Tomorrow's Me

      เอกสารหมายเลข ๑

ที่มา: http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9500000124317

จดหมายถึงสหายหู จิ่นเทา...จากอดีตเลขาฯเหมาวัยร่วมศตวรรษ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 ตุลาคม 2550 12:15 น.

       ผู้จัดการออนไลน์--การสร้างสังคมที่กลมกลืน เป็นทิศทางการปกครองบริหารประเทศจีน ซึ่งผู้นำสูงสุดหู จิ่นเทา ได้กำหนดมานั้น เหมาะเจาะกับสถานการณ์ปัจจุบันของจีนอย่างที่สุด หาไม่แล้ว ความรุ่งโรจน์ทั้งหมดที่เป็นผลจากการปฏิรูปเศรษฐกิจกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ก็อาจถูกคลื่นวิกฤตสังคมล้มคว่ำปราศนาไป ทว่า การประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา และบรรลุเป้าหมายนั้น จะต้องทำอย่างไร?
       
       
หลังการปฏิวัติจีนใหม่ สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนพรรคเดียว กระทั่งมีการเปิดประเทศ ปฏิรูปเศรษฐกิจระบบตลาด มาถึงวันนี้ จีนเรืองอำนาจบนเวทีเศรษฐกิจโลก แต่ทั่วแผ่นดินจีน ยังเต็มไปเจ้าหน้าที่ทุจริตโกงกินคอรัปชั่น ช่องว่างความมั่งคั่ง คุณธรรมเสื่อมทรุด การละเมิดสิทธิ์แพร่ระบาดไปทั่วหย่อมหญ้า ซึ่งปัญหาสังคมเหล่านี้ นับวันยิ่งทวีความรุนแรง การวิจัยของหลายสถาบันในช่วงไม่นานมานี้ ชี้ว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างชนชั้น และการทุจริตคอรัปชั่นในจีน รุนแรงยิ่งกว่ายุคกั๋วหมินตั่ง (ก๊กมินตั๋ง) ซึ่งในปี ค.ศ. 1949 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน สามารถรบชนะพรรคจีนคณะชาติหรือก๊กมินตั่งได้ ก็เพราะเงื่อนไขทางสังคมที่ฟอนแฟะจนประชาชนไม่อาจทนทานได้อีกต่อไป (อ้างอิงจากบทนำของนิตยสารเอเชีย วีค ฮ่องกง (亚洲周刊) ฉบับวันที่ 14 ตุลาคม 2007)

 

หลี่ รุ่ยวัย 91 ปี อดีตเลขานุการเหมา เจ๋อตง ชี้ มีเพียง การปฏิรูประบบ การเมืองภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่จะช่วย คลี่คลายวิกฤตสังคมจีน ไม่ว่า คอรัปชั่น ช่องว่างความมั่นคง ที่กำลัง คุกคามประเทศจีนอย่างหนัก

       อดีตเลขานุการของเหมาเจ๋อตง หลี่รุ่ยผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 91 ปี ได้เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ในวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้นำจีนพิจารณาการปฏิรูประบบการเมือง ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นในการแก้ไขวิกฤตทางสังคมที่จีนกำลังเผชิญอยู่อย่างน่าวิตกยิ่ง การปฏิรูปการเมืองนี้ ยังเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจับตาและคาดหวังมากที่สุดจากการประชุมสมัชชาใหญ่ผู้แทนทั่วประเทศพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 17
       
       ในจดหมายที่หลี่รุ่ยเขียนถึงสหายหู จิ่นเทา ได้ระบุว่า “ภาวะที่การปฏิรูปการเมืองจีนไม่พัฒนาตามการปฏิรูปเศรษฐกิจนั่นเอง ที่ทำให้ปัญหาคอรัปชั่น ช่องว่างความมั่งคั่ง คุณธรรมเสื่อมถอย การละเมิดสิทธิ์ ยังคงอยู่ และบานปลายออกไปไม่จบสิ้น”
       

       ข้อความในจดหมายฯ ซึ่ง ตีพิมพ์เผยแพร่ในเอเชีย วีค ฮ่องกง ฉบับวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ตีแผ่ปัญหาระบบการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชี้ถึงบทเรียนในประวัติศาสตร์ อธิบายแยกแยะเชิงหลักทฤษฎีอย่างแยบคาย เพื่อยืนยันแนวทางการปฏิรูปการเมือง ที่เสนอแก่สหายผู้กุมชะตากรรมประเทศจีน ดังต่อไปนี้...
       
       การผลักดันพัฒนาการของมนุษยชาติ โดยเฉพาะช่วงประวัติศาสตร์ยุคใกล้นั้น ขึ้นอยู่กับการประลองชิงชัยกันบนเวทีหลัก 3 ด้าน ระหว่างประชาธิปไตยและอำนาจเบ็ดเสร็จ การปกครองโดยกฎหมายและการปกครองโดยบุคคล วิทยาศาสตร์และความไม่รู้

ความเด่นด้อยของลัทธิหรือหลักทฤษฎีใดๆ ควรจะปล่อยให้การปฏิบัติได้จริงนั้น เป็นเครื่องพิสูจน์ ประชาชาติหนึ่งๆ ประเทศชาติหนึ่งๆ หากมัวลุ่มหลงในลัทธิหรือการบูชาบุคคล ก็จะเป็นอันตรายมาก ถึงขั้นล้าหลัง
       
       ตลอดประวัติศาสตร์กว่า 2,000 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ จีนยังขาดประเพณีประชาธิปไตยเสรี และวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นสองปัจจัยกระตุ้นใหญ่ ที่จะช่วยผลักดันมนุษยชาติ ก้าวไปข้างหน้า
       
       การดำเนินหลักทฤษฎีอำนาจเบ็ดเสร็จของหลักทฤษฎีมาร์กซิสต์ ผสมผสานกับลัทธิเลนิน สตาลิน และเหมาเจ๋อตง คั่วเข้ากันจนกลายเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จของพรรคการเมืองเดียว ได้สร้างลัทธิบูชาบุคคลแบบศาสนาขึ้นมาในจีน ในภาษาอังกฤษ คำ “ลัทธิบูชาบุคคล” และ “ลัทธิ” (cult) นั้น เป็นคำเดียวกัน เจตจำนงของผู้นำในฐานะที่เป็นบุคคลนั้น เป็นกฎทองคำ ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม และประณามผู้ที่มีความเห็นแตกต่างออกไปเป็นพวกนอกคอก ที่จะต้องกวาดล้าง วิธีการดังกล่าว ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่กลุ่มเจ้าหน้าที่ กลายเป็น “เครื่องมือเชื่องๆ” และประชาชนจำนวนมาก ก็กลายเป็น “ตะปูสกรู” แผ่ขยายใหญ่ไปทั่วแผ่นดิน ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งรัสเซียเกนนาดี ซูกานอฟได้สรุปบทเรียนจากการผูกขาด 3 ด้านได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ และหลักทฤษฎี ซึ่งขณะนี้ การผูกขาดและลัทธิของจีน มีความเลวร้ายยิ่งกว่าอดีตสหภาพโซเวียตอีก แม้จีนได้ปฏิรูปเศรษฐกิจมาถึง 30 ปี จนเป็นที่ยอมรับของโลก แต่การผูกขาดในระบบการเมือง ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง ซึ่งสภาพดังกล่าว ได้ถ่วงรั้งการปฏิรูปเศรษฐกิจและการสร้างเศรษฐกิจ
       
       นับตั้งแต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ถือกำเนิดขึ้นมา ไม่เคยแม้แต่มีการยอมรับหลักทฤษฎีประชาธิปไตย ทั้งที่ หะแรกนั้น พรรคคอมมิวนิสต์ได้กำหนดการต่อต้านอำนาจเบ็ดเสร็จ เป็นภารกิจสำคัญของกระบวนการปฏิวัติ ทว่า เมื่อพิชิตอำนาจปกครองได้แล้ว กลับละทิ้งการปฏิรูปประชาธิปไตย และได้ระบุลัทธิทุนนิยมและชนชั้นนายทุนเป็นศัตรูตัวเอ้ ผูกขาดเศรษฐกิจของประเทศอย่างรอบด้าน ต่อต้านฝ่ายขวา ปิดฉากเสรีภาพการแสดงความเห็น ตลอดจนเสรีภาพสื่อในสังคมทั้งหมด ปฏิบัติการตามนโยบาย “ก้าวกระโดดไกล” “ต่อต้านฝ่ายขวา” ถึง “ปฏิวัติวัฒนธรรม”
 

หลี่ รุ่ยขณะเสวนาเกี่ยวกับ “เหมา เจ๋อตง” ในกรุงปักกิ่ง วันที่ 5 กันยายน 2006

       นับตั้งแต่ปีที่จีนใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์ถือกำเนิดขึ้นในปี 1949 ถึงช่วงก่อนการปฏิรูปเปิดกว้าง คนจีนมากกว่า 1,000 ล้านคน ต้องทุกข์ทรมานตกระกำลำบาก และเสียชีวิตกันไปอีกมากกว่า 50 ล้านคน ไม่เพียงสร้างความเสียหายอย่างใหญ่แก่ทรัพย์สินที่เป็นตัววัตถุแล้ว ที่เลวร้ายมากกว่านี้ ก็คือความสูญเสียอย่างมหาศาลของทรัพย์สินทางจิตวิญญาณ ได้แก่ การสูญเสียปัญญาชนระดับหัวกระทิมากมาย การศึกษาถูกทำลายย่อยยับ คุณธรรมในสังคมเสื่อมทรุดถึงก้นบึ้ง นี่คือ ผลพวงที่เลวร้ายจากอำนาจเบ็ดเสร็จของพรรคฯและอำนาจชี้ขาดของเหมาเจ๋อตง
       
       ปัญหาที่อุบัติขึ้นในอดีต และวิกฤตจำนวนหนึ่งในปัจจุบันนั้น มีต้นเหตุมาจากภายในพรรคฯ ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ต้นตอนั้น ต้องเลิกสถานภาพอภิสิทธิ์ของพรรคฯ ส่วนการคลี่คลายปัญหาสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างแรกนั้น จะต้องยึดถือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ประกันเสรีภาพในการพูดการแสดงความเห็น เสรีภาพการเสนอข่าวสาร เสรีภาพการพิมพ์ต่างๆ ตลอดจนเสรีภาพในการรวมกลุ่ม สิทธิผลประโยชน์ต่างๆของประชาชน หลักประกันมิให้เกิดการละเมิดอำนาจของกลุ่มเจ้าหน้าที่
       

       หลี่ลุ่ยได้เสนอการสร้างประชาธิปไตยแก่พรรคคอมมิวนิสต์ ประการแรกคือ ทบทวนบทเรียนจากประวัติศาสตร์ กำหนดให้แนวคิดประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานของทิศทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์ ทบทวนผลลัพธ์จากการดำเนิน “อำนาจเบ็ดเสร็จ” ของพรรคฯ จากยุคสงครามการปฏิวัติถึงยุคเถลิงอำนาจปกครอง จากหลักทฤษฎีถึงการปฏิบัติ ซึ่งการทบทวนเหล่านี้ เป็นภารกิจใหญ่ที่ยังไม่บรรลุ อาทิ ในการชำระประวัติศาสตร์ครั้งที่หนึ่ง จีนได้รับรองสถานภาพแนวคิดและตัวบุคคลของเหมาเจ๋อตง แต่ไม่กล่าวถึงความผิดพลาดในปฏิบัติการกำจัดกลุ่มต่อต้านเหมาเจ๋อตงในกองทัพแดงที่เจียงซีเมื่อปี 1930 หรือที่เรียกว่าปฏิบัติการ “กวาดล้างกลุ่ม AB ” 《 打AB 团》 และ “ขบวนการชำระล้างแห่งเหยียนอัน” 《延安抢救运动》ที่คร่าชีวิตสมาชิกของพรรคฯเองไปนับแสน และในการชำระประวัติศาสตร์ครั้งที่สอง ซึ่งมีขึ้นหลังการปฏิวัติวัฒนธรรม 10 ปีนั้น แม้มีการระบุถึงความผิดพลาดของเหมาเจ๋อตงในช่วงบั้นปลายชีวิต แต่ก็ยังย้ำถึงความสำเร็จของเหมาเจ๋อตงและยังรับรองสถานภาพการนำของแนวคิดเหมาเจ๋อตง แต่สำหรับเหตุการณ์กวาดล้างฝ่ายขวา ปฏิบัติการก้าวกระโดดไกล การปฏิวัติวัฒนธรรม และความผิดพลาดใหญ่ๆ กลับยังไม่มีการสรุปอย่างลงลึก กว่า 20 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ผิดพลาดในประวัติศาสตร์เหล่านี้ ยังคงเป็น “เขตสงวน” โดยไม่มีการรำลึกสาธารณะ ห้ามการออกหนังสือเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านี้ ดังนั้น จึงไม่อาจระบุบทเรียนอันทรงคุณค่า จากผลพวงอันเลวร้ายของเหตุการณ์ผิดพลาดในประวัติศาสตร์
       
       ปีนี้ เป็นปีครบรอบ 50 ปีของปฏิบัติการต่อต้านฝ่ายขวา นับเป็นโอกาสดียิ่งในการทบทวน สรุปบทเรียนประวัติศาสตร์ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับได้สั่งการให้การรำลึกทบทวนถึงเหตุการณ์เป็นไปอย่างเงียบๆ เมื่อเร็วๆ อาจารย์ท่านหนึ่งในโรงเรียนของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็ได้เผยแพร่บทความ กระตุ้นให้นักศึกษามหาวิทยาลัยปักกิ่งจัดกิจกรรมก่อนวันครบรอบเหตุการณ์ฯนี้ ซึ่งในตอนนั้น กลุ่มนักศึกษาได้ติดป้ายคำขวัญ เรียกร้อง การคุ้มครองเสรีภาพการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ การออกหนังสือ การเดินขบวนประท้วงต่างๆ” หรือการตระโกนกู่ร้อง “เสรีภาพ ประชาธิปไตย เหตุผลจงเจริญ” คำพูดเหล่านี้ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยปักกิ่งในยุคนั้น สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ตอนนั้น ถ้าไม่มีการกวาดล้างฝ่ายขวา ยอมรับความคิดเห็นของพวกเขา ประเทศชาติก็มิเดินอยู่บนเส้นทางที่จะนำไปสู่การปรับความทันสมัยแล้วหรือ? (ทั้งนี้ ในยุคทศวรรษที่ 50 เศรษฐกิจของญี่ปุ่นยังล้าหลังกว่าจีน)
       
       กระทั่งวันนี้ เราเพียงแต่ยอมรับ “การแผ่ขยายปฏิบัติการกวาดล้างฝ่ายขวา” แต่ไม่เคยยอมรับอย่างจริงจังเลยว่าปฏิบัติการกวาดล้างฝ่ายขวานั้น เป็นการละเมิดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศ เป็นความผิดพลาดของปฏิบัติการการเมือง การสรุปเหตุการณ์นี้อย่างจริงจัง จะเป็นการพลิกความผิดพลาดนี้ เป็นทรัพย์สินที่มีค่ามาก
       
       ประการที่สอง ขณะนี้ การปฏิรูปพรรคฯ เป็นกุญแจสำคัญที่จะตัดสินความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการปฏิรูปต่างๆทั้งหมดของประเทศ การปรับปรุงความทันสมัยแก่พรรคฯ เป็นเงื่อนไขข้อแรกของการปฏิรูปความทันสมัยแก่ประเทศชาติ พรรคฯได้รวบอำนาจระดับสูงไว้ในมือในรูปแบบของอำนาจเบ็ดเสร็จจากยุคสงครามการปฏิวัติถึงยุคเถลิงอำนาจปกครองที่สันติ และต่อมา ก็พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสู่พรรครัฐบาลที่ทันสมัย โดยยึดถือแนวทางประชาธิปไตย และตัวบทกฎหมาย ซึ่งเป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์ของพรรคฯที่ยังไม่บรรลุ
       

       การปฏิรูปเศรษฐกิจ 30 ปีที่ผ่านมาของประเทศจีน ได้พัฒนาเศรษฐกิจระบบตลาดและเศรษฐกิจที่ไม่ใช่ของสาธารณะ (non-public economy) ไปอย่างน่ามหัศจรรย์ อีกทั้งเกิดความเปลี่ยนแปลงและก้าวหน้าในภาคต่างๆ แต่ในท้ายที่สุด การปฏิรูปทั้งหมดจะสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการปฏิรูประบบการเมือง
 

ทหารเดินแถวเป็นรูปค้อนเคียว สัญลักษณ์พรรคคอมมิวนิสต์

       ในปี 1989 ระหว่างการประชุมแห่งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยฮาร์ดวาร์ด นักวิชาการตะวันตกได้พูดถึงประเทศจีน เป็น “ประเทศแห่งพรรคฯ” (Partystate) ต่อมา คุณหลี่ลุ่ยผู้อยู่ร่วมในการประชุมฯดังกล่าว ก็ได้จัดทำข้อเสนอสำหรับเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จของพรรคฯเดียว เสนอแก่ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ผู้แทนทั่วประเทศพรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 16 ว่าด้วยกฎหมายระบุอำนาจของพรรครัฐบาล โดยพรรคฯจะต้องเคารพและปฏิบัติภายใต้กรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎระเบียบต่างๆอย่างเคร่งครัด ระบบศาลยุติธรรมจะต้องมีอิสระ ปลอดจากการแทรกแซงจากพรรคฯ คณะกรรมการพรรคฯระดับต่างๆตลอดจนองค์กรอื่นๆของพรรคฯ มีอำนาจบริหารจัดการเพียงกิจการภายในพรรคฯเท่านั้น ไม่มีอำนาจก้าวก่ายกิจการนอกพรรคฯ รวมทั้งกิจการของรัฐบาลด้วย หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลด้านการกระจายเสียงออกอากาศไม่มีสิทธิโดยตรงในการควบคุมรัฐบาล การแสดงความเห็นในสังคม การออกสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ และกิจการต่างๆที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ควรพัฒนาการเลือกตั้งที่เปิดให้มีผู้สมัครรับการเลือกตั้งหลายคนลงสนามเลือกตั้งอย่างเท่าเทียม จนค่อยๆพัฒนาไปสู่การแข่งขันเลือกตั้งอย่างแท้จริง รวมถึงการเลือกตั้งคณะกรรมการกลางพรรคฯ ซึ่งในการประชุมสมัชชาใหญ่ฯพรรคฯครั้งที่ 13 ก็ได้จัดการเลือกตั้งที่เปิดให้ผู้สมัครรับการเลือกตั้งหลายคนลงสนามฯ และปรากฏผลดีมาก
       
       ขณะนี้ ประเทศกำลังเผชิญมรสุมวิกฤตคอรัปชั่น การละเมิดกฎหมาย แพร่ระบาดทะลุทะลวงถึงโรงเรียน โรงพยาบาลอย่างน่าตกใจมาก ซึ่งเพียงการขยายอำนาจจัดการและคุมเข้มนั้น ไม่อาจที่จะแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ ไม่เพียงแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยจะต้องปรับเปลี่ยนระบบอำนาจเบ็ดเสร็จของพรรคเดียว เปลี่ยนระบบอำนาจเบ็ดเสร็จ เป็นระบอบประชาธิปไตย
       
       จีนมีการปรับแก้และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 7 ครั้งด้วยกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่ระบุในรัฐธรรมนูญเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงถ้อยคำที่ว่างเปล่า เป็นเพียงผักชีโรยหน้าเพื่อขานรับกระแสเท่านั้น
       
       การดำเนินตามรัฐธรรมนูญ ก็คือการดำเนินตามระบอบประชาธิปไตย ในการเคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญ และบรรลุระบอบประชาธิปไตยนั้น สิ่งแรกจะต้องทำคือ เปิดเสรีการพูดการแสดงความคิดเห็น ให้เสรีภาพในการเสนอข่าวและการพิมพ์ ยกเครื่องพลิกโฉมบทบาทของหน่วยรับผิดชอบการกระจายเสียงออกอากาศ ไม่ใช่หน่วยควบคุมตรวจสอบฯอีกต่อไป มิฉะนั้นแล้ว แม้แต่เสรีภาพในการพูดการแสดงออก ก็ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ และสังคมจะเป็นสังคมกลมกลืน หรือเป็นเอกภาพได้อย่างไร? ประเทศชาติที่เข้าใจและเคารพแนวคิด จึงสามารถผลักดันแนวคิดที่ยิ่งใหญ่ ชาติที่มีแนวคิดที่ยิ่งใหญ่ จึงสามารถมีพลังก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ขาดตอน ผู้นำจีนจะต้องมีความกล้าหาญที่จะยอมรับ และแก้ไขความผิดพลาดในอดีต จีนเข้าร่วมประชาคมโลก โดยได้ลงนามในสนธิสัญญาคุ้มครองสิทธิมนุษย์ชน และสนธิสัญญาแห่งเบิร์นว่าด้วยการคุ้มครองเสรีภาพและงานศิลปะ (Berne Convention for the Protection of Literary and Artistic Works) ยอมรับคุณค่าสากลด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษย์ชน ทั้งยังได้ประกาศทิศทางการปกครองบริหารประเทศ ได้แก่ “กำหนดคนเป็นรากฐาน” “แนวการพัฒนาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์” “การสร้างสังคมกลมกลืน”
       
       เมื่อเร็วๆนี้ สหายจิ่นเทาก็ได้ประกาศในหลายเวที ย้ำว่า “ไม่มีประชาธิปไตย ก็ไม่มีสังคมนิยม” “ไม่มีประชาธิปไตย ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสู่ความทันสมัย” นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคมปีนี้ นายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่าได้กล่าวกับกลุ่มนักข่าวว่า “ประชาธิปไตย ระบบกฎหมาย เสรีภาพ สิทธิมนุษย์ชน ความเสมอภาค” สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เอกลักษณ์ของระบอบทุนนิยมเท่านั้น หากเป็นผลผลิตจากกระบวนการวิวัฒนาการของอารยธรรมที่สั่งสมมายาวนานในประวัติศาสตร์ เป็นคุณค่าที่มนุษย์ชาติทั่วโลกต่างแสวงหาเช่นเดียวกัน
       
       การคุ้มครองสิทธิเลือกตั้งของประชาชน หลักนโยบายประชาธิปไตย การบริหารจัดการ และสิทธิในการตรวจสอบตามครรลองประชาธิปไตย จะต้องสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่งนั่นคือ เปิดทางให้ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ “สหาย จิ่นเทา และสหายเจียเป่า ได้กล่าวถึงหลักการเหล่านี้ ได้อย่างสวยหรู”
       
       การดำเนินระบอบประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่การบั่นทอนพลังของพรรคคอมมิวนิสต์ หากเป็นการส่งเสริมความทันสมัยแก่พรรคคอมมิวนิสต์ อีกทั้งเป็นการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพรรคฯบนเวทีระหว่างประเทศ และยังเป็นประโยชน์ในการรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวของดินแดนสองฟากฝั่ง.
 

main menu