าใจจุดประสงค์ในการพูดของผม  ในเวลาต่อมาเรื่องราวของทั้งสองก็เป็นชนวนนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างผม กับฝ่ายนำผู้เฒ่าหัวโบราณ
.............................


“สหาย..ผมจะจัดพิธีแต่งงานให้กับทั้งสองคน” ผมแจ้งความประสงค์การจัดงานครั้งนี้กับหน่วยงาน สยท. ที่ผมและ “สมชาย” สังกัดอยู่ “คนแบบสมชายและสหายเรือง ในประเทศเรามีมากมาย ผมถามหน่อยเถอะว่า เรากำลังปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตยใช่ไหม?  เราจะเคารพในสิทธิมนุษย์ชนขั้นพื้นฐานไหม? ถ้าพวกสหายคิดว่าการผิดปกติของสหายสมชายและสหายเรือง เป็นอุปสรรคต่อการปฏิวัติ ก็ขอให้รู้ว่าพวกสหายกำลังคิดผิด เพราะคนแบบนี้มีอยู่ในโลกทุกหนทุกแห่ง แม้แต่ในประเทศของเราเอง ถ้าเราปฏิวัติชนะ เราจะต้องฆ่าคนเหล่านี้ทิ้งหมดหรือ ผมถามหน่อย?” ผมระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรง ยิงคำถามใส่ที่ประชุม สยท. ทำเอาทุกคนงงเป็นไก่ตาแตก เพราะไม่เคยเห็นผมอารมณ์เสียแบบนี้เลย

“สหายต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจในครั้งนี้ เพราะ ส.สมชาย เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของคุณ” ผู้เฒ่าฝ่ายนำสรุป เมื่อไม่สามารถหาเหตุผลมาหักล้างคำพูดผมได้
“ครับ” ผมตอบรับการตัดสินใจสั้น ๆ

ในที่สุด พิธีการแต่งงาน ที่เขตอีสานใต้ไม่เคยจัดขึ้นมาเลยก็เกิดขึ้น เพราะทั้ง บ่าว-สาว เป็นผู้หญิงทั้งคู่ โดยมี  ผมเป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชาย ของขวัญ ที่ “สมชาย” ใฝฝันอยากได้นักได้หนา มันคือ นาฬิกาข้อมือ

“ผมให้สหายเป็นของขวัญวันแต่งงาน”
ผมพูดพร้อมกับยื่นเจ้านาฬิกาโอริส ที่เพิ่งได้รับมาเมื่อวันวาน ยื่นส่งให้กับคู่บ่าว-สาว เป็นของขวัญวันแต่งงาน

 

๑๗.

.....หลงป่า


คุณสมบัติประการหนึ่งที่นักศึกษาส่วนใหญ่เหมือนกัน คือ สายตาสั้น และชอบหลงป่า โดยเฉพาะเรื่อง การหลงป่า นั้นถือว่า ยอดฮิต จนสามารถนำมาเล่ากันเป็นเรื่องราวสรวลเสเฮฮาได้พอๆกับเรื่องเข้าใจผิดในเรื่องภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น ผมเองก็เคยมีประสบการณ์ในเรื่องของการหลงป่าหลายครั้ง แต่ที่จำได้ขึ้นใจมีอยู่เพียง 2 ครั้ง

ครั้งแรกนั้น เกิดขึ้นในคืนหนาวเหน็บของเดือนธันวาคม ราวปี 2525 ขณะที่หัวใจกำลังร้าวระบมด้วยแรงคิดถึงบ้าน คืนนั้นคงเป็นเพราะส้มปลาซิว ที่ผมแอบหมอไปเปิบพิสดารกับพวกกองทหาร พอตกกลางคืนเจ้าส้มปลาซิวมันก็ค่อยๆทยอยสำแดงเดช ราวตี 2 เจ้ารถด่วนขบวนส้มปลาซิวขบวนแรกก็วิ่งเข้าชานชาลาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย  ท้องใส้ปั่นป่วนจนเหงื่อแตกท่วมตัว  เผ่นแผล๋วลงจากเปลถอดกางเกงแทบไม่ทัน

ยามนี้ไม่ได้นึกเรื่องการหลงทิศในเวลากลางคืน แม้แต่นิดเดียว  คิดเอาง่ายๆ ว่าถ้าเดินตรงออกจากจุดผูกเปลนอนไปข้างหน้าแล้วหันหลังตรงกลับมาก็จะพบกับจุดที่ผูกเปล วิธีนี้จะป้องกันการหลงทิศได้เป็นอย่างดี

นั่น!..คือสิ่งที่ผมคิดและนึกว่ารอบคอบที่สุด  แต่อนิจจาพลันที่กางเกงหลุดลงไปกองที่ข้อเท้า  ส่ายก้นคลำหาเป้าเหมาะเตรียมทิ้งบอมบ์เต็มที่  เจ้าเศษกิ่งไม้แห้งๆที่อยู่บริเวณมันนั้น ก็แทงสวนเข้ามายังจุดยุทธศาสตร์พอดี แรงตกใจทำให้ผมเบี่ยงตัว แล้วปล่อยจรวดเต็มพิกัด ลืมเรื่องทิศเป็นปลิดทิ้ง  ผมเฝ้าสาละวนอยู่กับการขยับหาเหลี่ยมหามุมอยู่พักใหญ่จนได้ที่เหมาะๆ ครู่ใหญ่ เมื่อรถด่วนขบวนปลาส้มหมดสต๊อก และจัดการชำระล้างด้วยใบไม้เป็นที่เรียบร้อย  ผมจึงลุกขึ้นยืนแล้วหันกลับไปทางด้านหลัง ซึ่งเข้าใจว่ามันจะเป็นทิศทางเดิมกับที่ตอนออกมา

ยามนี้ป่าทั้งป่าเงียบสงบ ไฟทุกดวงดับสนิท  “กะไต้” ที่จุดทิ้งเป็นแสงสว่างไว้ในเวลาเดินกลับแต่ ไม่รู้ว่ามันดับลงไปตั้งแต่เมื่อไร “ไม่เป็นไร แค่เดินตรงกลับไปทิศทางเดิมก็จะชนเข้ากับเปลนอนที่ผูกเอาไว้” ผมปลอบใจตัวเอง และคิดถึงวิธีการป้องกันที่เตรียมไว้แล้วตั้งแต่แรก 30 นาทีผ่านไป ผมยังเดินไม่ถึงเปล กางมือเคว้งคว้างตระกายอากาศไปข้างหน้า หวังว่ามันจะไปกระทบกับผืนเปลที่ผูกไว้ คว้าได้แต่อากาศเปล่าๆ ผมบอกกับตัวเองว่า ถ้าขืนเดินต่อไปมีหวังหลงไกลแน่ๆ ดีไม่ดียามได้ยินเสียงเดินแกรกๆ ก็จะยิงสวนออกมา ปืนก็ไม่ได้ถือติดมือมา ผมได้แต่รำพึงรำพันและตำหนิตัวเองถึงข้อผิดพลาด

บทสรุปของปัญหานี้ง่ายนิดเดียว คือ การหมุนตัวหาทำเลถ่าย นั่นแหละ ทำให้จุดด้านหลังเปลี่ยนไป  ตกลงคืนนั้นทั้งคืน  ผมไม่ได้นอนแม้แต่งีบเดียว    จนกระทั่งฟ้าทิศตะวันเริ่มฉายแสงสว่าง

“ ตื่นแต่เช้าเชียวนะสหายทิว”
เสียงใส ๆ ของพี่เลี้ยงร้องทักผม”
“เมื่อคืนนอนไม่หลับ เลยออกไปเดินเล่นข้างนอกแต่เช้า”
ผมตอบแก้เก้อเฉไฉแบบผู้ร้ายปากแข็ง ทั้งๆที่ยังไม่ได้นอนแม้แต่งีบเดียว
นั่นยังคงเป็นความลับของผมคนเดียวกับการหลงป่าครั้งแรก
................................


อีกครั้งหนึ่งสำหรับ การหลงป่า เกิดขึ้นเพราะความยากเป็นพรานไพร “รพินทร์  ไพรวัลย์” พระเอกในเรื่องเพชรพระอุมาที่ผมชื่นชอบ การหลงป่า ครั้งนี้ผม ต้องกินข้าวลิงอยู่ถึง 5 วัน 5 คืน สังเวยความอยากรู้อยากเห็น

จำได้ว่าวันนั้น ผมกำลังเดินทางไปขุดมันสัมปะหลังในไร่ที่ปลูกไว้กับสหายกลุ่มใหญ่ แต่ยังไม่ทันที่จะเข้าไร่ ก็ได้ยินเสียงต้นไม้หักดังผัวผะ!!ไปทั่ว บางต้นเหมือนกับถูกมือยักษ์ดึงขึ้นมาทั้งกอ สัญชาติญาณสอนให้ผมค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลง ปืนอาก้าท้ายพับถูกยกขึ้นเล็งในท่าเตรียมพร้อม แต่ยังไม่ทันที่จะได้ตัดสินใจทำสิ่งใดลงไป ร่างตะคุ่มๆ มหึมา ของ เจ้าป่าโขลงใหญ่ราว 6 ตัว ก็ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า เจ้าตัวจ่าฝูง งาขาววับ ยาวราว 1 ฟุต ร้องเสียงแปร๊นลั่นป่าด้วยความตกใจเพราะอยู่ดีๆ คนกับช้างก็โครจรมาจ๊ะเอ๋กันบริเวณทางเข้าไร่ ทั้งคนและช้างตกใจพอๆ กัน

ฝ่ายคนนั้นหัวใจแทบจะหยุดเต้นลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม โดยเฉพาะผมนั้นตั้งแต่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็ยังไม่เคยต้องเดินมาเจอกันซึ่งๆหน้ากับช้างป่าโขลงใหญ่ เสียง “ส่างป่า” พรานเอกในเรื่องเพชรพระอุมา อุบัติขึ้นในห้วงความคิดของผม “ปีนขึ้นต้นไม้” ผมเตือนสติตัวเองทั้งๆ ที่  ปีนต้นไม้ไม่เป็น

“วันนี้เราล่าช้างกันดีกว่า” สหายชาวนาคนหนึ่งออกปากชวน เมื่อเห็นทั้งคนและช้างตื่นเตลิดพอๆกัน “ไปก็ไป แยกกันนะ คงไม่หลงทางหลอก เพราะทางที่ช้างเดินไปเป็นทางสังเกตง่าย” ผมร้องบอกสหายร่วมทาง
   
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร  ไม่มีใครสนใจ  เพราะยามนี้คิดอยู่แต่เพียงเรื่องเดียว คือการไล่ล่าเจ้างางอน  กว่ารู้สึกตัวอีกครั้งก็เมื่ออากาศเริ่มเย็นลง ในขณะที่ร่องรอยของโขลงช้างป่าที่เคยเรียบราบเป็นหน้ากลอง ก็ค่อยๆลดน้อยลง เวลานี้ ผมไม่รู้แม้กระทั่ง รอยไหนคือรอยมา รอยไหนคือรอยไป อันไหนรอยเก่า อันไหนรอยใหม่ ครับ! ผมเริ่มรู้สึกตัวว่าหลงทางอีกแล้ว “ใจเย็น ๆ ไม่เป็นอะไรหรอก เดินย้อนกลับทางเก่าก็ได้ไม่เห็นจะเป็นอะไร” ผมปลอบใจตัวเองเหมือนกับครั้งหลงกลับทับไม่ได้ในครั้งกระนั้น...

ทันใด! สายตาผมก็ประสบกับร้อยเท้าใหม่ๆ ของคนหกลุ่มหนึ่ง!
“ศัตรู”
ผมบอกกับตัวเอง พร้อมปืนในมือถูกกระชับมั่นเตรียมพร้อมสู้รบ!

สามชั่วโมงผ่านไป ผมหมดความสนใจในโขลงช้างป่าไปนานแล้ว แต่กลับให้ความสำคัญกับร่องรอยของผู้บุกรุก กระทั่งความเหนื่อยอ่อนเมื่อยล้ามาเยือน ผมจึงทรุดกายลงนั่งบนขอนไม้ล้มกลางทางเดิน ณ ที่ตรงนั้นเอง ผมจึงได้ข้อสรุปว่า เจ้ารอยเท้าศัตรูที่อุตสาห์สู้สะกดรอยมานั้น  แท้ที่จริงมัน ก็คือ รอยเท้าของตัวเองที่เหยียบย่ำไปย่ำมา “หลงป่าอีกแล้วเรา”

"ไม่เป็นไร เดินหาน้ำ ผูกเปลนอนมันตรงนั้นแหละ พรุ่งนี้ค่อยไปต่อ" คืนนั้น ผมข่มตาหลับไม่ลง ได้แต่นอนกอดปืนแน่น ไม่รู้ว่าคืนนี้จะต้องเผชิญกับอะไร ข้าวโพดแก่ครึ่งฝักที่ต้มกินประทังความหิวเริ่มออกฤทธิ์อาระวาด เสียงลมในท้อง วิ่งไลคีย์ โด เร มี ฟา ซอล ดังลั่นสนั่นป่าทั้งคืน เช้าตรู่ ผมรีบเก็บข้าวของลงบาโล และเตรียมตัวออกเดินทางกลับสำนั“จะไปทาง (ทิศ) ไหนดีล่ะเราผมถามตัวเอง และหารู้ไม่ว่าทิศทางที่กำลังเดินไปข้างหน้านั้น แท้ที่จริงแล้วมันยิ่งเดินก็ยิ่งห่างออกไปทุกที ๆ ภูเขาลูกแล้วลูกเล่า ป่าแล้วป่าเล่า ผมย่ำบุกตะลุยไปอย่างไปไม่รู้จุดหมาย จนย่างเข้าวันที่ 5 ข้าวโพดพันธุ์ที่ติดตัวไว้  สำหรับคนทำพันธุ์ก็จะหมดจำนวนลงไปในไม่ช้านี้  ผมพาตัวเองมายืนบริเวณริมลำธารสายหนึ่ง รู้แต่เพียงว่าถ้าเดินตามลำธารนี้ไปเรื่อยๆจะต้องพบกับที่ราบอย่างแน่นอน ซึ่งก็หมายถึงอิสรภาพของเขาก็จะหลุดลอยไปด้วย แต่ถ้าเขาเดินย้อนลำธารขึ้นไป แน่นอนมันจะต้องนำกลับขึ้นไปสู่เขตป่าดงดิบอย่างแน่นอน ซึ่งที่นั่น ยังไม่รู้ว่า จะมีโอกาสได้พบกับพรรคพวกหรือเปล่า

“สหายสมชาย เขาบาดเจ็บแทบตายยังคลานกลับมาได้ แล้วเราล่ะไม่ได้เป็นอะไรเลยสักนิดเดียว แค่หลงป่าเท่านั้น กลัวตายหรือสหายทิว” จิตสำนึกของนักสู้ก้องอยู่ในโสตประสาทผม “เป็นไรเป็นกัน” ผมบอกกับตัวเองว่าขอตายดาบหน้า เดินทวนน้ำขึ้นภูเขา ดูจะเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ “ปัง ปัง ปัง” เสียงปืนยิงเป็นระยะ ๆ ทำให้ผมมีกำลังใจ “รอดตายแล้ว” ผมบอกกับตัวเอง พร้อมยิงปืนส่งสัญญาณตอบ “ปัง ปัง ปัง” ผมยิงโต้ตอบบอกทางกลับไปกลับมาสองสามครั้ง ร่างตะคุ่ม ๆ ของสหาย 3 คนก็ปรากฏตัวขึ้น หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ส.สมชาย คนที่ผมจัดการแต่งงานให้คนนี้นี่แหละ

“ฮ่วย! สหายนี่ขี้ล้ายแท้ มายิงซ้างก็หลงป่าแทบตาย มื้อนี่คั่นบ่พ้อข้อยสิเมื่อแล้วเด้อ!” ส.สมชาย บ่นกระปอดกระแปดเป็นภาษาอีสานชัดถ้อยชัดคำ

 

๒๐,

........ผึ้งมหากาฬ และบ้านล่องป่าบุ้น


จดหมายของ “สหายพันตา” (สุรชัย จันทิมาธร) ที่มีมาถึงผมนั้น ได้รับการบอกเล่าว่า เขียนมาจากชายดง บ้านล่องป่าบุ้น จังหวัดอุดร ซึ่งได้กลายเป็นบ้านร้างมาตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเข้าป่า ผมยังจำคำบอกเล่าของชาวบ้านที่เล่าให้ผมฟัง ว่า พวก อส. เป็นคนโยนไฟใส่หลังคาเผาบ้านจนมอดเป็นจุล   ภาพของบ้าน ”ล่องป่าบุ้น” ในอดีตผุดขึ้นมาในสมองผมทันที

จำได้ว่าช่วงปี 2517 เมื่อครั้งที่ผมทำหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติงานของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) และเป็นผู้สื่อข่าวพิเศษให้กับ นสพ.อธิปัตย์ ช่วงนั้นกรรมการ ศนท. จากรั้วรามคำแหง ที่ชื่อ “พินิจ จารุสมบัติ” นักสู้เลือดน้ำเค็มจากเมืองแปดริ้ว เป็นแกนนำสำคัญคนหนึ่ง ที่คอยรับเรื่องราวร้องทุกข์จากชาวบ้านเกือบแทบทุกเรื่อง หลาย ๆ คนเดินทางมาร้องทุกข์กับ ศนท. (ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ด้านถนนศรีอยุธยา) ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตกงาน ลูกหาย เมียตาม แม่ยายป่วย ที่ดินทำกินถูกกองทัพฯ ยึด บุกรุกป่าสงวน และข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ฯลฯ และหนึ่งในจำนวนผู้ที่มาร้องเรียนนั้น มีชาวบ้าน 3 คน จากบ้านล่องป่าบุ้น อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุบลราชธานี รวมอยู่ด้วย ข้อเรียกร้อง ก็คือ ขอความเป็นธรรมและที่ทำมาหากินให้กับชาวบ้านแห่งนี้ที่ถูกทางการพยายามขับไล่ และในที่สุด ก็เกิดกรณีการเผาหมู่บ้านทิ้ง เหมือนกับเคยเกิดมาแล้วที่บ้านนาทรายและบ้านนาหินกอง ผมได้รับคำสั่งจาก ศนท. ให้เดินทางไปยังบ้านล่องป่าบุ้น ร่วมกับนักศึกษากลุ่มนกสีเหลือง มหาวิทยาลัยขอนแก่น อีก 2 คน เพื่อหาทางช่วยเหลือชาวบ้านเท่าที่จะทำได้

การเดินทางเข้ามายังบ้านล่องป่าบุ่น ในสมัยนั้น ไปได้ทางเดียว คือ ด้วยรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากตัวอำเภอ ซึ่งใช้เวลาวิ่งนานพอสมควร เมื่อลงจากรถแล้วยังต้องใช้เวลาเดินเท้าอีกยกใหญ่ๆ ซึ่ง ตลอดระยะทางที่เดินมานั้น ผมรู้สึกเหมือนกับมีร่างคนคอยหลบวูบๆ วาบๆ อยู่สองข้างทางมาตลอด   บางทีก็เดินอยู่ข้างหน้าไกลลิบ ๆ บางที ก็เดินอยู่ข้างหลังไกลลิบ ๆ เวลานั้นผมไม่รู้แม้แต่นิดเดียว ว่า นั่นแหละ คือ พลพรรคทหารป่าที่ออกมาคุ้มกันให้กับพวกเรา เพราะเส้นทางเดินเข้าไปยังบ้านล่องป่าบุ้นไม่ใช่ใกล้ๆ ซึ่งกว่าจะเดินทางมาถึงก็ร่วมๆจะพลบค่ำแล้ว หลังอาหารเย็น (มันเสา (มันเหลื่อม) จิ้มน้ำตาล)  ผมจึงได้ฟังวิทยุ สปท.จริงๆ แบบไม่ต้องแอบฟัง เป็นครั้งแรกในชีวิต

บ้านป่าล่องบุ้น เป็น หมู่บ้านชายดง ที่น่าอยู่มากแห่งหนึ่ง (ปัจจุบันขึ้นอยู่กับจังหวัดหนองบัวลำภู) ชาวบ้านส่วนใหญ่ดำรงชีพอยู่ด้วยการทำไร่ไถนาและปลูกผัก อาทิ ถั่วปี ถั่วดอ ข้าวโพด เลี้ยงไก่ ยามว่างก็จะเข้าป่าล่าสัตว์และหาของป่า เช่น ครั่ง น้ำผึ้ง เห็ด หน่อไม้ มันป่า หวาย กล้วยไม้ป่าและนกขุนทอง เป็นต้น ตรงบริเวณจุดนี้ เป็นเขตเคลื่อนไหว ของ พลพรรค พคท. อีสานเหนือ เขตงานภูซาง ซึ่ง เป็นจุดที่นักศึกษาหลบลี้หนีภัยเข้าป่ามากที่สุดเขตหนึ่ง ของ ภาคอีสาน ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ชาวบ้านโดยส่วนใหญ่จึงรู้จักมักคุ้นกับ ”คนป่า” เป็นอย่างดี จุดนี้นับ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หมู่บ้านนี้ถูกขึ้นบัญชีดำจากทางราชการ และนำมาซึ่งการเผาทำลายหมู่บ้าน ตาม นโยบาย ”แยกน้ำออกจากปลา”

นั่นคือ ความทรงจำของผมที่มีต่อบ้านล่องป่าบุ้นในอดีต เมื่อครั้งที่ยังอยู่ในเครื่องแบบนักศึกษา และเป็นผู้ปฏิบัติงานของ ศนท.  ในช่วงก่อนที่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม จะอุบัติขึ้น
........................................



นอกจดหมายของสหายพันตาแล้ว ยังมีอีกฉบับหนึ่งจ่าหน้าซองว่ามาจาก “แอ๋ว” เพื่อนหญิงจากชมรมครูช่วยสอนรามคำแหง ซึ่งเคยทำกิจกรรมร่วมกันมา ใจความของจดหมายบอกว่า ได้ส่งไดอารี่ปีใหม่ กับ เสื้อกันหนาว ”แจ๊คเก็ตฟิลล์” มาให้ แต่ผมได้รับเพียงจดหมาย ไม่รู้ว่าเสื้อไปตกหล่นที่ตรงจุดไหน  หรือคงเป็นเพราะการเดินทางเที่ยวเมล์นั้นยากลำบาก เสื้อกันหนาวจึงหายไประหว่างการเดินทาง หน้าหนาวปีนั้น แม้ผมจะไม่ได้รับ ”เสื้อหนาว” ที่เป็นของฝาก จากเพื่อนในเมืองก็ตาม แต่ ”จัดตั้ง” ก็ได้มอบเสื้อหนาวไหมพรมสีน้ำตาลอ่อน (ของหนุนช่วยจากประเทศจีน) ช่วยประทังความหนาวเย็น

อนิจจา......ความยากลำบาก ความอดอยากหิวโหย นี่ ช่างโหดร้ายยิ่งนักในหน้าหนาว เพราะอากาศหนาวจัด จึงนอนไม่ค่อยจะหลับ เมื่อนอนไม่ค่อยจะหลับท้องก็จะร้อง ความหิวก็จะมาเยือน นั่นเป็นสัจธรรมอีกข้อหนึ่งของมนุษย์

“สหาย! ข้อยพ้อผึ้งฮังบักใหญ่ ไปตีด้วยกันบ่” สหายดาวแดงและสหายศรเพชร ทหารเสรี จากกองทหารเอ่ยปากชวนผมในเช้าวันหนึ่ง “อยู่ไสครับ” ผมย้อนถามกลับเป็นภาษาอีสานที่ตอนนี้ผมพูดได้อย่างไม่เคะเขินแล้ว “ข้างเทิ่งห้วยทราย มือฮื่อไปด้วยกันเด้อสหายทิว!” นั่นคือบทสรุป

การผจญภัยครั้งใหม่ของผมอีกครั้ง หลังจากที่เคยหลงป่า 5 วัน 5 คืน

ผมเข้าใจว่า รังผึ้งที่จะไปตีนั้น คงจะ ไม่ผิดแผกแตกต่างไปจากรังที่เคยตีมาหลายครั้งแล้ว แต่ทว่าผมคิดผิดถนัด เพราะภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าขณะนี้ คือ รังผึ้งนับสิบๆ รัง  พากันแขวนตัวอยู่บนต้นยางยักษ์ที่สูงเสียดฟ้าเหนือลำห้วยทราย ไอ้รังที่พวกเราหมายตานั้น มันใหญ่มาก จนน่าจะเรียก ว่า รังผึ้งยักษ์ เพราะ มีขนาดกว้าง 2 เมตร และยาวราว 1 เมตร  ผมถูกสั่งให้ทำหน้าที่เป็นผู้ก่อไฟใต้ต้น คอยรมควันใส่ให้ผึ่งแตกรัง แผนการดำเนินไปด้วยดี  และ ทันทีที่กลุ่มควันลอยตัวถึงรังผึ้ง เสียงผึ้งผละออกจากรังอย่างรวดเร็วเ