ในฐานะประชาชน-พลเมืองคนตัวเล็กๆ
ที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองต่อเนื่องมา
นับแต่เป็นนักศึกษารุ่น 6 ตุลา 2519
มาจนบัดนี้ เห็นว่า
ปัญหาหลักปัญหาหนึ่งของชาติบ้านเมือง คือ
ปัญหาการคอรัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่ง
ปัญหานี้ได้หยั่งรากลึกจนกลายเป็นวัฒนธรรมที่
นักการเมืองระดับหัวหน้าพรรคการเมืองซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่จะต้องแก้ปัญหานี้แท้ๆ
ถึงกับออกมาประสานเสียงกันเป็นเสียงเดียวกันว่า
แก้ไม่ได้ และ
หัวหน้าพรรคการเมืองบางพรรคก็ได้ถือธงยืนเป็นผู้นำอยู่ที่หัวขบวนของการคอรัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวงเสียเอง
อย่างเบ็ดเสร็จทั่วด้านครบวงจรและด้วยกระบวนการที่สลับซับซ้อน
ของ ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมยุคใหม่
ที่ยากแก่การจะเข้าใจได้ของประชาชนในประเทศโลกที่สามอย่างประเทศไทย
ไม่ว่าจะมีการศึกษาหรือด้อยการศึกษา
เพราะที่ด้อยการศึกษาก็เข้าใจระบบเศรษฐกิจทุนนิยมยากเย็นอยู่แล้ว
เป็นได้แค่เหยื่อของลัทธิบริโภคนิยมที่บ้าคลั่ง
ส่วนที่มีการศึกษาก็ติดอยู่ใน
กับดักทางความคิดของทฤษฎีโลกาภิวัฒน์
ที่ทำให้
มองเห็นผิดเป็นชอบไปว่า
เป็นความเจริญก้าวหน้าในการลากดึงสังคมประเทศไทย
ให้เข้าสู่กระแสโลกาภิวัฒน์แบบหลับหูหลับตา
แบบเปิดประเทศอ้าซ่า
ให้ทุนต่างชาติข้ามชาติเข้ามาปล้นสะดมโภคทรัพย์ของสังคมประเทศไทยอย่างเมามันในทุกทิศทาง
โดยมีรัฐบาลไทยและนักการเมืองไทยที่ยึดครองอำนาจรัฐจากการลากตั้ง
[มาได้ด้วย
นโยบายประชานิยม
อันเป็นการติดสินบนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งรูปแบบหนึ่ง]
กระทำตนเป็น
"ทุนนายหน้า"
อำนวยความสะดวกให้โดยที่ตนเองและพวกก็ได้ประโยชน์ด้วย
แบบที่เรียกว่า "การคอรัปชั่นเชิงนโยบาย" หรือ
"การมีผลประโยชน์ทับซ้อน" หรือ
"การมีความบกพร่องโดยสุจริต" เช่น
นโยบายการแปรงสินทรัพย์เป็นทุน
นโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ
ที่ยังให้สมบัติและทรัพย์สินสาธารณะของประชาชนคนไทยทุกคนทั้งประเทศ
กลายสภาพไปเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและกรรมสิทธิ์ส่วนนิติบุคคลของทุนนายหน้าและทุนข้ามชาติ
ผ่านการซื้อขายใน ตลาดหุ้น ไปได้อย่าง
ถูกต้องตามกฎหมาย
ถูกต้องตามหลักการค้าเสรีของทุนข้ามชาติ และ
ถูกต้องตามทฤษฎี(หรือลัทธิ?)โลกาภิวัฒน์
???? โดยที่แอกค่าใช้จ่ายต่างๆ
และผลกำไรของ
เอกชนหรือผู้ถือหุ้นส่วนที่เป็นเอกชน
(ส่วนใหญ่จะเป็นทุนนายหน้าและทุนข้ามชาติ)
มาตกหนักอยู่ประชาชนคนไทยที่เป็นผู้บริโภคคนสุดท้าย
ซึ่งพิจารณาในแง่นี้ นโยบายเหล่านี้ ก็คือ
นโยบายปล้นประชาชนและขายชาติ นั่นเอง!
เมื่อดูในภาพรวมทั้งหมด
จึงพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า
นักการเมืองพรรคไทยรักไทยโดยเฉพาะที่เข้าไปมีตำแหน่งเป็นรัฐบาล
คือ
รูปธรรมที่สุดแห่งพฤติกรรมของวัฒนธรรมสามานย์ที่ครอบงำสังคมไทยอยู่ในขณะนี้
นั่นคือ วัฒนธรรมสามานย์แห่งการ "ขายตัว
ขายเสียง และขายชาติ"
[ ทั้งขายเป็นตัวๆ
ขายเป็นพรรคๆ เป็นมุ้งๆ ซึ่ง
ทุนนายหน้า-เจ้าของพรรคการเมือง
ซื้อเอาไปเป็นฐานเสียงให้มี "เสียงข้างมาก"
เพื่อยึดครอง "อำนาจ" ให้สามารถเข้าไป
"ขายชาติ"/หรือขายผลประโยชน์ของประชาชน-ผลประโยชน์ของชาติ
ตามหลักการประชาธิปไตยสามานย์แบบศรีธนญชิน!
] ซึ่งได้นำพาประเทศชาติและประชาชนมาถึงจุดที่
"วิกฤติที่สุด"
ที่กลไกการแก้ปัญหาตามกระบวนการ-การปกครองในสภาวะปกติมาถึงทางตันจนหมดสิ้น
เพราะลูกเล่นลูกชนทางข้อกฎหมายของพวกเนติบริกร
ข้อคิดทฤษฎีของบรรดา "ลิ่วล้อ"
ที่รับใช้ทุนนายหน้า รวมทั้งบรรดาข้อคิด
ทฤษฎีด้วยวาทกรรมวกวนจากพวกแนวร่วมมุมกลับบรรดานักวิชาการผู้ติดกับดักทฤษฎีโลกาภิวัฒน์-ทฤษฎีประชาธิปไตยสามานย์ตะวันตกดังที่ทราบ
จนต้องเกิดกระบวนการภิวัฒน์
ที่เริ่มต้นขึ้นจากการที่องค์พระประมุขของชาติทรงมีพระราชดำรัส
ชี้ทางออกการแก้ปัญหาประเทศ
ผ่านบุคลากรของสถาบันตุลาการ เกิด
กระบวนการตุลาการภิวัฒน์
แต่ยังไม่ทันกับการจะแก้ปัญหา/เพราะเป็นกระบวนที่ช้า-ไม่ทันสถานการณ์/
ก็จึงตามมาด้วย
กระบวนการรัฐประหารภิวัฒน์
ซึ่งหนุนเนื่องและจะต้องหนุนเนื่อง
ด้วย กระบวนการ-การเมืองภาคพลเมืองภิวัฒน์
อันจะต้องคอยเฝ้าจับตาดูไม่ให้กระบวนการภิวัฒน์กลับกลายเป็นกระบวนการแห่งความพินาศของประเทศไปเสียอีก
ด้วยการที่การเมืองภาคพลเมือง
จะต้องช่วยกันออกแรงผลักดันให้กระบวนการภิวัฒน์...ภิวัฒน์ต่อเนื่องไปจนสามารถล้างบาง
"กลไก" แห่งวัฒนธรรมสามานย์ของ การ "ขายตัว
ขายเสียง และขายชาติ"
ไปให้ได้ในระดับหนึ่ง-ระดับที่การเลือกตั้งจะไม่สามารถเป็นทางเปิดให้ทุรชนคนชั่วๆได้เข้าไปโกงบ้านกินเมืองงาบประเทศ
ได้อย่างง่ายดายนักเฉกเช่นแต่ก่อน
เช่น
การไม่ให้ตะกวดการเมืองได้ถูกนิรโทษกรรมจากการเว้นวรรคถ้ายังไม่สำนึก
การก่อกระแสให้นักการเมืองที่ร่ำรวยขณะอยู่ในอำนาจต้องถูกยึดทรัพย์และถูกพิจารณาคดีฐานฉ้อโกงประเทศ
การผลักดันหรือสร้างกระแสให้เกิดนวตกรรมทางข้อกฎหมายที่จะใช้พิจารณาคดีทางการเมือง
หรือคดีที่นักการเมือง/ข้าราชการ/พลเรือน
กระทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐต่อชาติบ้านเมือง
เป็นต้น
ในสถานการณ์เช่นนี้
ในฐานะประชาชน-พลเมืองคนตัวเล็กๆ
ที่มีศักยภาพในการครอบครองพื้นที่เล็กๆ
ของสื่ออีเลกโทรนิคในโลกอินเตอร์เนท
Me-myself
ขอประกาศจุดยืนอยู่ข้างกระบวนการภิวัฒน์ของสถาบันตุลาการ
และขอเรียกร้อง(แบบเสียงนกเสียงกาก็ได้จะเป็นไรไป)ให้ทุกภาคส่วนของสังคมไทยโดยเฉพาะส่วนของการเมืองภาคพลเมืองได้ภิวัฒน์ไปพร้อมๆ
กัน เพื่อประเทศชาติและบ้านเมืองของเรา!