เมื่อมีเสียงเรียกร้องให้ตรวจสอบ
และจะมีการซักฟอกในรัฐสภา....หัวหน้ารัฐบาลเลือกที่จะยุบสภาฯ
เพื่อหนีการซักฟอก และออก
พระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งใหม่อย่างกระชั้นชิดเพื่อเอาเปรียบพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ
ให้ไม่ทันได้ตั้งตัวในการเตรียมการลงสมรภูมิเลือกตั้ง
จนถูกพรรคฝ่ายค้านทุกพรรคที่มี ส.ส. อยู่ในสภาฯ
สามัคคีร่วมกันประท้วงบอยคอตไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งแข่งด้วยทุกพรรค
เพราะเห็นว่าไม่เป็นธรรม รวมทั้ง
กกต./องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง
ให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ก็ "สำแดง"
พฤติกรรมที่ทำให้พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่มีความเชื่อมั่นว่าจะจัดการเลือกตั้งได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม
จึงมีแต่พรรคไทยรักไทยของหัวหน้ารัฐบาลลงรับเลือกตั้งเพียงพรรคเดียวเท่านั้น
ทำให้เกิดข้อกฎหมายตามมา คือ
ถ้าลงสมัครเพียงคนเดียวพรรคเดียวจะเป็น ส.ส. ได้
ต้องได้คะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า
ร้อยละยี่สิบของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งในเขตนั้นๆ
จึงมีการแก้ลำโดยการสนับสนุนพรรคเล็กๆ ที่ไม่เคยมี
ส.ส. ในสภาฯ จำนวนมาก
ให้มาลงแข่งกำมะลออย่างมีเงื่อนงำ
รวมทั้งมีความไม่ชอบมาพากลในการจัดการเลือกตั้งมากมาย
จนศาลออกมาชี้ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ!
การที่ฝ่ายค้านไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งจนทำให้
หัวหน้ารัฐบาลและพรรคการเมืองของหัวหน้ารัฐบาลประสบความยากลำบากเป็นอย่างมาก
ในการเข้ายึดกุมอำนาจรัฐเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทับซ้อนของตนและพวกดังนี้
ทำให้พวกนักการเมืองซีกรัฐบาลในพรรคการเมืองของหัวหน้ารัฐบาล
ดาหน้าออกมาประณาม ว่า
เช่นนี้เป็นการไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย
ไม่เว้นแม้แต่คนอย่าง นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายสุธรรม
แสงประทุม ฯลฯ โดยเฉพาะ หัวหน้ารัฐบาล /
ที่กำลังถูกขับไล่ให้ออกจากตำแหน่งเพราะปัญหาจริยธรรมและความไม่ชอบมาพากลในผลประโยชน์ทับซ้อน
นั้น ถึงกับชูคำขวัญว่า ตนเองเป็นผู้
"รักษากติกาประชาธิปไตย"
รวมทั้งพวกคนเดือนตุลาที่อยู่ในซีกรัฐบาลซึ่งเรียกขานกันว่า
"ตุลาชิน" ซึ่งเคยมีบทบาทอยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา ปี
2519 ถึงกับมีความพยายามทำนองที่จะโยง
รัฐธรรมนูญฉบับ ปี 2540
ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มีช่องโหว่อันเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินงานด้านการเมือง
เพื่อผลประโยชน์ทับซ้อนของ
"หัวหน้าพรรค/หัวหน้ารัฐบาล" ของตัวเองมากที่สุด
เข้ากับเหตุการณ์ 14
ตุลา/ซึ่งเรียกร้องรัฐธรรมนูญคัดค้านเผด็จการถนอม-ประภาส
เข้ากับเหตุการณ์
พฤษภาทมิฬ/ซึ่งเรียกร้องนายกที่มาจากการเลือกตั้งคัดค้านเผด็จการ
รสช.-สุจินดา
และนำมาเข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะกับเหตุการณ์ 6 ตุลา/
ซึ่งคัดค้านการกลับเข้ามาในประเทศของเผด็จการถนอม
ที่ทางคณะผู้จัดงานรำลึก
ระบุไว้ในบันทึกหนังสือชี้แจงการจัดงานว่า "1.....ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์
6 ตุลา 2519 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากเหตุการณ์
14 ตุลา
เป็นการพิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตยอันเป็นดอกผลของ 14
ตุลา.."
อันเป็นการตึความให้สอดคล้องต้องกันได้อย่างเหลือเชื่อ
ซึ่งที่ตีความเช่นนี้ก็อาจจะเพื่อให้สนองตอบกับบันทึกการจัดงานที่เหลือ
(?) ที่ว่า
"...โดยร่วมมือกับพันธมิตรองค์กรประชาชนทุกภาคส่วนและประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง
2. ถือเอาเหตุการณ์ 6 ตุลา
เป็นบทเรียนที่สำคัญในสังคมไทยโดยเฉพาะปัญหาการใช้ความรุนแรงที่รัฐกระทำต่อประชาชน
3. เชื้อเชิญบุคคลและองค์การต่าง ๆ
เพื่อเข้าร่วมเป็นกรรมการจัดงาน 30 ปี
อย่างกว้างขวางเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์"
อันอาจสามารถถอดรหัสได้ว่า
โดยร่วมมือกับพันธมิตรองค์กรประชาชนทุกภาคส่วนและประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง
/รวมทั้งซีกในภาคส่วนรัฐบาล
ถือเอาเหตุการณ์ 6 ตุลา
เป็นบทเรียนที่สำคัญในสังคมไทยโดยเฉพาะปัญหาการใช้ความรุนแรงที่รัฐกระทำต่อประชาชน
/
ตีความได้สองด้านหนึ่งเป็นบทเรียนว่ารัฐอย่าใช้ความรุนแรงต่อประชาชน
อีกด้านหนึ่ง
ก็เป็นการปรามว่าภาคประชาชนอย่าเคลื่อนไหวเดี๋ยวรัฐใช้ความรุนแรงให้ภาคประชาชนยุติการเคลื่อนไหว(อยู่เฉยๆขึ้นไปอยู่บนภูดูหมากัดกัน)
เชื้อเชิญบุคคลและองค์การต่าง ๆ
เพื่อเข้าร่วมเป็นกรรมการจัดงาน 30 ปี
อย่างกว้างขวางเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ /
โดยเฉพาะบุคคลระดับเสนาบดีในที่ชูธง
"ปกป้องและเคารพกติกาประชาธิปไตย" ?
ก็ไม่รู้งานนี้
สงสัยซีกฝ่ายรัฐบาลจะถูกเชิดชูให้เป็น
"วีรบุรุษประชาธิปไตย" ตัวเป็นๆ เกินหน้า
วีรชนที่เหลือแต่จิตวิญญาณล่องลอยอยู่ที่ไหนสักแห่งเสียแล้วหรือไร?
ไม่รู้ว่าเป็นเวรเป็นกรรมของประชาชนของประเทศนี้แต่ชาติปางไหน?
อะไรต่างๆใดๆ
ที่ลงแรงใจแรงกายกระทั่งเสียสละไปแม้ชีวิต
จึงได้ถูกทรราชทุกยุคทุกสมัยช่วงชิงเอาดอกเอาผลไปจนจะหมดจะสิ้น...ก็พูดได้คำเดียวว่า..ตถตา...มันเป็นไปเช่นนั้นเอง!
"....ขบวนการการเปลี่ยนแปลง 2475, ขบวนการสันติภาพ,
ขบวนการ 14 ตุลา, ขบวนการ 6 ตุลา
และขบวนการพฤษภาทมิฬล้วนเป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันทั้งสิ้น..."
ตรงนี้อาจถอดรหัสได้ว่า จุดมุ่งหมายคือประชาธิปไตย?
ซึ่งไม่เป็นปัญหา ทว่าที่เป็นปัญหา คือเป็น
"ประชาธิปไตยของใคร?"
คำตอบของคำถามนี้
จะเป็นหัวข้อโต้แย้งที่อาจจะต้องอาศัยการต่อสู้ของประชาชนอีกยาวนานเป็นยุคประวัติศาสตร์โน่นกันทีเดียวเชียวแหละ
แต่ที่ไม่เป็นปัญหา
เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ใครก็ใครไม่อาจโต้แย้งได้
ก็คือ ทุกเหตุการณ์ที่เอ่ยถึงมานี้
เป็นการต่อสู้ระหว่าง กลุ่มประชาชน กับ
ชนชั้นปกครองที่เป็นเผด็จการ โดยเป็น
กลุ่มประชาชน ที่
ก้าวหน้าและรู้เท่าทันชนชั้นปกครองที่เป็นเผด็จการในสถานการณ์ของยุคสมัยนั้นๆ
เป็นกลุ่มประชาชนที่ก้าวหน้าและได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารกว่าประชาชนด้วยกันโดยทั่วๆ
ไป หรือจะเรียกว่าเป็น กลุ่มประชาชนที่เกิดก่อนกาล
ก็ว่าได้ รวมทั้ง กลุ่มประชาชน ในเหตุการณ์
6 ตุลา ก็เช่นกัน เป็น กลุ่มประชาชนที่เกิดก่อนกาล
ดังนั้นที่ว่า เชิดชูจิตใจวีรชน 6 ตุลา.....คือ
เชิดชูจิตใจอะไร ก็จะต้องเชิดชู
จิตใจกล้าต่อสู้กล้าเสียสละกล้าเอาชนะชนชั้นปกครองผู้เผด็จการ
และ เผด็จการ หมายถึง
เผด็จการทุกรูปแบบ....เผด็จการศักดินา
เผด็จการศักดินา-ขุนศึก เผด็จการขุนศึก-ศักดินา
เผด็จการนายทุน-ศักดินา
เผด็จการนายทุน-นายทุนนายหน้าสามาณย์......
ไม่เว้นแม้แต่เผด็จการคอมมิวนิสต์!
(หากจะมีหรือเกิดขึ้น!)
"จัดขึ้นภายใต้สถานการณ์การปฏิรูปการเมือง"
บอกไว้อย่างนี้ และจากบางเวบฯ ก็
บอกว่า มีการสนทนากันในหัวข้อ
"คนตุลากับวิกฤตการเมืองไทยในปัจจุบัน"
ซึ่งเท่าที่ฟังๆ จากการถ่ายทอดเป็นช่วงๆ
วิกฤติการเมืองไทยในปัจจุบันก็คือ
วิกฤติการเมืองที่ประชาชนคนไทยกลุ่มที่อาจเรียกได้ว่า
เป็น กลุ่มประชาชนที่เกิดก่อนกาล
กำลังต่อสู้กับชนชั้นปกครอง
เผด็จการนายทุน-นายทุนนายหน้าสามาณย์ ที่มี
ทรราชตัวใหม่ เป็น หัวโจก
ซึ่งอ้างว่ามาจากการเลือกตั้งตาม "กติกา" (บางข้อ) ของ
"ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข"
ฉะนั้น การจัดงานรำลึก 30 ปี 6 ตุลา ปีนี้
จึงจัดขึ้นในสถานการณ์ทางการเมือง
ที่อำนาจรัฐอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการปกครอง
ของเผด็จการนายทุน-นายทุนนายหน้าสามาณย์ที่กำลังจะสวมรอยใช้
"สถานการณ์การปฏิรูปการเมือง"
ยืดและต่ออายุการครองอำนาจของตัวเองต่างหาก!
ถ้าไม่ชัดเจนตรงนี้ ก็คลุมเครือ ก็เข้าทาง
กระบวนการเอาดอกผลการต่อสู้ของภาคประชาชนไปสนับสนุนอุ้มชูทรราชตัวใหม่
ไม่ว่าจะเจตนาบริสุทธิ์หรือโดยปารถนาดีเพียงใดก็ตาม....
๓-
ก็แค่การท้วงติงตั้งข้อสังเกตตามลมตามแร้งไป
คงจะหาประโยชน์อันใดมิได้ เพราะ "...น่าจะมาร่วมงาน
และช่วยกันทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่คุณต้องการ
ให้วีรชนได้นอนตายตาหลับมากกว่าติเรือทั้งโกลน
วิจารณ์โดยไม่ได้สำรวจ" ...หรือ
"...แต่คำขวัญเดิมก็ไม่น่าจะมีอะไรแอบแฝงแล้วท่วงทำนองประชดประชันที่คุณเสนอมาเพื่อเป้าหมายอะไรไม่ทราบ"
[เป้าหมายการท้วงติงคงชัดเจนถ้าอ่านข้างบนที่ประมวลมานั่น!]....หรือ...."....คำขวัญมีที่มาที่ไป
คงต้องเคารพการร่วมกันตกลงเลือกคำขวัญนี้ในขณะนั้น.."
จึงคงได้แค่รำพึงว่า ทรราชตัวใหม่ไยช่างมีมหิธานุภาพยิ่งนัก
จนมีผู้คนทุกแวดวงกุมรุมเหน็ดเหนื่อย "ทำงาน"
ให้ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว..จึง....อยู่ในสภาพที่
"
.....(...ไล่..... แล้วมันก็ไม่ยอมไปสักที)
" เผลอๆ หลังจากงาน "รำลึก 30 ปี 6
ตุลา ปกป้องประชาธิปไตยประชาชน" เที่ยวนี้
ทรราชตัวใหม่ตัวนี้ อาจจะกลายเป็น
วีรบุรุษผู้ปกป้องประชาธิปไตยประชาชนตัวเป็นๆ
ไปก็ได้
ใครจะรู้...อะไรที่ไม่เคยเห็นก็จะเห็นได้ในสถานการณ์ประเทศไทยยุคนี้
..."ยุคทุนเก่าขัดแย้งกับทุนใหม่"(ฮา)/29พฤษภาคม
2549