|
อดีตเลขานุการของเหมาเจ๋อตง
หลี่รุ่ยผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 91 ปี
ได้เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีหู จิ่นเทา
ในวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา
เพื่อให้ผู้นำจีนพิจารณาการปฏิรูประบบการเมือง
ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นในการแก้ไขวิกฤตทางสังคมที่จีนกำลังเผชิญอยู่อย่างน่าวิตกยิ่ง
การปฏิรูปการเมืองนี้
ยังเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจับตาและคาดหวังมากที่สุดจากการประชุมสมัชชาใหญ่ผู้แทนทั่วประเทศพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่
17
ในจดหมายที่หลี่รุ่ยเขียนถึงสหายหู
จิ่นเทา ได้ระบุว่า
“ภาวะที่การปฏิรูปการเมืองจีนไม่พัฒนาตามการปฏิรูปเศรษฐกิจนั่นเอง
ที่ทำให้ปัญหาคอรัปชั่น ช่องว่างความมั่งคั่ง
คุณธรรมเสื่อมถอย การละเมิดสิทธิ์ ยังคงอยู่
และบานปลายออกไปไม่จบสิ้น”
ข้อความในจดหมายฯ ซึ่ง
ตีพิมพ์เผยแพร่ในเอเชีย วีค ฮ่องกง ฉบับวันที่
14 ตุลาคมที่ผ่านมา
ได้ตีแผ่ปัญหาระบบการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ชี้ถึงบทเรียนในประวัติศาสตร์
อธิบายแยกแยะเชิงหลักทฤษฎีอย่างแยบคาย
เพื่อยืนยันแนวทางการปฏิรูปการเมือง
ที่เสนอแก่สหายผู้กุมชะตากรรมประเทศจีน
ดังต่อไปนี้...
การผลักดันพัฒนาการของมนุษยชาติ
โดยเฉพาะช่วงประวัติศาสตร์ยุคใกล้นั้น
ขึ้นอยู่กับการประลองชิงชัยกันบนเวทีหลัก 3
ด้าน ระหว่างประชาธิปไตยและอำนาจเบ็ดเสร็จ
การปกครองโดยกฎหมายและการปกครองโดยบุคคล
วิทยาศาสตร์และความไม่รู้
ความเด่นด้อยของลัทธิหรือหลักทฤษฎีใดๆ
ควรจะปล่อยให้การปฏิบัติได้จริงนั้น
เป็นเครื่องพิสูจน์ ประชาชาติหนึ่งๆ
ประเทศชาติหนึ่งๆ
หากมัวลุ่มหลงในลัทธิหรือการบูชาบุคคล
ก็จะเป็นอันตรายมาก ถึงขั้นล้าหลัง
ตลอดประวัติศาสตร์กว่า 2,000
ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้
จีนยังขาดประเพณีประชาธิปไตยเสรี
และวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์
ซึ่งเป็นสองปัจจัยกระตุ้นใหญ่
ที่จะช่วยผลักดันมนุษยชาติ ก้าวไปข้างหน้า
การดำเนินหลักทฤษฎีอำนาจเบ็ดเสร็จของหลักทฤษฎีมาร์กซิสต์
ผสมผสานกับลัทธิเลนิน สตาลิน และเหมาเจ๋อตง
คั่วเข้ากันจนกลายเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จของพรรคการเมืองเดียว
ได้สร้างลัทธิบูชาบุคคลแบบศาสนาขึ้นมาในจีน
ในภาษาอังกฤษ คำ “ลัทธิบูชาบุคคล” และ “ลัทธิ”
(cult) นั้น เป็นคำเดียวกัน
เจตจำนงของผู้นำในฐานะที่เป็นบุคคลนั้น
เป็นกฎทองคำ ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม
และประณามผู้ที่มีความเห็นแตกต่างออกไปเป็นพวกนอกคอก
ที่จะต้องกวาดล้าง วิธีการดังกล่าว
ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่กลุ่มเจ้าหน้าที่
กลายเป็น “เครื่องมือเชื่องๆ”
และประชาชนจำนวนมาก ก็กลายเป็น “ตะปูสกรู”
แผ่ขยายใหญ่ไปทั่วแผ่นดิน
ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งรัสเซียเกนนาดี
ซูกานอฟได้สรุปบทเรียนจากการผูกขาด 3
ด้านได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ และหลักทฤษฎี
ซึ่งขณะนี้ การผูกขาดและลัทธิของจีน
มีความเลวร้ายยิ่งกว่าอดีตสหภาพโซเวียตอีก
แม้จีนได้ปฏิรูปเศรษฐกิจมาถึง 30 ปี
จนเป็นที่ยอมรับของโลก
แต่การผูกขาดในระบบการเมือง
ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง ซึ่งสภาพดังกล่าว
ได้ถ่วงรั้งการปฏิรูปเศรษฐกิจและการสร้างเศรษฐกิจ
นับตั้งแต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ถือกำเนิดขึ้นมา
ไม่เคยแม้แต่มีการยอมรับหลักทฤษฎีประชาธิปไตย
ทั้งที่ หะแรกนั้น
พรรคคอมมิวนิสต์ได้กำหนดการต่อต้านอำนาจเบ็ดเสร็จ
เป็นภารกิจสำคัญของกระบวนการปฏิวัติ ทว่า
เมื่อพิชิตอำนาจปกครองได้แล้ว
กลับละทิ้งการปฏิรูปประชาธิปไตย
และได้ระบุลัทธิทุนนิยมและชนชั้นนายทุนเป็นศัตรูตัวเอ้
ผูกขาดเศรษฐกิจของประเทศอย่างรอบด้าน
ต่อต้านฝ่ายขวา ปิดฉากเสรีภาพการแสดงความเห็น
ตลอดจนเสรีภาพสื่อในสังคมทั้งหมด
ปฏิบัติการตามนโยบาย “ก้าวกระโดดไกล” “ต่อต้านฝ่ายขวา”
ถึง “ปฏิวัติวัฒนธรรม”
|